ศิลปวัฒนธรรมของไทย เป็นสิ่งที่อยู่คู่สังคมมาช้านาน มีความงดงามอันเป็นเอกลักษณ์ เป็นมรดกที่เราภาคภูมิใจในการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น

อย่างเช่น “ลาวกระทบไม้” การละเล่นที่ใช้เสียงเพลงและไม้ไผ่ยาวเพียงสองลำ สร้างความสุขทั้งกาย ใจ และสร้างความสามัคคีในชุมชน

แม้สภาพที่ตั้งตามภูมิศาสตร์จะอยู่ภาคเหนือของประเทศไทย แต่สำหรับชุมชนเชียงทอง ต.วังเจ้า อ.วังเจ้า จ.ตาก ผู้คนส่วนใหญ่ของที่นี่จะเป็น “ชาวอีสาน” จาก ยโสธร สกลนคร ขอนแก่น ที่อพยพมาตั้งรกรากทำมาหากินเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว   

        นายบุญมี มาตบุตร ประธานชมรมผู้สุงอายุเทศบาลตำบลวังเจ้า บอกถึงอัตลักษณ์ของคนอีสาน ว่า รักสนุก สนุกสนานครื้นเครง ร้องรำทำเพลง อย่างลาวกระทบไม้ เป็นการละเล่นมาตั้งแต่โบราณ มีอุปกรณ์ คือ ไม้ไผ่ยาวสองลำ มีคนจับตีเคาะให้คนย่ำเท้าก้าวข้ามตามจังหวะ คนที่เล่นต้องเข้าใจจังหวะทั้งคนเคาะไม้ ส่วนคนก้าวข้ามก็ต้องอ่านจังหวะให้เป็น เพราะมีทั้งเร็ว-ช้าสลับกัน จึงจะสนุก

“ลาวกระทบไม้” ไม่เพียงแต่เป็นการละเล่นเพื่อความบันเทิง สนุกสนานเท่านั้น ยังมีมิติด้านการส่งเสริมสุขภาพ เพราะทุกท่วงท่าการเคลื่อนไหวของผู้เล่น คือการได้ใช้ร่างกายทุกส่วนประกอบ เช่นเดียวกับการใช้ไหวพริบชิงจะหวะก้าวข้าวไม้ให้ได้อีกด้วย

นางแสงเดือน กันภัย แกนนำชุมชนเชียงทอง บอกว่า การละเล่นลาวกระทบไม้ของชาวเชียงทอง เริ่มไม่ค่อยเป็นที่นิยมมานานหลายปี เราจึงอยากรื้อฟื้นให้เป็นกิจกรรมหลักของชาวชุมชน โดยใช้กลุ่มชมรมผู้สูงอายุมาเป็นผู้ถ่ายทอดให้กับเด็กและเยาวชนในเวลาหลังเลิกเรียน ขณะเดียวกันได้ขอรับทุนสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) เพื่อจัดทำโครงการส่งเสริมกิจกรรมทางกายด้วยศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น “ลาวกระทบไม้”  

เมื่อถามถึงประโยชน์ของการละเล่นลาวกระทบไม้ นางแสงเดือน ซึ่งเป็นคณะทำงานโครงการ บอกว่า อย่างแรกคือสุขภาพร่างกาย เราจะเห็นว่าคนเล่นทุกคนจะมีการเคลื่อนไหวร่างกาย ทั้งการเคาะไม้ การก้าวข้าม มีจังหวะช้า-เร็ว ให้ได้ออกแรง นอกจากนี้ยังฝึกสมาธิเพราะต้องคอยจับจังหวะก้าวข้ามไม่ให้โดนไม้หนีบ เช่นเดียวกับประโยชน์ด้านจิตใจ ที่คณะผู้เล่นจะมีความสนุกสนาน ได้ยิ้มได้หัวเราะ มีความสุขทั้งกายและใจ ได้มาเจอกันความกลุ้ม ความเครียดก็หายไป ผ่อนคลายมากขึ้น เกิดการเรียนรู้อยู่ร่วมกัน

