[review] รีวิว Ford v Ferrari (2019) ใหญ่ชนยักษ์ ซิ่งทะลุไมล์ : เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ผมเองไม่รู้จะนิยามหรือจัด ให้อยู่ในหมวดหมู่ไหนถึงจะเหมาะสม ดราม่า แอ๊คชั่น หรือสงคราม เอาเป็นว่าัป็น "ดราม่าแอคชั่นสงคราม" ก็แล้วกันนะครับ นับเป็นภาพยนตร์ที่ฉากการ "แข่งขัน" ที่สนุกอย่างเหลือเชื่อ สนุกอย่างมหัศจรรย์

Ford v Ferrari เล่าเรื่องราว เหตุการณ์ จริงที่เกิดขึ้นในช่วงประมาณกลางทศวรรษที่ 1960 ช่วงที่บริษัทผลิตรถยนต์ Ford Motor Company ประสบปัญหายอดขาย แต่ที่น่าหนักใจกว่าก็คือ แม้จะเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของการผลิตรถยนต์ แต่กลับเป็นบริษัทรถยนต์ที่ไม่มีเสน่ห์ ซึ่งต่างกับบริษัท Ferrari ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้าแห่งรถแข่งที่เร็วที่สุดในโลกในช่วงเวลานั้น ด้วยการที่ Ford ต้องการจะปรับแผนธุรกิจ บริษัทจึงพยายามเข้าควบรวมกิจการกับ Ferrari แต่ก็ถูกประธานของ Ferrari ตอกกลับมาหงายหลัง จนทำให้ประธานของบริษัท Ford ต้องหันมาจับกิจการรถแข่ง และหมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องเอาชนะ Ferrari ในสนามแข่งขันที่ทนทรหดที่สุดและการ 1 ของโลกคือ 24 Hours of Le Mans ให้ได้ในปี 1966 ดังนั้นทางบริษัท Ford จึงต้องต้องหาทีมงานที่มีความสามารถมาสร้างทีมรถแข่งให้ได้ในเวลาอันจำกัด จึงใช้บริการของ Carroll Shelby นักแข่งรถในตำนานและเป็นวิศวกรผู้ก่อตั้งบริษัทรถยนต์ Carroll Shelby International มาดูแลการผลิตรถแข่งรวมถึงทีมช่างทีมงานทั้งหมด ซึ่ง Shelby ก็ได้เลือก นักแข่งรถและวิศวกรสุดเนิร์ดอัจฉริยะคือ Ken Miles เป็นนักขับ ทั้งสองคนได้สร้างรถแข่งในตำนานคือ Ford GT40 ดังนั้นทีม Ford จะจัดการ รวมถึงสร้างทีมแข่งรถขึ้นมาเทียบชั้นกับ Ferrari ได้อย่างไร จะขับเคี่ยวกันแบบไหน และผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไร ต้องติดตามชมเองครับ

ภาพยนตร์กำกับโดย James Mangold ที่มีผลงานชั้นดีอย่าง Identity (2003), Kate & Leopold is a 2001) Knight and Day (2010), The Wolverine (2013), และ Logan (2017) ซึ่งจากตัวอย่างที่ยกมานั้น จะเห็นถึงความหลากหลายทั้ง ภาพยนตร์รัก ภาพยนตร์ดราม่า ภาพยนตร์ระทึกขวัญ ภาพยนตร์แอ็คชั่น จึงทำให้เราเห็นว่า Ford V Ferrari มีหลายมิติ ทำให้เรื่องมีความน่าสนใจ เป็นพิเศษ

Ford V Ferrari ดำเนินรื่องตามเรื่องราวที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ ในช่วงกลางทศวรรษที่ 1960 โดยได้ดัดแปลงมาจากหนังสือกึ่งสารคดีเรื่อง Go Like Hell: Ford, Ferrari, and Their Battle for Speed and Glory at Le Mans ว่าด้วยเรื่องราวของที่เกิดขึ้นจริงผู้คนที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์การแข่งรถครั้งสำคัญ ที่บริษัทรถของอเมริกันโดยที่มีนักแข่งเป็นชาวอังกฤษคว้าชัยชนะที่สนามแข่งรถอันแสนทรหดของฝรั่งเศสได้เป็นครั้งแรก เรื่องราวของสองคู่หู Carroll Shelby วิศวกร และ Ken Miles ผู้ขับรถ Ford GT40 เรื่องราวของบริษัทรถ Ford และ Ferrari เรื่องราวการแข่งขันทางธุรกิจ เรื่องราวการสร้างทีมแข่งรถยนต์ของ Ford เรื่องราวการแข่งขัน 24 Hours of Le Mans ในปี 1966 นำมาสร้างให้อยู่ในโลกของภาพยนตร์ ดังนั้นส่วนตัวของผมแล้วจึงให้คะแนนทางบวกไว้ก่อนเลย เพราะว่าภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริงนั้นจะมีความน่าสนใจอยู่ในตัว ทั้งยังไม่สามารถทำอะไรให้หนังเกินจริงไปได้มากมายกว่สเหตุการณจริงนัก และที่สำคัญถ้าเป็นเรื่องราวที่คนส่วนใหญ่รับรู้ที่มาที่ไปจนถึงตอนจบแล้วนั้น ก็ยิ่งมีความท้าทายต่อทีมงานสร้างว่าจะต้องสร้างอะไรให้มีความน่าตื่นเต้นน่าสนใจ จนยกระดับให้เรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงนั้นน่าสนใจมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งแน่นอนว่า Ford V Ferrari ทำออกมาได้อย่างสวยสดงดงาม นับเป็นหนึ่งในภาพยนตร์แห่งความทรงจำ ถือเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่รักดูหนังจะต้องดูให้ได้

