3. Personality Disorder (PD) ความผิดปกติทางบุคลิกภาพ คนโดยทั่วไปไม่ค่อยรู้ตัวว่ามีความผิดปกติ แต่ถ้าเรารู้ ก็ต้องมาพิจารณาว่าพอที่จะ ยอมให้เข้าใกล้ ประคับประคอง คบหาสมาคมกันต่อไปได้ไหม หรือควรจะเลิกคบ หลีกเลี่ยงไม่คบหาสมาคมด้วย
โดยทั่วไป คนปกติ ก็มีการแสดงออกทางอารมณ์ ที่มีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล มีทั้งอารมณ์ดี ทางบวก อารมณ์ไม่ดี ไม่พอใจ ทางลบ บางคนอาจจะมีอารมณ์หงุดหงิด อ่อนไหวต่อสิ่งเร้ากระตุ้นจากสภาพแวดล้อมได้ง่าย หวั่นไหวทางอารมณ์ คุ้นชินกับอารมณ์เสียไม่ดี ไม่พอใจ ก็พอมีบ้าง เป็นบางครั้งบางคราว แต่ไม่ถึงขั้นเป็นอยู่ประจำ หรือเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายอารมณ์เปลี่ยนอย่างฉันพลัน หรือมีความรุนแรงทางอารมณ์การแสดงออกที่ผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด แล้วเราจะแยกแยะ สังเกตได้อย่างไร ว่าคนไหนเป็น คนผิดปกติทางบุคลิกภาพล่ะ ก่อนอื่นต้องแยกระหว่าง คนปกติ กับ คนที่เป็นโรคจิต และ โรคประสาท ให้ได้ก่อน แล้วค่อยมาดู คนที่เป็น ความผิดปกติทางบุคลิกภาพ กันนะครับ
โรคจิต (Psychosis) คือ ผู้ที่มีภาวะทางจิต เกิดอาการ หลงผิดไปจากความเป็นจริง ประสาทหลอน การรับรู้ ในสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง ขาดการตระหนักรู้ในตนเอง วิกลจริต อารมณ์เปลี่ยนแปลงฉับพลันโดยไม่ทราบสาเหตุซึ่งที่มีผลเสีย ไม่สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติสูญเสียความสามารถในการใช้ชีวิตลดลง หรือไม่มีความรับผิดชอบต่อตนเอง หรือมีปัญหาทำงานทำกิจวัตรประจำวัน และมีปัญหาในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น อันเนื่องมากจาความผิดปกติทางจิต 1. ที่เกิดจากสภาพร่างกายและสมอง 2. ที่เกิดจากสภาพทางจิตใจ 3. ที่เกิดจากการใช้ยา หรือ สารเสพติด ผู้ป่วยโรคจิตจะทำให้ครอบครัวและบุคคลรอบข้างเป็นกังวล แต่หากได้รับการรักษาและการดูแล สนับสนุนที่เหมาะสม ผู้ป่วยมีโอกาสที่จะอาการดีขึ้นจนกลับมาใช้ชีวิตประจำวันตามปกติได้
กลุ่มอาการหลัก ๆ ของโรคจิต ได้แก่
ไม่สามารถเข้าใจสภาวะต่าง ๆ ตามความเป็นจริง (out of reality)
1. ประสาทหลอน (Hallucination) คือ ประสาทการรับรู้ทั้ง 5 เปลี่ยนแปลง แปลความหมาย ผิดไปจากความเป็นจริง เช่น เห็นภาพหลอน มองเห็นสีหรือรูปร่างผิดแผกไป คือ ภาพหลอน เห็นเจ้าพ่อเจ้าแม่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์คิดไปเอง ส่วนใหญ่จะเห็นสีสัน รายละเอียดชัดเจน และมักมีหูแว่วร่วมด้วย หรืออาการ หูแว่วได้ยินเสียงที่คนอื่นไม่ได้ยิน เสียงคนพูดคุยกัน หรือวิพากษ์วิจารณ์ตัวเขา หรืออาจเป็นเสียง ๆ เดียวคอยพูดต่อว่า ผู้ป่วยจะทำอะไรก็จะวิจารณ์ไปหมด ได้ยินเสียงคนพูดกับตนเองทั้งที่ไม่มีคนพูดด้วยจริง จนผู้ที่เป็นรู้สึกทุกข์ทรมานมาก รู้สึกถึงการสัมผัสทั้งที่ไม่มีใครแตะตัว ได้กลิ่นที่คนอื่นไม่รู้สึก และรับรู้ถึงรสชาติทั้ง ๆ ที่ไม่มีอะไรอยู่ในปากในขณะนั้น เป็นต้น ไม่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง
2. หลงผิด (Delusion) คือ มีความคิดหรือความเชื่ออย่างแน่วแน่ในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง เป็นไปไม่ได้เกินจริง เช่น หลงผิดคิดว่าตนเองถูกกลั่นแกล้ง คิดว่าตนถูกปองร้าย หรือมีคนวางแผนฆ่าตนเอง หลงผิดว่าตนเองเป็นบุคคลสำคัญที่มีอำนาจ หรือมีพลังวิเศษ หรือเชื่อว่าตนเองมีอะไรผิดแปลกอยู่ในสมอง หรือมีอำนาจอะไรบางอย่างมาบังคับให้ตนเองต้องทำตามทุกอย่าง อย่างฝืนไม่ได้เลย หรือหลงผิดว่าตนเองเป็นเทพ เป็นเจ้า หรือเป็นคนสำคัญกลับชาติมาเกิด เป็นต้น เพ้อฝัน เกินความเป็นจริง และเป็นไปไม่ได้
3. อาการด้านความคิด มีความคิดแปลก ๆ มีเหตุผลที่ไม่เหมาะสม ตนเองเข้าใจอยู่คนเดียว หรือ มีความคิดสับสนวุ่นวาย หรือมีรูปแบบกระบวนการคิดที่ไม่เป็นลำดับ ซึ่งส่งผลให้มีอาการต่าง ๆ ผู้ป่วยไม่สามารถรวบรวมความคิดให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันได้ตลอด ซึ่งจะแสดงออกมาให้เห็นโดยผ่านทางการพูดสนทนา โดยอาจพูดจาไม่ต่อเนื่องกัน พูดเรื่องหนึ่งยังไม่ทันจบก็เปลี่ยนเรื่องทันที โดยที่อีกเรื่องหนึ่งก็ไม่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องเดิมหรืออาจเกี่ยวเนื่องเพียงเล็กน้อย หรืออาจพบว่าตอบไม่ตรงคำถามเลย หากเป็นมาก ๆ การวางคำในตัวประโยคเองจะสับสนไปหมด ทำให้ฟังไม่เข้าใจเลย บางคนอาจใช้คำแปลกๆ ที่ไม่มีใครเข้าใจนอกจากตัวเขาเอง เช่น พูดไม่คิด พูดออกมาในทันที พูดเร็ว พูดแล้วฟังไม่ได้ศัพท์ จัดเรียงลำดับคำในประโยคไม่ถูกต้อง สื่อสารไม่เข้าใจ พูดขาด ๆ หาย ๆ พูดไม่ต่อเนื่อง หยุดพูดเป็นระยะอยู่ดีดีก็ขาดช่วงไปซะงั้น เป็นต้น
4. ขาดความรู้จักตน (no insight) คือขาดความรู้ความเข้าใจตนเองตามความเป็นจริง ขาดการตระหนักรู้เข้าใจในตนเอง ผู้ป่วยโรคจิตมักไม่รับรู้ว่าอาการหลงผิดและประสาทหลอนที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่ความจริง ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการอื่น ๆ ที่เป็นปัญหาตามมา เช่น อาการตื่นตระหนก ตกใจกลัว ทุกข์ทรมาน เป็นต้น เช่นคิดว่าตนเองปกติ บางคนรู้ว่าตนป่วย แต่คิดว่าป่วยทางร่างกายไม่ใช่ทางจิตใจ ประเภทแรกมักไม่ค่อยยอมรับการรักษา ประเภทหลังอาจจะยอมแต่ก็มักเชื่อว่าการรักษาที่ให้เป็นการรักษาโรคทางกายของตน ในรายที่คิดว่าตนเองปกติ อาจจะไม่ยอมรับการตรวจกับแพทย์ด้วยซ้ำ ในกรณีเช่นนี้ ญาติอาจต้องหลอกพามาโรงพยาบาล ลักษณะดังกล่าวช่วยบอกปริมาณของการเสียความรู้จักตนของผู้ป่วยได้ดี
5. อาการด้านพฤติกรรมคือพฤติกรรมจะเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งอาจเป็นจากความหลงผิด ประสาทหลอน หรือเป็นจากความคิดแปลก ๆ ของผู้ป่วย บางรายเก็บตัวมากขึ้น อยู่แต่ในห้อง ไม่อาบน้ำหลาย ๆ วันติดกัน ผมเผ้ารุงรัง กลางคืนไม่นอน ชอบเดินไปมา หรือทำท่าทางแปลก ๆ บางครั้งจู่ ๆ ก็ตะโกนโวยวาย หรือหัวเราะขึ้นมา หรือยิ้มกริ่มทั้งวัน แต่งเนื้อแต่งตัวแปลก ๆ เช่น สวมเสื้อผ้าหลายตัวทั้ง ๆ ที่อากาศร้อน บางคนจะควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ค่อยได้ กลายเป็นคนหงุดหงิดฉุนเฉียวง่าย มีพฤติกรรมก้าวร้าวอย่างที่เดิมไม่เคยเป็นมาก่อน โดยเฉพาะหากญาติไปขัดใจ หรือห้ามไม่ให้ทำอะไรบางอย่าง ซึ่งอาการเช่นนี้มักก่อความเดือดร้อนแก่ญาติมาก จนต้องพามาพบแพทย์ บางรายอาจมีพฤติกรรมที่แสดงออกมาที่ผิดศีลธรรม ผิดกฏหมายได้ โดยที่ตัวของเขาไม่รู้ตัว และไม่รู้จักแยกแยะดีชั่วถูกผิด ไม่มีสติสัมปชัญญะ ไม่อยู่ในบรรทัดฐานทางสังคม
