บันทึกชุด ความฉลาดรวมหมู่ตีความจากหนังสือ Big Mind : How Collective Intelligence Can Change Our World (2018) เขียนโดย Geoff Mulgan ศาสตราจารย์ด้าน collective intelligence, public policy & social innovation แห่ง UCL และเป็น CEO ของ NESTA โดยในตอนที่ ๕ นี้ ตีความจากบทที่ 6 Cognitive Economics and Triggered Hierarchies
สาระสำคัญคือ การรับรู้สู่ความฉลาดรวมหมู่ต้องมีการลงทุน ไม่ใช่สิ่งที่ได้มาฟรีๆ ยิ่งการยกระดับความฉลาดยิ่งต้องลงทุนสูง หากไม่มีเงื่อนไขความจำเป็นความฉลาดรวมหมู่ก็จะวนเวียนอยู่ในวงจรการเรียนรู้ระดับล่าง หากจะให้มีการยกระดับขึ้นไป ต้องใส่กลไกกระตุ้น ที่หนังสือเล่มนี้เรียกว่า triggered hierarchies
ความฉลาดรวมหมู่ เป็นการจัดระบบความคิดของกลุ่มคน เป็นวงจรเรียนรู้หลายวงจรซ้อนทับกัน เป็นประกฎการณ์ตามธรรมชาติ ที่นำสู่การทำงานร่วมกันในระบบที่สมาชิกของระบบแต่ละคนเสมือนเป็นอัตโนมัติ ไม่ต้องคิด แต่ละคนทำตามที่กำหนดจนเป็นนิสัย ตามหลักการของเศรษฐศาสตร์การรับรู้ (cognitive economics) คือใช้ความฉลาดอัตโนมัติ (autonomous intelligence) ให้มากที่สุด เป็นการทำโดยไม่ต้องใช้สมอง เพราะการใช้สมองเปลืองพลังงาน
ความฉลาดรวมหมู่ระดับสูง (Higher order collective intelligence) มาจากการแบ่งงานกันเชี่ยวชาญ (division of labor ที่ควรเรียกว่า division of automatic intelligence มากกว่า) แต่ความฉลาดรวมหมู่ระดับสูงอาจกลายเป็นความโง่เขลารวมหมู่ก็ได้ เพราะเป็นความฉลาดรวมหมู่ที่วนเวียนอยู่ในวงจรเรียนรู้ระดับล่าง คือเปลี่ยนความคิดในกรอบเดิม (ตามในตอนที่แล้ว) ไม่ยกระดับสู่การคิดในกรอบใหม่ เนื่องจากสมาชิกทุกคนพอใจอยู่กับความเคยชิน
ความฉลาดไร้ตัวตน ไม่ต้องมีวัตถุสิ่งของ ไม่ต้องใช้การระลึกรู้ ไม่ต้องใช้เหตุผล คือความฉลาดที่แท้จริง และเราใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวัน
การจัดระบบ (organization) ในการจัดระบบด้วยตนเอง (self-organization)
การจัดระบบงานและระบบอื่นๆ มี ๒ ขั้วตรงกันข้าม คือขั้วหนึ่งเป็นการจัดแบบมีแบบแผนตายตัว มีการควบคุมจากศูนย์กลาง (เป็นระบบที่ครองโลกอยู่ในปัจจุบัน) อีกขั้วหนึ่งจัดระบบหลวมๆ เปิดช่องให้มีการพัฒนาการจัดระบบด้วยตนเอง ทั้งสองแบบมีข้อดีและข้อจำกัด
ระบบรวมศูนย์ดีที่จัดการง่ายโดยกลไกบังคับบัญชาที่ศูนย์กลาง แต่ความซับซ้อนแตกต่างหลากหลายเป็นปัจจัยท้าทายต่อระบบแนวนี้ ที่ศูนย์กลางมักจะได้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจไม่ครบถ้วน รวมทั้งต้องใช้ทุนมาก ยิ่งการตัดสินใจเพื่อยกระดับวงจรการเรียนรู้สู่ระดับบนยิ่งต้องใช้ทุนมาก
