ในขณะที่การฆ่าคนหมู่มากเริ่มเป็นสิ่งที่คุ้นเคยมากขึ้น แต่ผู้เชี่ยวชาญต่างมองมันว่ามันเป็นการระเบิดของความโกรธเพียงอย่างเดียวน้อยลง แต่มองมันในแง่ที่ว่าเป็นต้นแบบของความกดดันที่มาก่อนมากขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญในการป้องกันปัญหาที่ก่อให้เกิดความรุนแรงบอกว่าโดยส่วนใหญ่ผู้กระทำผิดในการฆ่าเคยศึกษาการโจมตีหมู่ก่อนหน้ามาแล้ว โดยมากจะชอบคนที่ก่อการนั้นด้วย ความเป็นสาธารณะที่ล้อมรอบการฆ่านี้จะส่งผลให้เป็นตัวเร่งต่อคนที่กำลังจะกลายเป็นฆาตกรที่โกรธแค้นและขับข้องใจมากขึ้น

การฆ่าคนถึง 9 คนในวิทยาลัยชุนรัฐโอเรกอนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เปรียบเสมือนตัวอย่างตำราเรียน ก่อนการยิง Christopher Harper-Mercer อายุ 26 ได้อัปโหลดวิดีโอเกี่ยวกับการฆ่าคนจำนวนมากในปี 2012 ที่โรงเรียนประถม Sandy Hook ในเมือง Newtown รัฐคอนเนททิคัต

ผู้กระทำผิดที่เป็นมาตกรของ Sandy Hook ตัวเขาเองเป็นผู้ศึกษาการกราดยิงมาก่อนหน้า เช่น ในปี 1999 ที่โรงเรียนมัธยมในโคลอมโบ ที่เมืองโคโลราโด ที่ซึ่งมีคน 13 คนถูกฆ่า และในปี 2011 ที่นอร์เวย์ ที่มีคน 77 คนถูกฆ่า

และ 3 วันหลังจากการฆ่าที่โอเรกอน พวก F.B.I. เตือนวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยในเมืองฟิลาเดลเฟียที่ปรากฏในคำขู่ของเว็บไซต์ที่ใช้โดยนาย Harper-Mercer ผู้เชี่ยวชาญหลายคนกล่าวว่าศักยภาพของการแพร่หลายเชิงวัฒนธรรมจำเป็นต้องรับการโต้ตอบทางสาธารณะสุข คนมักจะเน้นไปที่เรื่องการป้องกันไว้ล่วงหน้า และมาตรการการป้องกัน เป็นโฆษณาทางการเมืองสำหรับการห้ามพกพาอาวุธ แต่ในหลายๆกรณี ความพยายามที่จะบ่งชี้ และดูแลแบบควบคุมคนที่ชอบใช้ความรุนแรงยกประเด็นเรื่องเสรีภาพส่วนบุคคลเข้ามาได้

J. Reid Meloy นักจิตวิทยาที่ถูกกฎหมายในซาน ดิ เอโก้ ที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการประเมินเรื่องคำขู่ในโรงเรียนและองค์กรกล่าวว่า “พวกเธอกำลังทำให้สวัสดิการของรัฐและความเป็นส่วนตังของบุคคลมีความเท่าเทียมกัน 

คนบางคนพูดว่าการเปลี่ยนแปลงที่เป็นการรายงานข่าวอาจก่อให้เกิดการโจมตีมวลชนได้

ดร. Deborah Weisbrot ที่เป็นศาสตราจารย์ทางคลินิกของภาคจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัย Stony Brook ที่ได้สัมภาษณ์ชายวัยรุ่นที่เป็นคนส่วนใหญ่ที่ได้สร้างคำขู่กล่าวว่า “หากเธอกล่าวชื่อผู้กระทำการ และพบกับอาวุธปืนตามที่มีข่าวรายงาน และเรียกชื่อนั้นอีกครั้ง จะมีโอกาสในการสร้างภาพพิมพ์เขียวขึ้นมาอย่างไม่ตั้งใจ

