ท่านผู้อ่าน..คงคิดว่าผมจะพูดถึงวิธีการไปสู่การเป็น “ผู้ชนะ” ใช่ไหมครับ..แต่วันนี้ขอพักเรื่องข้อคิด คติธรรมนำชีวิตเอาไว้ก่อน ผมขอสะท้อนเรื่องราวของนักเรียนที่โรงเรียน... นะครับ
เด็กชายตัวใหญ่..อ้วนท้วนสมบูรณ์ที่สุด เข้าเรียนเมื่อปีที่แล้ว ปัจจุบันอยู่ชั้นอนุบาล ๓ ปีหน้าจะได้เลื่อนชั้นไปอยู่ชั้น ป.๑ อย่างแน่นอน
ผมไม่คุ้นเคยกับเด็กคนนี้มากนัก แต่คุ้นหน้าและคุ้นชื่อเหลือเกิน เขาคือ..เด็กชายวินเนอร์..เป็นชื่อเล่น ที่ครูและพี่ เพื่อน น้อง เรียกกันจนติดปาก
ผมอยากจะสนิทชิดเชื้อกับวินเนอร์ แต่วินเนอร์ไม่ค่อยจะพูด ตอนแรกผมคิดว่า น่าจะเป็นเด็กพิเศษ จึงให้ครูเฝ้าสังเกต ตอนนี้ทราบแล้วว่าไม่ใช่ แค่เป็นเด็กที่ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้มากกว่าปกติเท่านั้น..
ที่ผมบอกว่าคุ้นหน้า เพราะวินเนอร์ จะเป็นเด็กอนุบาลเพียงคนเดียว ที่มาสายทุกวัน คือมาพร้อมกับที่ครูเคาะระฆัง หรือหลังจากที่เพื่อนเข้าแถวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
พ่อจะมาส่งวินเนอร์ ด้วยมอเตอร์ไซค์คู่ชีพ ขากลับจะนั่งรถรับส่งนักเรียน ผมเคยสงสัยว่าทำไม?..ไม่นั่งรถรับรับส่งมาในตอนเช้า เพราะคนขับรถรับจ้าง ก็คิดค่ารถไม่แพง...
พ่อวินเนอร์บอกว่า..วินเนอร์ตื่นสายทุกวัน พอตื่นขึ้นมาก็โอ้เอ้ ทำอะไรช้ามากๆ จึงขึ้นรถไม่เคยทัน เกรงใจคนขับรถที่ต้องมารอนานๆ
“แต่..พ่อก็ยังพาวินเนอร์มาสายอยู่นะ” ผมเคยพูดเมื่อเทอมที่แล้ว
“ขอโทษ ผอ.ด้วยครับ...ผมต้องไปขายผัก..ที่ตลาด และก็วิ่งไปตามซอยต่างๆ”
“ทำไม? ไม่มาส่งลูกก่อนล่ะครับ” ผมถาม
“ผัก ต้องขายตอนเช้าๆครับ สายแล้วจะขายไม่ค่อยได้”
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ผมก็มีโอกาสได้อุดหนุนผักของพ่อวินเนอร์ ถุงละ ๑๐ บาท ประกอบด้วย พริก มะเขือ แตงกวา กระเพรา และโหระพา เป็นผักปลอดสารพิษแน่นอน เพราะสภาพผักไม่สวยงาม มีแมลงกัดกินบ้างพอสมควร
พ่อของวินเนอร์สู้ชีวิต คิดแล้วก็น่าสงสาร แต่พอได้คุยกันนานๆ พ่อวินเนอร์ไม่ใช่คนยากจน แต่ผมก็ยิ่งจะสงสารมากยิ่งขึ้น..ที่เขาต้องรับผิดชอบหลายหน้าที่..
ด้วยรูปร่างเล็กๆ ผอมซีด จริงๆก็ไม่ใช่คนขี้ริ้วขี้เหร่แต่ประการใด ด้วยเป็นคนตรากตรำกรำงานหนัก จึงดูดำคล้ำและซีดเซียว เหมือนคนมีอายุเท่านั้นเอง..
วินเนอร์เป็นลูกชายคนเดียว ที่พ่อรักมาก ตามใจทุกอย่าง วินเนอร์จึงอ้วนและสมบูรณ์อย่างที่ไม่ต้องสงสัย แต่ผมก็ยังสงสัยอยู่ดีว่าทำไม? จึงตั้งชื่อลูกว่าวินเนอร์...
“พี่ชายผมเป็นคนตั้งให้ครับ..เขาอยากให้หลานมีส่วนทำให้ผม ชนะปัญหาทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตครับ ผอ.”
พ่อวินเนอร์มีที่ดินที่ต้องดูแลกว่า ๒๐ ไร่ ใช้ปลูกอ้อย แบ่งบางส่วนเพียงน้อยนิด สำหรับปลูกผักขายรายวัน จริงๆเป็นที่ดินทำกินของพ่อกับแม่ ซึ่งเป็นปู่และย่าของวินเนอร์นั่นเอง
ย่าของวินเนอร์ เป็นผู้ป่วยติดเตียง ส่วนปู่ก็แก่ชราไปมาก ทำงานไม่ไหวแล้ว พ่อของวินเนอร์จึงแบกรับภาระงานในบ้านทั้งหมด ทั้งดูแลพ่อแม่และวินเนอร์ ทำการเกษตรเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ซึ่งพ่อวินเนอร์บอกว่า รายได้ไม่ค่อยแน่นอน
ปีนี้..อ้อยต้นไม่โต..แต่พอใกล้จะตัดได้ ไฟก็ไหม้เสียหายหมด พ่อวินเนอร์เล่าให้ผมฟังด้วยรอยยิ้มของนักสู้และบอกว่า..เราต้องอยู่ให้ได้ เพื่อพ่อแม่และลูกของผม..
ผมพูดไม่ออก..รับฟัง..และเห็นใจ มีอะไรอีกไหมที่ผมยังไม่รู้ อย่างน้อยก็จะได้รู้จักครอบครัววินเนอร์..เด็กชั้นอนุบาล ๓... มากขึ้น..
“แม่ของวินเนอร์..ไปไหนล่ะครับ?” ผมถามเพราะอยากรู้ “เขาทิ้งผมไปแล้วครับ”
พ่อวินเนอร์เล่าให้ฟังว่า.”.รู้จักกันและแต่งงานที่กรุงเทพ พอคลอดวินเนอร์ผมก็พากลับมาอยู่ที่เลาขวัญ เขาไม่ชอบงานในไร่ในสวน..เลาขวัญมันก็เงียบเหงา เขาก็เลยหนีเข้ากรุงเทพ ทิ้งลูกไว้ให้ผมเลี้ยงคนเดียว.แต่ผมก็เลี้ยงได้ครับ..”
เด็กชายวินเนอร์..ที่มีพ่อซึ่งผมคิดมาตลอดสองสามเดือนว่าเป็น “วินเนอร์”ในใจผม วันนี้พอผมเห็นวินเนอร์..วิ่งพุงกระเพื่อม..ไปเข้าแถวหลังจากสิ้นเสียงเพลงชาติ เป็นสายตาที่ผมมองวินเนอร์ด้วยความรู้สึกรักและเข้าใจ..สักวัน..ครูคงมีโอกาสได้พัฒนาให้เธอเป็นวินเนอร์จริงๆ..ครูจะพยายาม...
ชยันต์ เพชรศรีจันทร์
๒๙ มกราคม ๒๕๖๓