มีการเปลี่ยนแปลงในบุคลิกภาพกล่าวคือ มีการแยกตัวจากสิ่งแวดล้อม และสูญเสียความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลหรือสิ่งต่าง ๆ หรือสนใจสิ่งแวดล้อมมากเกินไป และมีความกระตือรือร้นที่จะสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลหรือสิ่งต่าง ๆ มากผิดปกติ มีการถอยหลังของพฤติกรรมไปสู่ระดับของการพัฒนาทางบุคลิกภาพที่ต่ำกว่าไปสู่ขั้นเด็กทารก หรือไม่สามารถประกอบหน้าที่ที่เคยทำตามปกติได้ หรืออาจมี พฤติกรรมแปลก ๆ ประเภทที่คนทั่ว ๆ ไปเขาไม่ทำกัน เช่น พูดคนเดียว หัวเราะคนเดียว หรือแต่งกายด้วยเสื้อผ้าแบบแปลก ๆ ซึ่งไม่เหมาะสมกับกาลเทศะหรือความนิยมของสังคม อาจขยันขันแข็งและเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วผิดปกติ หรือเกียจคร้านและเชื่องช้ากว่าปกติ
ขาดความสนใจต่อสิ่งแวดล้อมหรือเสียความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลหรือสิ่งต่าง ๆ อย่างมาก อาจทำให้การรับรู้เรื่อง เวลา สถานที และบุคคลเสียไปด้วย ไม่อยากได้อยากดี ไม่กระตือรือร้น เฉื่อยชาลง ไม่สนใจเรื่องการแต่งกาย แต่งตัวมอซอ ผู้ป่วยอาจนั่งอยู่เฉย ๆ ทั้งวันโดยไม่ทำอะไร ไม่รู้ร้อนรู้หนาว อารมณ์เฉยเมย พูดน้อยหรือไม่ค่อยพูด หรือไม่สนใจคบหาสมาคมกับใคร ใครชวนไปไหนก็มักปฏิเสธ เวลาพูดคุยด้วยจะเห็นว่าผู้ป่วยจะเฉย ๆ ไม่แสดงท่าทีหรือความรู้สึกเท่าไร อาจมียิ้มบ้าง แต่โดยรวมแล้วจะเป็นแบบเฉย ๆ
ลักษณะอารมณ์ของผู้ป่วยก็มักจะเปลี่ยนแปลงไปจากปกติ เช่น ปราศจากอารมณ์ยินดียินร้ายต่อสิ่งเร้าใด ๆ อารมณ์ตื้นและเปลี่ยนแปลงง่ายขาดความสามารถที่จะควบคุมอารมณ์ หรือ ผิดปกติในด้านระดับของอารมณ์ คือ เศร้ามาก ตื่นเต้นมาก หรือเป็นสุขมาก เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคจิตอาจมีอาการอื่น ๆ ปรากฏด้วย เช่น ซึมเศร้า เก็บตัว แยกตัวจากเพื่อนและครอบครัว นอนนานกว่าปกติ หรือนอนไม่พอหวาดระแวง ขี้สงสัย วิตกกังวล กระวนกระวาย ไม่มีสมาธิ อารมณ์แปรปรวน มีอาการซึมเศร้ามาก หรือดีใจมากผิดปกติ ไม่รักษาความสะอาด ไม่สนใจตนเอง ไม่สนใจทำกิจกรรมใด ๆ อย่างที่เคย มีความคิดแปลก ๆ ไม่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง และความเป็นไปได้ มีการเคลื่อนไหวร่างกายที่ช้ากว่าปกติ หรือเร็วกว่าปกติ ผิดแปลกไปจากเดิม มีพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อตนเองหรือผู้อื่น มีความคิดหรือพยายามฆ่าตัวตาย เป็นต้น
https://www.pobpad.com /โรคจิต
https://med.mahidol.ac.th/ramamental/generalknowledge/general/09042014-0855
http://www.healthcarethai.com/จำแนกความผิดปกติทางจิต/
http://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=10&chap=7&page=t10-7-infodetail08.html