ผู้เชี่ยวชาญยังเน้นด้วยว่าปัจจัยหลายประการ เช่นปัญหาสุขภาพจิตอาจกระตุ้นการเกิดนักฆ่ามวลชนได้

แต่ใครก็ตามที่สนใจเรื่องเครื่องจักรแห่งการฆ่าแบบนี้สามารถสร้างตนเองขึ้นมาใหม่โดยการเดินทางผ่านการสืบค้นทางอินเตอร์เน็ทในรายงานข่าว, เว็บไซต์, และสื่อทางสังคม มี 1 เว็บไซต์ให้รายการการฆ่าด้วยความโกรธรอบๆโลก มือปืนที่ฆ่าคน 12 คน ที่โรงละคร ที่เมือง ออโรร่า รัฐโคโลราโด ในปี 2012 ที่แฟนคลับใน Tumblr

Robert A. Fein นักจิตวิทยาที่จบมาทางด้านความรุนแรงที่มีเป้าหมายเฉพาะ และเป็นผู้เขียนในรายงานปี 2002 โดยหน่วยสืบราชการลับในเรื่องการฆ่าทางโรงเรียนกล่าวว่า “เธอจะพบความยากลำบากในการหาใครสักคนที่ไม่ได้ศึกษาการทำเช่นนั้นมาก่อน”

ดร. Meloy และเพื่อนๆของเขาศึกษาการยิงที่โรงเรียนเก้าครั้งในเยอรมัน พบว่ากลุ่มที่ 3 “มีการเอาอย่างและเลียนแบบเรื่องที่เกิดขึ้นในโคลอมโบ” กลุ่มอื่นๆมีการไปเยือนโคลอมโบ หรือเขียนออนไลน์เพื่อชื่นชมผู้กระทำผิดสองคนที่นั่น

มันเป็นการง่ายที่จะเห็นว่าทำไมนาย Harper-Mercer จึงได้บ่งชี้เหตุการณ์ผู้ฆ่าใน Sandy Hook ชายทั้งคู่อยู่กับแม่ และทั้งคู่ชื่นชอบปืน และเคยออกไปยิงที่ตามที่ต่างๆ แม่ของนาย Harper- Mercer กล่าวว่าเขามีปัญหาเรื่องประเด็นทางพฤติกรรม และผู้ฆ่าใน Sandy Hook เคยรับการวินิจฉัยถึงสองครั้งว่าเป็นโรคดังกล่าว

J. Kevin Cameron ที่เป็นผู้กำกับของศูนย์ Canadian เพื่อการประเมินความเสี่ยง และการโต้ตอบกับความเจ็บปวดทางจิต ที่ให้คำปรึกษาในการยิงที่โรงเรียนในสหรัฐฯกล่าวว่า “ยิ่งเขาระบุตัวตนถึงเนื้อเรื่องได้มากเท่าใด จะส่งผลให้เขาเข้าถึงความเสี่ยงได้มากขึ้นเท่านั้น”

อย่างน้อย 1 กรณี ก็แสดงให้เห็นว่า การฆ่ามวลชนนั้น เช่น การฆ่าตัวตายของวัยรุ่น มีโอกาสที่จะจัดให้เป็นกลุ่ม โดยที่หากเกิดเหตุการณ์หนึ่ง จะเกิดอีกเหตุการณ์หนึ่งตามมา ในการวิเคราะห์เมื่อเร็วๆนี้ถึงการฆ่าเป็นหลายพันกรณีตั้งแต่ปี 1997-201 นักวิจัยพบว่าโอกาสที่จะเกิดการโจมตีจะเกิดขึ้นใน 2 สัปดาห์มากที่สุด หลังจากที่การโจมตีครั้งนั้นได้รับการรายงาน

