การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญไทย มีการวิพากษ์ว่าลำเอียง มันจะตัดสินได้อย่างไรหากมันจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ และผดุงหลักกฎหมายไปด้วย?

โดยหลักการแล้ว การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญตามสถานการณ์และหลักกฎหมายเสมอ แต่หากเราอ่านคำวินิจฉัย และการตัดสินใจของศาล ตั้งแต่ปี 2007 ถึง 2014 มันก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่าศาลมีแนวโน้มในการพร้อมรบหรือขัดง้างสถาบันทางการเมืองที่ได้มาจากการเลือกตั้งเสมอ การตัดสินไม่เคยอยู่ข้างผู้เสียเปรียบ เมื่อพวกเขาเป็นตัวแทนของสถาบันที่ได้รับการเลือกตั้งอย่างถูกต้อง ในทางตรงกันข้าม การตัดสินในหลายกรณีจะเกี่ยวข้องกับสถาบันหรือพรรคการเมือง ที่ขาดความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งชวนให้สงสัยอยู่เสมอ เช่น ศาลไม่ตัดสินยุบพรรคประชาธิปัตย์ เพราะกกต. ไม่ได้ตรวจสอบตามกรอบเวลาที่ประกาศไว้ในรัฐธรรมนูญ  พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคแรกที่ศาลไม่ถูกยุบ ก่อนหน้านั้นศาลยุบพรรคหลายๆพรรค โดยไม่มีสาเหตุ แต่เมื่อมาเจอพรรคนี้ ศาลยกตัวอย่างกรอบเวลาที่จำเป็นขึ้นมา หากใครอ่านคำตัดสินในปี 2007 และ 2014 ความเป็นศัตรูกับระบอบการเลือกตั้งจะเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น

การสร้างศาลสะท้อนถึงคำตัดสินได้อย่างเป็นอย่างดี การสร้างศาลเริ่มเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ปี 2007 เนื่องจากมีผู้พิพากษาบางคนเกษียณ  คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ยืดอายุผู้พิพากษาบางท่าน สำหรับกรณีอื่นๆ คนที่เข้ามาใหม่จะถูกแต่งตั้งสภาที่มีการแต่งตั้ง และแน่นอนว่าต้องเกี่ยวกับทหารไม่มากก็น้อย

อะไรคืออุดมการณ์ หรือความเชื่อที่กำหนดความอยุติธรรมต่อรัฐธรรมนูญที่ต้องการการเลือกตั้งและเป็นประชาธิปไตย?

แนวโน้มที่ฉันเพิ่งบรรยายจะไม่เห็นก่อนเดือนเมษายน ปี 2006 (ปี พ.ศ. 2549) ถึงแม้ว่าศาลจะตั้งตามรัฐธรรมนูญปี 1997 (พ.ศ. 2540) ก็ตาม สิ่งที่เปลี่ยนแปลงคืออะไร? ส่วนหนึ่งฉันเชื่อว่ามาจากกระบวนการตุลาภิวัตน์ (judicial activism) ธีรยุทธ์ บุญมีเป็นคนแรกที่เสนอเรื่องตุลาการภิวัตน์ ว่าเป็นกระบวนการที่เหมาะสมที่สุดในการแก้ไขปัญหาทางการเมือง  โดยการยกตัวอย่างกรณีอื่นๆในหลายประเทศ ที่เขาเรียกกระบวนการนั้นว่าตุลาการภิวัตน์

ข้อเสนอของธีรยุทธ์ได้รับการต้อนรับอย่างดีโดยคนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะคนที่เกลียดนักการเมืองแบบเลือกตั้ง คนหลายกลุ่มตั้งแต่ชนชั้นกลางถึงพวกชนชั้นสูง ให้ความสำคัญกับอุดมการณ์นี้จนแปลงมันมาสู่การปฏิบัติจริง หรือกล่าวในอีกแง่มุมหนึ่งก็คือการกระทำของศาลส่วนหนึ่งเข้ามาแทนที่บทบาททางการเมือง เพราะว่าอุดมการณ์นี้ครอบคลุมอยู่ในสังคมนั่นเอง

ปัญหาที่ยังคงมีอยู่เข้ามามีปัญหากับกระบวนการยุติธรรมก่อนปี 2006 หรือไม่?