ถ้ามองจริง ๆ แล้ว Ford V Ferrari คือภาพยนตร์ดราม่า ที่เล่าเรื่องราวของชีวิต ครอบครัว ความฝัน จุดมุ่งหมาย อุปสรรค การแข่งขัน และอะไรอีกหลาย ๆ อย่าง ดังนั้นจึงอัดแน่นไว้ด้วยอารมณ์ แถมในบางช่วงบางตอนก็ยังทำให้เราน้ำตาซึมได้ โดยเฉพาะหนังทำให้เห็นถึงความสำคัญของครอบครัว ความสัมพันธ์ของคนในบริษัทเดียวกันความสัมพันธ์ของสองคู่หู Carroll Shelby และ Ken Miles โดยเฉพาะในฉากจบที่ผู้กำกับทำออกมานั้นผมถือว่าทำได้ดีมาก

ในอีกแง่หนึ่งผมมองว่าเป็นภาพยนตร์สงคราม ซึ่งในสงครามที่เป็นภาพใหญ่นั้นมีศึกหลายศึกให้เรารู้สึกว่า ลุ้นระทึกล่าติดตาม

ศึกของการต่อสู้ดิ้นรน ในที่นี้หมายถึงการดิ้นรนที่จะต้องนำพาชีวิตและครอบครัวให้รอดพ้นจากอุปสรรค นำพาครอบครัวให้อยู่รอดได้ ซึ่งจะเป็นอย่างไรนั้นติดตามชมในภาพยนตร์เอง

ศึกต่อไปคือศึกด้านธุรกิจของบริษัทผลิตรถยนต์ แม้ว่าบริษัท Ford จะผลิตรถยนต์ได้มากมายก็จริง แต่ Ford ก็ไม่มีเสน่ห์ ไม่มีอะไรดึงดูดลูกค้า ไม่มีภาพลักษณ์ของรถยนต์ที่แสดงถึงความ Sport ซึ่งต่างกับบริษัท Ferrari ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ Ford จะต้องแสดงให้โลกเห็นว่าตนไม่ใช่รถบ้านวิ่งแต่ช้า ๆ อย่างที่ใครเขาว่ากัน

ศึกระหว่างแผนกในบริษัทเดียวกัน ในที่นี้ภาพยนตร์ที่แสดงให้เห็นว่าแม้แต่ในบริษัทเดียวกัน แต่ละแผนกนั้นกลับต้องมาแข่งขันกัน ฝ่ายขายและการตลาดจะต้องแสดงให้เห็นว่าทำอย่างไรภาพลักษณ์ของบริษัทจะดีงาม ส่วนแผนกที่ดูแลเกี่ยวกับการแข่งรถ จะต้องคิดแต่เพียงว่าทำอย่างไรให้รถตัวเองเป็นรถที่เร็วและแรงที่สุดในโลก ซึ่งแน่นอนว่าจะหาจุดตัดเข้าหากันได้ยาก มีการกระทบกระทั่งกันความเห็นไม่ลงรอยกันไม่ใช่น้อย ส่งผลให้เป็นอุปสรรคสำคัญของเรื่อง สำหรับผมแล้วในจุดนี้ภาพยนตร์ทำออกมาได้ดีงามมาก ๆ และมีความสนุกไม่แพ้กับฉากแข่งรถเลย

ศึกระหว่างทีมงานสร้างรถแข่ง ในจุดนี้ถือว่าเป็นจุดที่สนุกมาก ๆ เลยทีเดียว ภาพยนตร์ทำให้เราเห็นว่า ทีมงานสร้างรถแข่งนั้นจะพัฒนารถของตนเองให้มีประสิทธิภาพสูงสุดได้อย่างไร แก้ปัญหาอุปสรรคและมีวิธีการแก้ไขอย่างไรบ้าง ขอแอบกระซิบว่าฉากการทดสอบรถแต่ละครั้งนั้น มีความสนุก ไม่น้อยเลยนะ

