นพ. ประพจน์ เภตรากาศ แห่งมูลนิธิพัฒนาการแพทย์แผนไทย (มพท.) จัดรายการให้ความรู้ใน FB Live  และเชิญผมไปคุยเรื่องการเรียนรู้แนวใหม่ โยงสู่การเรียนรู้เรื่องการแพทย์แผนไทย    ในวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๖๓ เวลา ๑๐.๐๐ - ๑๒.๐๐ น.  

ผมเตรียมไปเสนอมุมมองของคนนอก    ที่ไม่มีความรู้เรื่องการแพทย์แผนไทย    มีแต่ประสบการณ์งูๆ ปลาๆ สมัยเด็ก    ต้องทำหน้าที่เป็นพนักงานแพทย์แผนไทยให้แก่ปู่ และพ่อแม่    คือทำหน้าที่พนักงาน “นวดตัวด้วยฝ่าเท้า”    คือผู้ใหญ่นอนคว่ำสลับนอนหงาย ให้ผมขึ้นไปเหยียบแก้ปวดเมื่อยครับ เมื่ออายุประมาณ ๙ - ๑๐ ขวบ น้ำหนักกำลังดี    ตกเย็นพ่อหรือแม่จะนอนชิดฝาผนังบ้าน เรียกผมให้ไปเหยียบ     เมื่อน้องโตขึ้น และผมโตจนน้ำหนักมากเกิน หน้าที่นี้ก็ผ่องถ่ายไปที่น้อง     แต่ผมจะทำหน้าที่นี้นานที่สุด เพราะน้องคนรองอายุน้อยกว่าผมถึง ๕ ปี    หลังจากนั้นอายุเขาต่างกันสองสามปีเท่านั้น    พ่อแม่ผมทำงานหนักมาก เพื่อสร้างฐานะ    และเป็นงานที่ต้องลงแรง    ตกเย็นจึงปวดเมื่อยร่างกาย     การแพทย์แผนไทยพื้นบ้านง่ายๆ คือการนวดนี้     เป็นเรื่องในชีวิตประจำวันของคนชนบทสมัยก่อน

จำได้ว่า ตอนนั้นผมเป็นหมอนวดเชี่ยวชาญพอตัว     คือรู้ว่าจุดสำคัญที่จะต้องนวดอยู่ตรงไหนบ้าง     ตรงไหนต้องลงส้นเท้าหนักๆ       

ที่จริงผมมีปู่เป็นแพทย์แผนไทย    ปู่ของผม นายเสี้ยง พานิช ชาวไชยาโดยกำเนิด    บวชพระสองครั้ง เรียนวิชาด้านภาษา รู้ภาษามคธ  และบาลี    รวมทั้งเรียนการแพทย์แผนไทยด้วย    คือรู้จักยาสมุนไพรไทย  และคิดสูตรยาหม้อเองได้    ชีวิตของปู่ส่วนใหญ่อยู่ที่ชุมพร    เพราะไปทำงานและแต่งงานกับสาวชุมพร    จำได้ว่า มีคนมาใช้บริการของปู่ (ฟรี) บ่อยๆ    โดยมาเล่าอาการไม่สบายและขอให้ปู่เขียนใบเจียดยา เอาไปหาหรือหาซื้อเอามาต้มเป็นยาหม้อกินตามที่ปู่สั่ง     ผมเองก็เคยกินยาหม้อสูตรของปู่    มันขมจนกลืนไม่ลง 

ที่จริงแม่ของผมก็เป็น “หมอพื้นบ้าน” ให้แก่ลูก    ตอนหน้าร้อนแม่จะต้มน้ำใบบัวบก ใส่น้ำตาลกรวดให้ลูกๆ กิน แก้ร้อนใน    แม่บอกว่า “เจียะเลี้ยง”     นอกจากนั้น เวลาลูกๆ หรือคนในครอบครัวไม่สบาย ได้แก่ปวดหัวตัวร้อน หรือมีบาดแผล  แม่ของผมทำหน้าที่ “หมอประจำบ้าน” 