ผมคิดว่าปัญหาของกระบวนการศาลไทยไม่มีระบบตรวจสอบซึ่งกันและกัน หลังจากปี 2014 (พ.ศ. 2557) ผู้คนเริ่มที่จะอภิปรายถึงความเป็นการเมืองของศาล นี่รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญด้วย และการให้คำพิพากษาที่สนับสนุนการรัฐประหาร แต่จากมุมมองของผม คือตั้งแต่ 2014 จนถึงปัจจุบัน คสช. แทบจะไม่เคยแทรกแซงการออกระเบียบของศาลเลย  เผด็จการทหารไม่เคยย้ายผู้พิพากษาออกจากตำแหน่ง ไม่เคยตั้งประธานศาล คสช. ไม่เคยเปลี่ยนกระบวนการยุติธรรม

ด้วยมุมมองแบบนี้ ฉันขอเสนอว่าอุดมการณ์ หรือแนวโน้มในเรื่องต่างๆที่เราพูดถึงตอนนี้ดำรงอยู่ในกระบวนการศาลเรียบร้อยแล้ว เพราะเป็นแบบนี้ คสช.เข้าใจสิ่งนี้ พวกเขาเลยไม่ต้องย้าย, ถอด, และแต่งตั้งใหม่แต่อย่างใด เป็นที่รู้กันว่าหน้าที่ที่กระบวนทางศาลจะทำหน้าที่อย่างไ หลังจากเกิดการรัฐประหาร ด้วยเหตุนี้ คนที่สนับสนุนประชาธิปไตยจะถูกดูหมิ่นในกระบวนการศาล

ผมคิดว่าหัวใจที่ครอบคลุมกับกระบวนการศาลก็คือความสัมพันธ์ระหว่างศาลกับสาธารณะ หรือพูดอีกแบบหนึ่งคือระบบการทางศาลเป็นระบบปิด หรือใกล้ปิดเต็มที เช่นประธานศาลสัมพันธ์กับประชาชนอย่างไร? นอกเหนือจากได้เงินจากภาษีของพวกเรา และเห็นได้ชัดเจนว่าตำแหน่งนี้เป็นการแต่งตั้ง ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง หากเราจะยกตัวอย่างสหรัฐ ประธานศาลของเขาแต่งตั้งโดยวุฒิสมาชิก

แล้วประธานศาลแต่งตั้งขึ้นมาได้อย่างไรในประเทศไทย? คำตอบก็คือคณะผู้พิพากษาเป็นคนแต่งตั้ง  แล้วคณะผู้พิพากษาเกิดขึ้นได้อย่างไร? คณะผู้พิพากษาประกอบด้วยคนจำนวน 15 คน ซึ่งประกอบไปด้วย ประธานศาลฎีกา 1 คน, ตัวแทนผู้พิพากษาศาลฎีกา 6 คน, ตัวแทนศาลอุธรณ์จำนวน 4 คน, และตัวแทนของศาลชั้นต้นจำนวน 2 คน ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เล็กกระจิ๋วมาก ครั้งหนึ่งมีผู้เชี่ยวชาญที่ไม่ใช่พวกศาลให้สัมภาษณ์ถึงหน้าที่ของเขาในการเลือกตั้ง เขาเองกลับตอบว่าไม่ได้ทำอะไรเลย จำนวนผู้พิพากษาพิจารณาด้วยเองทั้งสิ้น