ที่เห็นได้ชัด คือ นางเพียร อ่วมมี วัย 70 ปี นี่แหละที่เมื่อก่อนมีอาการปวดเข่า ลุกก็โอยนั่งโอย ไปหาหมอก็ไม่หาย แต่พอมาทำกิจกรรมลาวกระทบไม้หลายครั้งก็พบว่าอาการดีขึ้น เพราะได้ยืดเส้นยืดสาย ส่วนอีกรายป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจากการสูญเสีย ไม่ชอบเข้าสังคม พอเราชักชวนมาทำกิจกรรมแล้วมีความสดชื่น ยิ้มแย้ม เข้ากับสังคมได้ เปิดตัวเองมากขึ้นกว่าแต่ก่อน

ขณะที่นายพิทักษ์ สาคร นายกเทศมนตรีตำบลวังเจ้า บอกว่า กิจกรรมนี้เป็นเครื่องมือสร้างความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวและชุมชน ลูกไปชวนพ่อแม่มาเล่นด้วยกัน มีเวลาให้กัน เกิดเป็นความรักความอบอุ่นในครอบครัว และยังรวมไปถึงความสัมพันธ์ของคนสามวัยในชุมชน ซึ่งจะเป็นเกราะป้องกันสิ่งไม่ดีให้กับเด็กและเยาวชนได้ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายด้านคุณภาพชีวิต ขณะเดียวกันยังได้สนับสนุนวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงาม ซึ่งลาวกระทบไม้เป็นการแสดงที่เราใช้สำหรับโชว์เวลางานสำคัญๆ  

ดังนั้นศิลปวัฒนธรรมจึงมีคุณค่าหลายมิติในด้านสังคม และสอดแทรกไว้ด้วยการสร้างเสริมสุขภาพกายและใจ

เช่นเดียวกับชมรมผู้สูงอายุธรรมรักสามัคคี วัดไทยสามัคคี อ.แม่สอด จ.ตาก ที่ได้จัดทำโครงการส่งเสริมกิจกรรมทางกายด้วยศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น “กลองอืด” เพื่อสร้างเสริมสุขภาพร่วมการอนุรักษ์และสืบสานศิลปวัฒนธรรมล้านนาไม่ให้สูญหาย

นายพิทักษ์ ใจพรมเมือง ผู้รับผิดชอบโครงการ กล่าวว่า กลองอืด เป็นศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาที่มีคุณค่า ไม่เพียงแต่สร้างความเพลิน บันเทิงใจ แก่ผู้เล่นและผู้ชมผู้ฟัง หากมองในแง่สุขภาพแล้วมีทั้งทางกายและทางใจ เพราะผู้เล่นเครื่องดนตรีทุกชิ้นจะใช้แรง ใช้การเคลื่อนไหวในการเล่น ทั้งการตี การฟ้อน การรำ ทุกท่วงท่ามันแฝงด้วยออกกำลังกาย ขณะเดียวกันยังทำให้ผู้เล่นมีความบันเทิง มีความสุข  มีสมาธิ ความจำดี สุขุมและเยือกเย็น สร้างความรักความสามัคคี

วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หรือช่วงเย็นบางวัน ก็จะมีพ่อหนานมาสอนเด็กให้เล่นเครื่องดนตรีล้านนา ซึ่งตอนนี้มีอยู่ประมาณ 8-10 คน อายุน้อยสุดคือ 7 ขวบ โดยเราถ่ายทอดมาแล้ว 2-3 รุ่น ทุกครั้งพยายามให้เด็กชักชวนเพื่อนๆ ให้มาใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์แบบเดียวกันนี้ ไม่ไปมั่วสุม หรือมกหมุ่นแต่การเล่นโทรศัพท์มือถือ คนแก่ก็ได้ใกล้ชิดกับเด็ก สร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

 “ตอนแรกเราไม่อยากให้เด็กมายุ่งหรอก แต่มองไปที่วัยรุ่นก็ไม่มี ก็ต้องมาพึ่งเด็กนี่ เพราะถ้าไม่สืบทอด มันก็จะสูญหายไปจากสังคม ยิ่งโลกตอนนี้ เด็กไม่สนใจอะไรเดิมๆ แล้ว เราช่วยให้ดนตรีล้านนายังคงอยู่”นายพิทักษ์ ย้ำถึงความมุ่งมั่น

“รำกระทบไม้” ต.เชียงทอง และ “การตีกลองอืด” วัดไทยสามัคคี นับเป็นศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นที่งดงามด้วยภูมิปัญญาที่สืบทอด ทำให้คนในชุมชนได้ใช้เป็นกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพทั้งกาย-ใจ และสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อคนทั้งชุมชน