ระบบที่เป็นเครือข่ายกระจายตัว (distributed network) และจัดระบบด้วยตนเอง (self-organize) มีการเชื่อมโยงระหว่าง node โดยที่แต่ละ node มีอิสระในการตัดสินใจ และ node ต่างๆ อาจมีลักษณะคล้ายคลึงกัน ที่เรียกว่าเป็น fractal การเรียนรู้และยกระดับความฉลาดเป็นไปโดยอัตโนมัติ ตัวอย่างคือ internet, Wikipedia สามารถยกระดับการเรียนรู้หรือความรู้ได้โดยใช้การลงทุนน้อย แทนที่จะใช้พลังของการบังคับบัญชา กลับใช้พลังของการท้าทาย เพื่อหาอาสาสมัครที่ชอบงานแบบนั้นเข้ามาอาสาทำ พลังของการจัดระบบงานแบบนี้ทำให้สารานุกรมเพื่อสังคม Wikipedia ชนะสารานุกรมอื่นๆ ที่ดำเนินการมาก่อน ๓ ศตวรรษ
ระบบเช่นนี้ มีปัญญาที่กระจายตัว (distributed wisdom) ไม่ใช่ความรู้รวมศูนย์ที่ศูนย์กลางอำนาจอย่างระบบรวมศูนย์ ในระบบเครือข่าย ความรู้กระจายอยู่ทั่วไปอย่างไม่เป็นระเบียบ แต่พร้อมที่จะรวมตัวกันเข้าไปกระทำการตามความต้องการในกาละและเทศะหนึ่งๆ ในลักษณะที่มีพลังของการจัดระบบด้วยตัวเอง (self-organizing urge) ความฉลาดรวมหมู่แบบนี้มีลักษณะ ครบด้าน (wholeness), ซับซ้อน (complexity), ประหนึ่งมีความตระหนักรู้ (consciousness)
ในมุมมองเชิงมหภาค เกือบทุกสิ่งมีสภาพจัดระบบตนเอง (self-organizing) เพราะในระยะไกลเช่นนั้น ความแตกต่างในรายละเอียดจัดตัวกันเป็น big pattern
แต่ในโลกปัจจุบัน ดูเสมือนว่าระบบต่างๆ จะก้าวไปสู่การรวมศูนย์อำนาจยิ่งขึ้น
เศรษฐศาสตร์การรับรู้
ความฉลาดไม่ใช่ของฟรี แต่ต้องมีการลงทุน คือต้องใช้พลังงานหรือทรัพยากร กล่าวใหม่ว่า การคิด ไม่ว่าคิดถูกหรือคิดผิด ต้องใช้พลังงานทั้งสิ้น การรับรู้ (cognition), ความจำ (memory), และจินตนาการ (imagination) เป็นสิ่งที่รบกวนทรัพยากรที่มีจำกัด
ทรัพยากรเพื่อความฉลาดนี้ หากมีการใช้ จะขยายขึ้น และมีวิธีพัฒนาได้ด้วย และในยุคปัจจุบันมนุษย์สามารถขยายทรัพยากรได้ด้วย ไอที แต่ทรัพยากรนี้ก็ยังจำกัดอยู่ดี วิธีการใช้ความฉลาดรวมหมู่โดยใช้ทรัพยากรน้อยจึงมีความสำคัญยิ่ง
Daniel Kahneman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล เขียนหนังสืออธิบายวิธีคิดแบบประหยัดพลังงาน ที่เรียกว่าการคิดระบบที่ ๑ หรือการคิดอย่างเร็ว หรือคิดโดยไม่ต้องคิด และผมเขียนบันทึกไว้ที่ (๑)
มีตัวอย่างปรากฏการณ์ที่ความฉลาดรวมหมู่เกิดขึ้น และก่อผลพัฒนาพื้นที่ เกิดนวัตกรรมขึ้นจากพื้นที่นั้นๆ มากมาย เช่น Silicon Valley ในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐอเมริกา ที่ในทางทฤษฎียังอธิบายได้ไม่ชัดว่า ความฉลาดรวมหมู่ เกิดขึ้นได้อย่างไรในแต่ละกรณี พอจะบอกได้ว่ามีปัจจัยด้านภูมิศาสตร์ ด้านสังคมวิทยา และด้านเศรษฐกิจ มาประกอบกัน โดยผมขอให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า การมีปัจเจกบุคคลที่มีความสร้างสรรค์สูง และมีสถาบันวิจัย/นวัตกรรม ในพื้นที่ ที่มีรูปแบบการจัดการไม่รวมศูนย์เกินไป น่าจะมีส่วนเอื้อ ทำให้ความฉลาดรวมหมู่เกิดขึ้นง่ายโดยใช้ทุนไม่สูงเกินไป แต่ในกรณี Silicon Valley ผมว่าการมีทุนที่กล้าเสี่ยงลงทุนในกิจกรรมเชิงนวัตกรรมน่าจะมีส่วนหนุนด้วย ไปๆ มาๆ ก็หนีไม่พ้นการลงทุนอยู่ดี