ผู้พิพากษาที่ทรงอิทธิพล เช่น ธานินทร์ กรัยวิเชียร เคยสัมภาษณ์ว่าบุคคลภายนอกไม่ควรเข้ามาในคณะผู้พิพากษา เพราะขาดความชำนาญ และไม่รู้ประเพณีของศาล ธานินทร์นำเสนอเรื่องดังกล่าวเมื่อมีการร่างรัฐธรรมนูญปี 1997 (พ.ศ. 2540) โดยมีบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน บวรศักดิ์พยายามที่จะปฏิรูปกระบวนการศาล รวมทั้งความเกี่ยวพันกับสังคม แ ละการปรับปรุงคณะผู้พิพากษา อย่างไรก็ตามรัฐธรรมนูญถูกยกเลิก ในตอนนั้นธานินทร์เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงการไม่ให้คนภายนอกเข้ามายุ่งเกี่ยวกับคณะผู้พิพากษา

ดังนั้นการแต่งตั้งและโยกย้ายในกระบวนการศาลจึงอยู่ข่ายของผู้พิพากษาโดยตรง มีผลประโยชน์กับกระบวนการดังกล่าวหรือไม่? แน่นนอนว่ามันกีดกันการแทรกแซงจากนักการเมือง แต่ในเวลาเดียวกัน มันก็ทำให้ศาลแยกขาดจากประชาชน ประเด็นคือว่า เมื่อศาลถูกขาดจากประชาชน แล้วสังคมจะทำอะไรกับผู้พิพากษา ที่ให้การตัดสิน หรือกระทำการบางอย่าง ที่ออกจากบรรทัดฐานของสังคม? สังคมสามารถทำอะไรเกี่ยวกับกระบวนการทางศาล? ข้อความเหล่านี้ไม่เคยได้พูดถึงเลย

หลังจากผ่านมาหนึ่งทศวรรษ ความลำเอียงของกระบวนการของศาลไทยที่มีวิพากษ์แบบลึกซึ้ง พอๆกับที่เราวิพากษ์ในตอนนี้ เราได้มองข้ามปัญหาบางประการในกระบวนการศาลหรือไม่?

ในอดีต เมีการวิพากษ์น้อยกับกระบวนการทางศาลในประเทศไทย ฉันคิดว่าการวิพากษ์สถาบันศาลเริ่มเงียบไปตั้งแต่ก่อนปี 2006 (พ.ศ. 2549) แต่สิ่งนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปหลังจากหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา อย่าลืมว่ากระบวนการทางศาลสมัยใหม่เริ่มต้นมาเมื่อ 100 ปีที่ผ่านมา ในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่นี้เป็นครั้งแรกที่เรามีพื้นที่ในการวิพากษ์กระบวนทางศาล และสถาบันทางศาล ผมคิดว่าระบบทางการศาลต้องเป็นกระบวนการทางการเมือง เมื่อเป็นกระบวนการทางการเมืองแล้ว ก็ไม่ต้องพูดถึงกระบวนการทางศีลธรรม ก่อนหน้านี้ เมื่อผู้คนอภิปรายถึงระบบทางศาล หรือปัจเจกบุคคลที่มีส่วนในระบบทางศาล ก็เหมือนกับเรากำลังอภิปรายปัจเจกบุคคลเฉพาะแค่ปัจเจกเท่านั้น คนหลายคนพรรณนาผู้พิพากษาว่าเป็นครึ่งคน ครึ่งพระ เราจะต้องนำปัจเจกบุคคลเข้ามาสู่โลกสาธารณะ หรือโลกที่มีดีมีชั่ว แล้วเราจะพูดถึงพวกเขาว่าหน้าที่ในกระบวนการทางศาลเท่านั้น

 แปลและเรียบเรียงจาก

New Mandala and Prachatai. Looking back at Thailand’s Constitutional Court: Somchai Preechasinlapakun.

https://www.newmandala.org/looking-back-at-thailands-constitutional-court-somchai-preechasinlapakun/