การบังคับใช้กฎหมายเริ่มแนะนำแล้วว่าสื่อที่เป็นรายงานข่าวรับมาตรฐานในการรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์ครั้งนั้นคล้ายๆจะเป็นคำแนะนำในการรายงานข่าวเกี่ยวกับการฆ่าตนเองตายของวัยรุ่น

Pete Blair ผู้จัดการของศูนย์การฝึกปฏิบัติเพื่อการบังคับใช้กฎหมายขั้นสูง เริ่มตั้งโฆษณา ที่สนับสนุนโดย F.B.I. ชื่อว่า “อย่าเรียกชื่อของพวกเขา” ซึ่งเป็นนโยบายที่นายอำเภอ John Hanlin แห่งเมือง Douglas รัฐโอเรกอน ขอให้สื่อที่รายงานข่าวกระทำกรณีโอเรกอนด้วยความระมัดระวัง แต่ประสบความสำเร็จน้อย

ดร. Meloy กล่าวว่า มันอาจเป็นไปได้ที่มากขึ้นในการหลีกเลี่ยงรูปภาพหรือวลีต่างๆ เช่น หมาป่าที่เดียวดาย ซึ่งสื่อถึงการวางท่าที่เยือกเย็นสำหรับวัยรุ่น

หนังสือพิมพ์ New York Time นำเสนอรูปภาพของนาย Harper-Mercer ในหน้าเพจ และนำเสนอมันแบบออนไลน์ Matthew Purdy ซึ่งเป็นบรรณาธิการอาวุโส กล่าวว่าภาพภาพนั้นไม่ได้ต้องการที่จะให้เกียรติผู้กระทำผิด เขากล่าวว่า “งานของเราคือการอธิบาย และสำรวจ และภาพเหล่านี้ต้องการจะทำอย่างที่ว่า”

นักฆ่าพลเรือนโดยส่วนใหญ่จะเปิดเผยความตั้งใจของตนเองออกมา โดยอาจผ่านตัวแนะในบทสนทนา หรือผ่านสังคมออนไลน์ เช่นนาย Herper-Mercer มีการเขียนบล็อก “ยิ่งคุณเห็นคนที่คุณฆ่ามากขึ้นเท่าใด คุณจะยิ่งรู้สึกเหมือนอยู่ในละครเวทีเท่านั้น”

พ่อแม่, พวกครู, เพื่อนร่วมชั้น, เพื่อนๆ, และคนอื่นๆสามารถที่จะจับตัวแนะเหล่านี้ได้ แต่พวกเขาจะไม่สนใจหรือละเลยพวกมัน ดังนั้น “ยุทธวิธีเห็นบางสิ่ง พูดบางสิ่ง” เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในการโจมตีวันที่ 11 กันยายน ปี 2001 ที่ผู้ก่อการร้ายโจมตี จะช่วยคนที่พูดออกมาได้มาก ดร. Meloy กล่าว

สำคัญไม่แพ้กันคือการทำลายอุปสรรคที่เกิดขึ้นในหมู่องค์กรเอกชน เช่นการบังคับใช้กฎหมายและกรมสุขภาพจิต และพัฒนาระบบการตรวจสอบคำขู่ และตัดสินใจถึงหากผู้คนจะทำตนเองให้มีปัญหาหรือไปในแนวทางความโหดเหี้ยม ผู้เชี่ยวชาญทางการประเมินคำขู่กล่าว

องค์กรเอกชนหลายองค์กรรับมาตรการการป้องกันแบบร่วมมือกันและแบบกว้างๆ ในเมือง Los Angeles การบังคับใช้กฎหมาย, กรมการรักษาสุขภาพทางจิตของคนในเมือง, และองค์กรทางการศึกษาแบ่งปันข้อมูล และฝึกสมาชิกที่เป็นเจ้าหน้าที่ในการรับรู้และรายงานพฤติกรรมที่น่าเป็นห่วง

