เรื่องของ “ขยะ” ดูจะเป็นปัญหาใหญ่ของชุมชนเมือง เพราะยิ่งมีประชากรมากเท่าไหร่ ปริมาณขยะก็จะเกิดขึ้นเป็นจำนวน และเมื่อไม่มีการบริหารจัดการ “กำจัด” เป็นอย่างดี ก็จะยิ่งเป็นปัญหาหมักหมมจนยากแก้ไข ลุกลามไปกระต่อสิ่งแวดล้อม
ที่บ้านต้นยาง หมู่ 4 ต.พิชัย อ.เมือง จ.ลำปาง ชุมชนเมืองในเขตเทศบาลเมืองพิชัย ประสบปัญหา “ขยะ” ถูกทิ้งไม่เป็นที่เป็นทาง โดยเฉพาะริมถนนเลียบแม่น้ำวัง ซึ่งขยะถูกทิ้งทั้งบนบกละปลิวลงในน้ำ เช่นเดียวกับการนำขยะมากองไว้หน้าบ้านส่งกลิ่นเน่าเหม็น น้ำเสียไหลเจิ่งนองจนเป็นภาพไม่น่ามอง
“ขยะส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากครัวเรือน ร้านค้า หรือเวลามีงานต่างๆ ส่วนใหญ่จะเป็นขยะเปียก รองลงมา คือ ถุงพลาสติก แต่ละบ้านก็จะเอามากองไว้ที่ถังขยะ หมาก็มาคุ้ยเขี่ย แม้รถขยะจะมาเก็บ 3 วันต่อสัปดาห์ ก็ไม่ทันกับปริมาณขยะในแต่ละวัน ทำให้ส่งกลิ่นเน่าเหม็น ขณะเดียวกันคนยังไม่ให้ความสำคัญนึกอยากจะทิ้งก็ทิ้ง ริมถนนจึงเต็มไปด้วยขยะ” เพ็ญศรี เสียงเพราะ แกนนำชุมชนบ้านต้นยาง เผยถึงปัญหาที่ชุมชนบ้านต้นยางพบเจอ
แกนนำชุมชนจึงหาทางออกในการแก้ปัญหา นั่นคือการ บริหารจัดการขยะอย่างจริงจังสักที โดยได้ทำโครงการการจัดการขยะบ้านต้นยาง ด้วยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยสิ่งแรกที่ต้องทำ คือ การตั้งคณะกรรมการทำงาน เก็บรวบรวมข้อมูลประเภทขยะและปริมาณในแต่ละเดือน
หลังจากนั้นก็ให้ผู้ใหญ่บ้านจัดประชุมชี้แจงให้ชาวบ้าน พร้อมทั้งขอความร่วมมือในการจัดการขยะ โดยให้ครัวเรือนคัดแยกขยะ ขยะเปียกเศษอาหาร ผัก ก็ให้เอาไปทำปุ๋ยหมักหรือเอาไปใส่โคนต้นไม้ ส่วนขยะรีไซเคิลก็รวบรวมไว้ขาย ส่วนพลาสติกขายไม่ได้ก็ต้องทิ้งถังขยะรอรถเก็บขยะต่อไป
เมื่อจัดการขยะเปียกและขยะรีไซเคิลได้แล้ว ยังเหลือขยะพลาสติกที่ยังไม่สามารถจัดการได้ตั้งแต่ต้นทาง นางเพ็ญศรี ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการ บอกว่า จึงเกิด โครงการ “ขยะออมบุญ” ขึ้นมา ด้วยการรับบริจาคถุงพลาสติกที่ไม่สามารถขายเองได้ รวบรวมไว้ขายให้กับบริษัทรับซื้อพลาสติก พร้อมทั้งจัดตั้งธนาคารขยะ รับซื้อขยะรีไซเคิลจากชาวบ้านให้ทุกคนได้มีเงินออม
ปาณิสา มดีธรรมหนึ่งในคณะทำงานคนสำคัญ บอกว่า ส่วนใหญ่แล้วร้านรับซื้อของเก่าจะไม่รับขยะพลาสติก เช่น ถุง หรือขวดพลาสติกที่มีลาย ดังนั้นจึงคิดอยากจะขอรับบริจาคขยะประเภทนี้ โดยให้ครัวเรือนรวบรวมไว้แล้วนำมาให้หรือจะให้คณะกรรมการไปรับที่บ้าน จากนั้นก็นำมาเก็บรวบรวมไว้แล้วขายให้กับบริษัทรับซื้อพลาสติกที่นำไปผลิตน้ำมัน ซึ่งจะมารับซื้อด้วยตัวเอง ปีละ 2 ครั้ง ราคารับซื้อถ้าหากไม่คัดแยกจะรับซื้อที่กิโลกรัมละ 50 สต. แต่ถ้ามีการคัดแยกประเภทถุงพลาสติกก็จะได้ประมาณกิโลกรัมละ 2 บาท เงินที่ได้จะนำมาใช้ในการดูแลกลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยภายในหมู่บ้าน
