" ทำอย่างไร? จะให้เด็กทำข้อสอบได้ มีโอกาสได้ตอบถูกกับเขาบ้าง ให้เขามีความสุขกับความสำเร็จบ้างไม่ได้หรือ..ให้เขาได้มีโอกาสแข่งกับตัวเอง ภูมิใจในตนเอง ในแบบที่ไม่ต้องไปเปรียบเทียบหรือจัดอันดับแข่งกับใคร?"

         แต่นานแค่ไหน ก็ยังจำได้ติดหูติดตา ว่ามีความรู้สึกมีความสุขในการศึกษาเล่าเรียน ถึงแม้ว่าทางบ้านจะมีฐานะค่อนข้างยากจน แบบว่าความจนไม่ได้มีอุปสรรคต่อการเรียนรู้แต่อย่างใด..

    ประเด็นหลักๆเลย ที่บอกว่ามีความสุข ก็เพราะเวลาสอบ ครูเขาให้ไปดูหนังสือ แล้วเราก็ดูตามที่ครูบอก แล้วข้อสอบก็ออกตามที่เราได้ดูมา ดีใจที่ไม่เสียแรงท่องตำรา

        ดีใจที่รู้ว่ามาถูกทาง และเข้าใจได้ว่าอะไรคือสาระสำคัญที่ควรจดจำ จึงช่วยให้ทำข้อสอบได้ ตอนออกจากห้องสอบ มีโอกาสได้ลุ้นระทึกกับเพื่อน ช่วยกันหาคำตอบว่ามันอยู่ในหน้าไหนของหนังสือ...พอรู้ว่าตอบถูก ต่างก็เฮกันลั่นสนั่นไปทั้งห้องเรียน

        ผลพวงจากหลักสูตรเก่า จึงทำให้คนเก่าคนแก่รักการอ่าน สนใจที่จะอ่าน เพราะการอ่านมีจุดมุ่งหมายปลายทางที่ชัดเจน อย่างน้อยการอ่านก็ทำให้มีความสุขสมหวัง ได้ลุ้นไปต่างๆนานา

        แต่ปัจจุบัน..เด็กรุ่นใหม่กับหลักสูตรใหม่ ที่ปรับแล้วปรับอีก เด็กมีหนังสือเพียบพร้อม คอมพิวเตอร์และสื่อเทคโนโลยี สุดแสนที่จะทันสมัย ห่างไกลกันลิบลับกับกาลเวลาครั้งก่อนโน้น..ที่นานมาแล้ว

        อย่างไรก็ตาม คนยุคนั้น..ที่ท่องจำและอ่านหนังสือเจนจัด มีโอกาสมาบริหารการศึกษาไทย ปฏิรูปการเรียนรู้ใหม่ ใช้แนวทางตะวันตกมาประยุกต์ โดยไม่ให้ยึดติดตำรา พัฒนาผู้เรียนตามตัวชี้วัด จนผมรู้สึกได้ มิใช่เฉพาะเด็กที่ตามไม่ทัน แม้แต่ครูเองก็ยังงง..ว่าจะเอายังไงกันแน่..

        ส่งเสริมให้เด็กรักการอ่าน และรัฐก็สนับสนุนงบประมาณค่าหนังสือเรียนในโครงการเรียนฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หลายพันล้านบาท เพื่อให้โรงเรียนจัดซื้อหนังสือเรียนทุกปี

        จากนั้น..นักวิชาการก็ออกมาชี้แนะ ว่าไม่ให้ครูยึดตำรา ศึกษานิเทศก์ก็บอกให้ครูปรับวิธีเรียนเปลี่ยนวิธีสอน..จึงสอดคล้องกับข้อสอบจากส่วนกลาง และข้อสอบระดับชาติที่มาสอบชั้น ป.๑ ป.๓ และ ป.๖

        ในข้อสอบแทบจะไม่มีอะไรบ่งบอกว่านำมาจากหนังสือเรียนเลยแม้แต่น้อย มันห่างไกลจากตำราอย่างสิ้นเชิง..ระยะหลัง..หรือตลอด ๑๐ ปีมานี้ จึงพบว่าเด็กไม่ค่อยสนใจอ่านหนังสือ ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการสอบ เพราะอ่านหนังสือไปสอบก็ไม่มีประโยชน์..ข้อสอบช่างห่างไกลจากชีวิตจริงเสียเหลือเกิน..

        ครูจึงไม่มีความสุขในการสอน และเด็กก็ไม่มีความสุขในการเรียน ครูจึงเน้นที่การติว และเด็กก็หันไปเอาดีทางกวดวิชา อย่างนี้เป็นต้น

        ตอนนี้..ใกล้ถึงช่วงกำหนดการสอบปลายปี ผมพยายามบอกครูว่า ออกข้อสอบไม่ต้องยากมากนักได้ไหม?..นึกถึงเราสมัยเป็นเด็ก แม้จะเป็นครั้งหนึ่งที่นานมาแล้วก็ตาม เพื่อกระตุ้นให้เด็กอยากอ่านหนังสือ แล้วมาตอบคำถามในข้อสอบของครู

        ทำอย่างไร? จะให้เด็กทำข้อสอบได้ มีโอกาสได้ตอบถูกกับเขาบ้าง ให้เขามีความสุขกับความสำเร็จบ้างไม่ได้หรือ..ให้เขาได้มีโอกาสแข่งกับตัวเอง ภูมิใจในตนเอง ในแบบที่ไม่ต้องไปเปรียบเทียบหรือจัดอันดับแข่งกับใคร?

        สงสัยจังเลย..ทำไมเวทีการศึกษาไทยไม่ให้ความสุขในการเรียนรู้กับเด็กเท่าที่ควร พยายามยัดเยียดแต่ความปราชัยและความเศร้า เด็กรู้สึกผิดหวังกับการสอบตลอด รู้สึกเบื่อหน่ายในการอ่านที่นับวันจะไม่มีจุดหมายเอาเสียเลย..

        ที่สำคัญอย่างยิ่ง..เราใช้จ่ายงบประมาณมหาศาลในแต่ละปีเพื่อซื้อหนังสือเรียน ในแบบที่สวนทางกันตลอด คือไม่ให้ยึดหนังสือ แต่ให้จัดซื้อ ๑๐๐% นักเรียนทุกคนต้องมีหนังสือทุกสาระวิชา และซื้อทุกบาททุกสตางค์ ประถมปลายได้ค่าหนังสือคนละ ๕๐๐ – ๖๐๐ บาท/ปี..เหมือนกันหมดทั่วประเทศ

        หนังสือมีให้เด็กอ่านครบสมบูรณ์ แต่อ่านไปก็ไม่มีลุ้น..เพราะยังไงก็ทำข้อสอบไม่ได้อยู่ดี..นี่คือ..ทุกวันนี้ของการศึกษาไทยจริงๆ ที่หนังสือเรียนมีความหมายเฉพาะนโยบายในการจัดสรรงบประมาณ.เท่านั้น.   

          แต่ไม่เคยสร้างแรงจูงใจในการอ่านให้กับเด็กเลยแม้แต่น้อย ทำให้คิดถึง..กาลครั้งหนึ่ง..ที่นานมาแล้ว..หนังสือจากพี่สู่น้อง จากรุ่นสู่รุ่น เก่ายังไงก็ต้องอ่าน เพราะมีแรงบันดาลใจ..

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๕  กุมภาพันธ์  ๒๕๖๓