ที่เด่นที่สุดของแม่คือการเป็น “หมอพื้นบ้าน” ให้แก่ตนเอง    นวดและยืดเหยียดร่างกายเป็นประจำ     ทำให้สุขภาพดีและอายุยืนยาวถึง ๙๔ ปี    ทั้งๆ ที่ลาตายต่อญาติพี่น้องตอนอายุไม่ถึง ๕๐   เพราะเริ่มเป็นเบาหวาน และคงจะมีอาการหมดประจำเดือน    ตอนแม่อายุแปดสิบปีเศษ    ทีมงาน สคส. ของผมไปร่วมงานศพพ่อ    และทราบว่าแม่นอนหงายแล้วพับตัวได้    ขอให้แม่ทำให้ดู และถามท่ากายบริหารท่าอื่นๆ ที่แม่ทำ     แล้วบอกว่า ท่ากายบริหารของแม่นั้น เป็นท่าโยคะ    แม่บอกว่าจำเอามาจากหมอนวดสารพัดเชื้อชาติที่แม่ลองไปให้นวด คือหมอไทย หมอจีน หมอแขก    ท่าไหนดีก็จำเอามาปฏิบัติเป็นประจำ   

ที่เล่าออกนอกเรื่องไปไกลนั้น ไม่ใช่นอกเรื่อง     แต่เพื่อชี้ว่า การแพทย์แผนไทยอยู่กับวิถีชีวิตคนไทย และทำประโยชน์ยิ่งต่อชีวิตได้ โดยไม่ต้องเสียเงิน หากเรารู้จักนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน               

ผมตั้งใจพูดออกรายการสามประเด็น คือ (๑) ความเข้าใจทฤษฎีการเรียนรู้สมัยใหม่  (๒) การเรียนรู้สมัยใหม่กับการแพทย์แผนไทย  และ (๓) การเรียนรู้สู่วิวัฒนาการของการแพทย์แผนไทย     โดยที่การพูดในรายการเน้นการสนทนากับผู้รู้ คือคุณหมอประพจน์ และท่านอื่นๆ อีกราวๆ ๓๐ คนที่ร่วมรายการผ่าน FB Live   


ทฤษฎีการเรียนรู้สมัยใหม่

เป็นเรื่องที่ต่างจากความเชื่อทั่วไปในวงการศึกษา และในคนทั่วไป     ที่เข้าใจผิดว่าการเรียนรู้เกิดจากการรับการสอนของครูหรือผู้ใหญ่    รับเอาความรู้มาใส่สมองของตน    ที่เรียกว่า passive learning   

มีหลักฐานจากการวิจัยด้าน neuroscience และ cognitive psychology  หรือ learning science    บอกว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นโดยการกระทำของผู้นั้น ตามด้วยการใคร่ครวญสะท้อนคิด    ซึ่งเป็นการสร้างความรู้ใส่ตัวเอง     การเรียนรู้ที่แท้ จึงเป็นการสร้างความรู้ด้วยตนเองผ่านการปฏิบัติแล้วคิด ที่เรียกว่า active learning    ในเชิงนโยบาย กระทรวงศึกษาธิการไทยมีนโยบายให้โรงเรียนจัดการศึกษาแบบ active learning    แต่ในทางปฏิบัติโรงเรียนและมหาวิทยาลัยไทยยังคงเน้น passive learning    และที่ร้ายคือ คณะครุศาสตร์ศึกษาศาสตร์ยังคงผลิตครูด้วยการเรียนที่เน้น passive learning   

หนังสือที่อธิบายทฤษฎีที่กล่าวถึงดีที่สุดเล่มหนึ่งคือ How Learning Works : Seven Research-Based Principles for Smart Teaching    และผมตีความเป็นหนังสือ การเรียนรู้เกิดขึ้นอย่างไรที่ดาวน์โหลดได้ฟรี         

การเรียนรู้ในชีวิตจริงไม่ใช่กระบวนการที่เป็นเส้นตรง ที่เป็นการเดินทางจากสภาพไม่รู้ ไปสู่สภาพรู้ แล้วจบ     แต่เป็นกระบวนการที่วนเป็นวงจรยกระดับเรื่อยไปไม่มีสิ้นสุด    ตรงนี้แหละครับ ที่ผมโยงเข้าสู่ประเด็นที่ ๒ 

การเรียนรู้สมัยใหม่กับการแพทย์แผนไทย 

ผมเตรียมไปพูดใน ๒ ประเด็น คือ (๑) การเรียนรู้จากการปฏิบัติแล้วคิดทฤษฎีเอง  และ (๒) การแพทย์แผนไทยที่มีวงจรเรียนรู้ยกระดับอย่างไม่มีสิ้นสุด   