Tony Beliz ผู้ให้คำแนะนำเรื่องโรงเรียนและองค์กรด้านการป้องกันอันตราย ซึ่งเป็นเวลาหลายปีในการดูแลสุขภาพจิตกล่าวว่า เมืองได้แทรกแซงกรณีต่างๆที่นักเรียนมีอาวุธ และนำเสนอแผนการจะช่วยพวกเขา ในสัปดาห์หลังจากเกิดเหตุการณ์การฆ่ามวลชน พวกเขาดูแลควบคุมเยาวชนที่พวกเขาเชื่อว่ามีความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด

เช่นหลังจากที่เกิดเหตุการณ์การฆ่าที่ Sandy Hook พวกเขาตรวจสอบเด็กชายอายุ 16 ปี ที่ชอบการสร้างลูกระเบิดจากสารเคมี และบอกเจ้าหน้าที่ในเมือง 2 ปีก่อนถึงสิ่งที่เขาเขียนว่า “ฉันต้องกำจัดคนเลวๆให้หมดไป” พวกเขายังโทรหาแม่ของวัยรุ่น ที่ประหลาดใจถึงอาวุธและการฆ่าทิ้ง วัยรุ่นมีใบอนุญาตให้พกพาอาวุธ และการวิจัยกับการฆ่าในโรงเรียน

อย่างไรก็ตามโปรแกรมดังกล่าวย่อมจะทำลายสิทธิมนุษยชนในบางครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไม่มีการก่อเหตุรุนแรง

ดร. Beliz และผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ กล่าวว่านักวิทยาการทางจิต และนักการศึกษาไม่ค่อยจะเต็มใจในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับเด็กๆหรือลูกค้า ที่บ่งบอกถึงพฤติกรรมที่น่ากังวล ภายใต้การเข้าใจผิดว่ากฎหมายความเป็นส่วนตัวห้ามการทำแบบนั้น พวกเขากล่าวว่าส่วนหนึ่งของงานคือให้การศึกษากับครู, ครูใหญ่, และนักบำบัดโรคทางกายหรือจิต โดยการพยายามที่จะอธิบายบทบัญญัติทีกฎหมายอนุญาตแบ่งปัน หากความปลอดภัยทางสาธารณะจะถูกทำลาย

ดร. Beliz กล่าวว่าไม่มีเหตุการณ์การกราดยิงโรงเรียนใน Los Angeles ที่โปรแกรมนี้ได้ทำอยู่

แต่เขาเพิ่มเติมว่า “โชคร้ายเป็นอย่างยิ่งที่วิทยาเขตหลายแห่ง และเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายต่างอยู่เป็นฝ่ายค้าน เพราะไม่เชื่อว่าเหตุการณ์กราดยิงจะเกิดขึ้นในชุมชนของตัว”

ปัญหาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ผู้เชี่ยวชาญอาจเอาชนะได้ ถึงแม้ว่าจะมีความอิหลักอิเหลื่อของผู้คนที่ตระหนักรู้ และไม่รายงานถึงสัญญะคนที่พวกเขารู้ว่าเป็นอันตราย

นาย Cameron กล่าวหลังจากเหตุการณ์ใน Columbine ว่า “เราเชื่ออย่างหนึ่งว่าปัญหาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเรื่องการจัดการด้วยความรุนแรงและตรวจตรากับสถานการณ์นั้นมากเกินไป” “แต่ปัญญาที่ใหญ่ไม่แพ้กันคือเราไม่ให้ความสำคัญกับตัวบ่งชี้ที่ดูน่าจะเป็นการที่คนผู้นั้นดำเนินไปในวิถีทางที่โหดร้ายด้วย”

แปลและเรียบเรียงจาก

Erica Goode และ Benedict Carey. Mass killings are seen as a kind of Contagion.

https://www.nytimes.com/2015/10/08/science/mass-killers-often-rely-on-past-perpetrators-blueprints.html