การยกระดับความฉลาดโดยกลไกกระตุ้น (Triggered Hierarchies) และวงจรแก้ไข (Corrective Loops)
สรุปให้ง่ายที่สุดการรวมหมู่ความฉลาด และยกระดับความฉลาดขึ้นไป ต้องการการกระตุกหรือกระตุ้นให้เกิดขึ้น คือเกิดกิจกรรมที่มีเป้าหมายสูง และเมื่อดำเนินการไปก็มีวงจรเรียนรู้และปรับตัวต่อเนื่อง เพื่อบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ให้จงได้
ปัญหา หรือวิกฤติเป็นตัวกระตุกที่ทรงพลัง เพราะเป็นกลไกให้เพิ่มความคิดเอาใจใส่ และใส่พลังลงไป แตกต่างจากในภาวะปกติเรามักทำงานในสภาพใช้พลังงานต่ำ ไม่ได้ใช้ความคิด
ดังนั้นนักบริหารหรือผู้นำองค์กรที่เก่ง จะหาวิธีที่แยบยลในการสร้างเงื่อนไขให้มีความตื่นตัวภายในองค์กรอยู่เสมอ เพื่อให้รวมตัวกัน เอาความฉลาดมารวมพลังเอาชนะเงื่อนไขนั้น และมีการสนับสนุนทรัพยากร เช่นทุน เวลา และเทคโนโลยีหรือความรู้ใหม่ๆ ให้
ที่สำคัญผู้บริหารจะต้องสนับสนุนการใช้กลไก corrective loops เพื่อเก็บข้อมูลในการทำงานสร้างสรรค์ เป็น M&E (monitoring and evaluation) mechanism สำหรับเป็น feedback loop สู่ learning loops จนบรรลุผลสำเร็จที่ตั้งเป้าหมายไว้ กลไกเหล่านี้จะทำให้สมาชิกขององค์กรรวมตัวกัน เอาความฉลาดมารวมกัน เพื่อเอาชนะ “ศัตรูร่วม” ซึ่งในที่นี้คือความท้าทายที่ผู้บริหารกระตุ้นให้เกิดขึ้น
เมื่อองค์กรมีการทำงานแบบที่สมาชิกต้องร่วมกันเอาชนะเป้าหมายใหม่สม่ำเสมอทุกปี ก็จะเกิดความเคยชินในการเอาความฉลาดมาทำงานร่วมกัน เอาความฉลสดมาแชร์กัน ก็จะเกิดการยกระดับจาก shared intelligence ไปเป็น shared habit ซึ่งก็คือนิสัยทำงานเป็นทีม นิสัยทำงานสร้างสรรค์
ความฉลาด (intelligence) ที่มาจาก การเลียนแบบ (representation) และ บุคลิก (character)
ในสมัยนี้ แหล่งความฉลาดมีเพิ่มขึ้น จากเดิมมีในธรรมชาติ ในสิ่งของและในระบบที่มนุษย์สร้างขึ้น และในตัวมนุษย์เอง ตอนนี้มีปัญญาประดิษฐ์ แต่ปัญญาประดิษฐ์ไม่มีสองสิ่งที่ปัญญามนุษย์มี คือปัญญาที่เกิดจากการเลียนแบบ (representation) กับ ปัญญาที่เกิดจากบุคลิก (character)
การเลียนแบบ หมายความว่าเราเลียนแบบคนอื่น เอามาทำจนชำนาญ จนเป็นอัตโนมัติ ไม่ต้องคิด จนในที่สุดเป็นการกระทำหรือความคิดของตัวเราเอง
บุคลิก ในภาษาอังกฤษอาจใช้คำว่า character หรือ embodiment หมายความว่าสิ่งที่ฝังลึกอยู่ภายในตัว ส่วนหนึ่งอาจมาจากพันธุกรรม อีกส่วนหนึ่งพัฒนาขึ้นตอนเป็นเด็ก เป็นความฉลาดในระดับสัญชาตญาณ
ความฉลาดทั้งสองแบบนี้ ไม่ต้องออกแรง ไม่ใช้พลังงาน
วิจารณ์ พานิช
๓ พ.ค. ๖๓