การเรียนรู้จากการปฏิบัติแล้วคิดทฤษฎีเอง

นี่คือการเรียนรู้สากล สำหรับคนยุคศตวรรษที่ ๒๑    ที่มีทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต (lifelong learning)    แพทย์แผนไทย ไม่ว่าที่เรียนจบปริญญาตรี  หรือที่เป็นหมอพื้นบ้าน เรียนจากการฝึกฝนจากหมอพื้นบ้าน (๑) แล้วผ่านกลไกการรับรองของกลไกร่วมภาครัฐ-ภาคประชาชน     ล้วนควรมีทักษะนี้ ... ทักษะเรียนรู้จากการปฏิบัติสู่การคิดทฤษฎีเอง     

คนเราต้องฝึกให้เป็นนิสัย ว่าเมื่อทำสิ่งใดต้องสังเกตผลที่เกิดขึ้น นำมาคิดว่าทำไมจึงเกิดผลเช่นนั้น    มีวิธีทำให้เกิดผลดีกว่านั้นได้ไหม    เอาวิธีที่คิดไปลอง แล้วดูผล     หากผลดีกว่าเดิม  เท่ากับได้เรียนรู้วิธีการใหม่  ที่ปรับปรุงขึ้นจากวิธีการเดิม    เรียกว่า single loop learning

เรียนรู้แค่นั้นยังไม่พอ เพราะนั่นแค่ระดับเรียนรู้วิธีการ หรือ first-loop learning    ต้องฝึกเรียนรู้ระดับสูงขึ้น คือเรียนรู้ทฤษฎีหรือหลักการ ที่เป็น second-loop learning   ทำได้โดยตั้งคำถาม “ทำไม” (why) จึงเกิดผลเช่นนั้น    ทำไมได้ผลตามคาดหวัง หรือไม่ได้ผลตามคาดหวัง     เคยมีคนอธิบายไว้ก่อนหรือไม่     หากมี เขาอธิบายว่าอย่างไร    เราเห็นด้วยไหม มีส่วนไหนที่เราเห็นไม่ตรง    เราสรุปเป็นหลักการหรือทฤษฎีเล็กๆ    แล้วหาทางพิสูจน์ในวงรอบของการทำกิจกรรมรอบต่อไปได้ไหม    ทำเช่นนี้จนเป็นนิสัย เราจะกลายเป็นนักอธิบายเหตุผลของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น    หรือเป็นนักทฤษฎี    ที่สำคัญ เราจะเข้าใจทฤษฎีต่างๆ ในมิติที่ลึกและเชื่อมโยง

แต่ยังไม่ถึงที่สุด    ยังสามารถเรียนรู้ระดับสูงขึ้นไปอีก สู่เรียนเปลี่ยนกรอบความคิด หรือเปลี่ยนชุดความคิด (mindset)   ที่เรียกว่า third-loop learning    หรือ “เรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน” (transformative learning)     ที่อาจถึงขนาดเปลี่ยนตัวตน เปลี่ยนความเชื่อ    ซึ่งทำได้โดยกระบวนการ critical reflection ต่อความอึดอัดขัดข้องในกิจการที่ทำ     ในทฤษฎีที่มีอยู่  ในผลที่ยังไม่น่าพอใจ  ฯลฯ    โดยใคร่ครวญสะท้อนคิดคนเดียว  และร่วมกับกัลยาณมิตร   

การปฏิบัติงานไม่ว่าอาชีพใด  กิจการใด   รวมทั้งอาชีพแพทย์แผนไทย    นำไปสู่การ “เรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน” ได้เสมอ  


การเรียนรู้สู่วิวัฒนาการของการแพทย์แผนไทย

กรมการแพทย์แผนไทย ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๕  และกิจกรรมก่อนหน้า คือ สถาบันการแพทย์แผนไทย     ได้สร้างคุณูปการแก่สังคมไทยสูงยิ่ง     ในการสร้างการยอมรับ และสร้างระบบเพื่อพัฒนาการแพทย์แผนไทย    จนเวลานี้มีการสอนระดับปริญญาตรีถึง ๒๘ สถาบัน    รวมทั้งมีระบบรับรองสถานะของหมอพื้นบ้าน ที่ชุมชนมีส่วนให้การยอมรับ

หลังจากถูกละเลย ไม่ให้การยอมรับมาประมาณหนึ่งศตวรรษ    การแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้านก็หวนกลับมาได้รับการยอมรับอีกครั้งหนึ่ง     ในสภาพที่ไม่เหมือนเดิม    คือมีการผสานวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เข้าไปด้วย อย่างเหมาะสม    ภายใต้หลักการคุณค่าเดิมของการแพทย์แผนตะวันออก ที่เน้นมิติทางด้านจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์   