นอกจากยั้งมีธนาคารขยะ โดยจะเปิดรับซื้อขยะรีไซเคิลทุกวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือน โดยเงินจะเข้าบัญชีของผู้ขายเอง หรือไม่มีขยะก็สามารถเอาเงินมาออมได้ สามารถเบิกใช้จ่ายได้ แต่จะไม่มีการปล่อยกู้เหมือนหลายๆ ที่เด็ดขาด เพราะไม่อยากให้ชาวบ้านต้องกู้หนี้ยืมสิน
ภายหลังจากการดำเนินโครงการการจัดการขยะบ้านต้นยางมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปริมาณขยะในชุมชนลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยตอนนี้ปริมาณขยะเหลือเพียง 800 กิโลกรัมต่อเดือน จากที่เคยมีมากว่า 10 ตันต่อเดือน ซึ่งในส่วนที่ยังลดไม่ได้คือกลุ่มร้านขายอาหารหรือขายกับข้าว
เมื่อถามถึงการการจัดการขยะทั้งชุมชนอย่างไรให้ได้ผลและยั่งยืน ปาณิสา มดีธรรม คณะกรรมการทำงาน บอกว่า เริ่มต้นที่แกนนำจะต้องเป็นแบบอย่าง ทำจริง ทำให้ชาวบ้านเห็น และต้องมีการคืนข้อมูลสม่ำเสมอให้ชาวบ้านทราบว่าทำแล้วดีอย่างไร เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร
ด้าน ศิริพร ปัญญาเสน หัวหน้าหน่วยจัดการระดับจังหวัดขับเคลื่อนประเด็นยุทธศาสตร์จังหวัดลำปาง (Node Flagship) สสส. ให้ความเห็นถึงการจัดการขยะของชุมชนบ้านต้นยาง ว่า บ้านต้นยาง ขอรับทุนจาก สสส. เมื่อปี 2559 เพื่อทำโครงการการจัดการขยะ เนื่องจากผู้นำชุมชนกังวลกับปัญหาขยะที่เกิดขึ้นในชุมชน จึงอยากหาวิธีจัดการให้ชุมชนสะอาดได้อย่างไร โดยเริ่มจากครัวเรือนก่อนลำดับแรก
“เราเห็นการเปลี่ยนแปลงจากวันแรกที่เริ่มทำ ชุมชนไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ไม่รู้กลไกการทำงานหรือประสานทำงานร่วมกับใคร กลัวว่าชาวบ้านจะให้ไม่ใหความร่วมมือ แต่เมื่อ สสส.เข้าไปหนุนเสริมทั้งองค์ความรู้ วิธีจัดการ และกลไก ทำให้งานง่ายขึ้น ทำให้ชุมชนรู้แนวทางจัดการเป็นไปแบบไหน ซึ่งหลังจากเริ่มทำโครงการคนเริ่มให้คนก็เริ่มให้ความสำคัญ เช่นอย่างเวลามีงานภายในหมู่บ้าน แกนนำก็จะทำการคัดแยกขยะภายในงานให้ชาวบ้านเห็น โดยไม่ต้องไปบอกไปขอร้องให้ช่วย แต่ตอนหลังชาวบ้านเริ่มทำเอง เริ่มมาช่วย ทุกคนรู้แล้วว่าต้องทำอย่างไร” ศิริพร กล่าว
ปัจจัยที่ทำให้บ้านต้นยางเป็นต้นแบบการจัดการขยะได้นั้น Node Flaagship จ.ลำปาง บอกว่า ความสำเร็จของบ้านต้นยาง คือ คณะทำงานที่เข้มแข็ง เพราะหากว่าใจไม่รัก ไม่ตระหนัก ไม่ยอมเป็นคนต้นแบบในการจัดการสังคมก็ยากที่พากันเดินไปตลอดรอดฝั่ง ไม่เช่นนั้นมันจะมีแต่คนเดินเข้า-ออก สุดท้ายคนออกมากกง่าเข้า เป้าหมายที่จะไม่สำเร็จ เช่นเดียวกับการวางระบบทีมทำงานไม่ให้กระทบกับงานหลัก สุดท้าย คือความสำนึกของคนในชุมชน เพราะแม้จะมีนโยบายมากำหนดก็ไม่อาจสำเร็จได้ถ้าไม่ได้ทำด้วยจิตสำนึก
ความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้านต้นยางในการจัดการขยะอย่างจริงจัง ทำให้วันนี้บ้านต้นยางกลายเป็นชุมชนที่สะอาดมีระเบียบ มีชาวบ้านและผู้นำชุมชนที่เข้มแข็ง จึงเป็นชุมชนที่น่าอยู่อีกแห่งหนึ่งของ จ.ลำปาง