ศึกระหว่างตนเองกับจิตใจ อันนี้ถือว่าเป็นการต่อสู้ที่ให้ที่ภาพยนตร์ให้ความสำคัญ ได้เปรียบเทียบว่า ต่อให้เครื่องยนต์และสมรรถนะของรถมีประสิทธิภาพสูงสุดแค่ไหนก็ตาม แต่ถ้าจิตใจไม่ดีพอก็ไม่สามารถควบคุมรถได้หรือไม่สามารถใช้ประสิทธิภาพของลดระดับสูงสุดได้ รวมไปถึงการตัดสินใจว่า ความเป็นตัวตนกับความเป็นทีมนั้น จะเลือกอย่างไร

ในด้านการแสดงนั้นถือว่าเฉียบขาดและสำหรับผมก็ถือเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ระดับสุดยอดของ Christian Bale ไม่ว่าเขาเล่นหนังเรื่องอะไรก็แสดงเป็นตัวละครนั้นได้อย่างแนบเนียน จนทำให้คนดูรู้สึกว่าเขาเล่นหนังอะไรแล้วไม่เคยติดภาพลักษณ์ของหนังเรื่องหนึ่งไปสู่อีกหนังเรื่องหนึ่งเลยเขากลายเป็นคนใหม่ทุกครั้ง และใน Ford V Ferrari นี้ เขาแสดงเป็นนักแข่งรถและวิศวกรที่มีความอัจฉริยะ เนิร์ดและมีบุคลิกที่แปลกประหลาดไม่เหมือนคนธรรมดา ด้วยความสุดยอดด้านการแสดงจนทำให้ผมนึกถึงไปว่าเขาไม่ได้แสดง แต่เขา "เข้าทรง" สมควรแล้วที่เขาได้รับการเสนอชื่อให้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำชาย อีกคนหนึ่งคือ Matt Damon แม้บทของเขาที่เป็นวิศวกรรถยนต์ พี่จะมีบุคลิกไม่ได้ โฉ่งฉ่างมากนัก แต่ในแง่ของการใช้อารมณ์แล้ว เรียกว่าไม่แพ้ Christian Bale เลย ทั้งสองมีรัศมีที่รุนแรงมาก ถือเป็นสุดยอดการแสดงทั้งคู่เลย

ส่วนในด้านนักแสดงประกอบนั้น แต่ละคนก็ทำออกมาได้ค่อนข้างดี แม้จะมีตัวละครหลายตัวที่มีบุคลิก ความคิดและการกระทำที่ดูแล้วออกจากขวางหูขวางตาไปสักหน้อย ไม่ว่าจะเป็นด้วยความตั้งใจของผู้กำกับที่จะสร้างตัวละครเหล่านั้นให้เป็นสีสันให้กับภาพยนตร์จนอาจจะเกินจริงไปบ้าง แต่เมื่อดูภาพใหญ่แล้วก็ไม่ตะขิดตะขวงใจจนทำให้หักคะแนน

ในแง่ของเสียงประกอบ เพลงประกอบ การผสมเสียง ถือว่าดีงามประเสริฐที่สุด หากใครได้ชมในโรงภาพยนตร์ ผมเชื่อว่าคงจะไม่ต่างกับอรรถรสที่คุณได้เข้าไปนั่งชมการแข่งรถในสนามจริง ๆ เสียงเล่นเครื่องแต่ละครั้ง เสียงยางเบียดถนน เสียงประกอบรอบข้าง มันสมจริงสมจังมาก ยิ่งมีดนตรีประกอบร่วมด้วยยิ่งทำให้เร้าอารมณ์ ทุกฉากที่มีการแข่งรถ มันทำให้เรารู้สึกว่านี่มันคือสุดยอดหนังแอ็คชั่นชัด ๆ นั่งดูแบบหนังไม่ติดเบาะ ตัวละครเหยียบคันเร่งแล้วก็เหยียบตาม ตัวละครเหยียบเบรคแล้วก็เหยียบตาม สมควรแล้วที่ได้รับรางวัลออสการ์สาขา Best Sound Editing

ในด้านการตัดต่อนั้นก็ถือว่ายอดเยี่ยม ทำให้ฉากแข่งรถดูสนุกมาก ๆ ลุ้นระทึกและสมจริงมากๆ เทคนิคการตัดต่อภาพ มันดีงามขนาดที่ว่าได้รับรางวัลออสการ์สาขาการตัดต่อไปเลยทีเดียว

กล่าวโดยสรุป Ford v Ferrari คือภาพยนตร์ดราม่าชั้นเยี่ยม ที่เล่าเรื่องราวของชีวิต และการแข่งขันในมิติต่าง ๆ ให้ออกมาได้หลาดหลายและมีเสน่ห์ อีกทั้งยังมีฉากการแข่งรถที่สนุก ลุ้นระทึกไม่แพ้หนังแอ็คชั่นเรื่องใดเลย

10/10

วาทิน ศานติ์ สันติ

#MovieStation #สถานีหนัง

#FordVFerrari #หนังแอ็คชั่น

#หนังดราม่า #หนังที่มีฉากแข่งรถ

#ใหญ่ชนยักษ์ซิ่งทะลุไมล์