ผมเชื่อว่า ศาสตร์ด้านการแพทย์แผนไทย และการแพทย์พื้นบ้านไม่ควรหยุดนิ่งคงตัวเหมือนเดิมตลอดไป    แต่ควรมีการเรียนรู้เพิ่มเติมตกผลึกจากการปฏิบัติ ตามด้วยการใคร่ครวญสะท้อนคิดอย่างจริงจัง     โดยยึดถือผลประโยชน์ของผู้รับบริการเป็นตัวตั้ง    ภายใต้กระบวนทัศน์ว่าการแพทย์เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์    มีการยกระดับประสิทธิผล (effectiveness) และประสิทธิภาพ (efficiency)    รวมทั้งยกระดับคุณภาพของบริการ ได้อย่างไม่รู้จบ   

ข้างบนนั้น เขียนก่อนการไปออกรายการ    ตอนไปออกรายการมีคนมาร่วมฟังในห้องประมาณ ๑๐ คน    มี ดร. ภก. ยงศักดิ์ ตันติปิฎก เป็นผู้ดำเนินรายการ    ผมพูดประเด็นแรกแล้วเสวนากัน    ต่อด้วยผมพูดต่อประเด็นที่สอง แล้วเสวนากัน ก็หมดเวลา     ไม่ได้พูดประเด็นที่สาม      

ผู้ร่วมเสวนานอกจากคุณยงศักดิ์   ก็มีคุณสันติสุข โสภณศิริ   และคุณวีรพงษ์ เกรียงสินยศ รองประธานมูลนิธิ     สามท่านนี้มีความรู้เรื่องการแพทย์แผนไทย และหลักการเรียนรู้แบบดั้งเดิม สำหรับเอามาเสริมหลักการเรียนรู้สมัยใหม่    คุณสันติสุขเอ่ยหลัก สุ. จิ. ปุ. ลิ.    ซึ่งหมายถึง สุตมยปัญญา    จินตมยปัญญา   ปุจฉา  และ ลิขิต    หรือ ฟัง-คิด-ถาม-จด    ซึ่งเมื่อตีความเชื่อมโยงเข้าสู่หลักการเรียนรู้สมัยใหม่ มีความลึกซึ้งมาก  

สุตมยปัญญา ไม่ใช่เรื่องของการฟังทั่วๆ ไป    แต่เป็นการฟังอย่างลึก (deep listening)   ฟังให้ได้ความหมายที่ซ่อนอยู่ลึกๆ    คนที่จะฟังอย่างลึกได้ ต้องมีทุนเดิมของความรู้ หรือทุนปัญญา มาก    ต้องมีการสั่งสม  

จินตมยปัญญา ไม่ใช่แค่คิดธรรมดาๆ    เป็นการคิดในระดับจินตนาการ    คือมองเห็น หรือคิดเห็น สิ่งที่ไม่มี    จึงจะเป็นการคิดอย่างสร้างสรรค์ (creative thinking)    ผมตีความว่า ปัญญาทั้งสอง (คือ สุตมยปัญญา และ จินตมยปัญญา) มีมิติที่ลึกกว่าที่ผมเขียน

ยิ่ง ปุจฉา ยิ่งตีความสู่ความหมายที่ลึกได้ยิ่งขึ้นไปอีก    คือมองว่าการตั้งคำถามเป็นกระบวนการคิด มากกว่าเพื่อให้ได้คำตอบ    คำถามที่ประเทืองปัญญาจึงเป็นคำถามที่ไม่ตรงไปตรงมา    มีมิติที่ลึกและซับซ้อน    ไม่ได้มีคำตอบที่ถูกต้องเพียงคำตอบเดียว    

ลิขิต สำหรับสังคมยุคอินเทอร์เน็ต ที่ความรู้ทั้งหลายอยู่ที่ปลายนิ้ว น่าจะต้องเปลี่ยนไปมาก    การจดบันทึกความรู้เชิงทฤษฎีไม่มีความจำเป็น    หากจะจด ก็จดความรู้ที่จำเพาะบริบท    ตัวผมเองเน้นจดความคิด    ในฐานะที่ชีวิตผมในปัจจุบันอยู่กับการประชุม    ผมใช้ iPad จดความคิดระหว่างประชุม    เพื่อช่วยให้เสนอความเห็นได้ชัดเจนและกระชับ     


       

วิจารณ์ พานิช

๒๔ พ.ค. ๖๓   ปรับปรุงเพิ่มเติม ๒๐ มิ.ย. ๖๓