คนใกล้ชิด คนในครอบครัวจำเป็นอย่างยิ่ง ต้องคอยเฝ้าสังเกตุดูแลคนใกล้ตัว คนในครอบครัว ญาติพี่น้อง มิตรสหาย ของตนเอง มีใครที่มีเค้าแนวโน้มความผิดปกติบ้าง ลักษณะความผิดปกตินั้นเป็นเพียงเล็กน้อย หรือความผิดปกตินั้นมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต ทำให้เขาไม่สามารถใช้ชีวิตเป็นปกติ มีความบกพร่องในการปรับตัวเข้าสังคมมากไหม ถ้าเป็นเพียงทัศนคติที่หลงคิดผิดไม่เหมาะสมยังพอที่จะแก้ไขได้ จากการพูดคุย ชี้แนะแนวทางในการคิด การแก้ไขปัญหาภายในจิตใจของเขาได้อยู่ แต่ถ้าเป็นลักษณะที่หลงผิดจากสภาพจิตใจที่ส่งผลถึงพฤติกรรมที่ผิดแผกแปลกไปจากคนปกติมาก คนใกล้ชิดและคนในครอบครัวก็ต้องแนะนำ ชี้แจ้งให้เขาได้รับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้ชำนาญงานทางสุขภาพจิตจะเป็นการดีต่อตัวของเขา ให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตที่เป็นปกติในสังคมได้อีกครั้ง แต่ถ้าเป็นปัญหาที่เกิดความผิดปกติจากสภาพร่างกายและสมองที่ส่งผลต่อความบกพร่องในการแสดงออกทางพฤติกรรม ยิ่งต้องได้รับการดูแลรักษาจากจิตแพทย์
โรคประสาท (Neurosis)
โรคประสาท เป็นความผิดปกติทางจิตอย่างหนึ่งซึ่งไม่รุนแรงขนาดโรคจิต หรือความแปรปรวนทางจิตใจ อ่อนไหวง่ายไม่มีความมั่นคงทางจิตใจเท่าที่ควร โรคประสาทเกิดจากการปรับอารมณ์ได้ไม่ถูกต้อง เมื่อเกิดความขัดแย้งภายในจิตใจไม่สามารถควบคุมความรู้สึกอารมณ์หรือพฤติกรรมได้ เกิดขึ้นฉับพลันมักทราบว่าอาการเกิดขึ้นเมื่อใด ก่อนเกิดอาการมักมีสาเหตุที่กระตุ้นเร้าเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้เกิดความกระทบกระเทือนทางอารมณ์ หรือ เกิดจากแรงขับ ความคิด ความกดดัน เกิดความเครียดภายในจิตใจ ทำให้เขาแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมออกมาโดยที่ตัวเองไม่รู้ตัวเช่น ความวิตกกังวลมากเกินไป อาการหวาดกลัวที่ไม่สมเหตุผล อาการซึมเศร้า และอาการย้ำคิคย้ำทำ อารมณ์รุนแรงก้าวร้าว โมโหด่าทอไปทั่ว สบถคำหยาบเสียงดัง ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่บางขณะ เป็นต้น
แต่เขายังรับรู้ถึงความเป็นจริง ไม่มีอาการหลงผิด หรือประสานหลอน ยังมีความตระหนักรู้ถึงตัวตน มีความรู้ความเข้าใจในตัวเองตามความเป็นจริง บางคนยังสามารถทำงานและเข้าสังคมได้เป็นปกติ เพียงแต่ปรับตัวได้ไม่ดีเท่าที่ควร บางครั้งก็แสดงออกอย่างไม่เหมาะสม คนทั่วไปถ้าไม่สังเกตให้ดีจะไม่รู้ว่าเขาเป็นโรคประสาทเขายังใช้ชีวิตเป็นปกติ เขารับรู้ถึงสภาวะของตนเอง รับรู้ความผิดปกติของอารมณ์เกิดขึ้นกับเขา แต่เขาควบคุมยับยั้งไว้ไม่ได้แต่รู้ว่าตนไม่สบายใจ หงุดหงิด และกลุ้มใจ วิตกกังวล แล้วอาการยังคงมีอยู่ และมีโอกาสเกิดขึ้นได้ซ้ำอีก ถ้ามีสิ่งที่ไปกระตุ้นกระทบกระเทือนทางอารมณ์ จึงต้องการคนอื่นช่วยเหลือ หรือขอคำปรึกษาช่วยเหลือจากจิตแพทย์ และคนในครอบครัวช่วยดูแลสอดส่องอย่างใกล้ชิด
https://th.wikipedia.org/wiki/โรคประสาท
จุดประสงค์ที่กล่าวถึง โรคจิต โรคประสาท เพื่อให้แยกแยะ คนผิดปกติทางจิต และ คนปกติ ได้อย่างเข้าใจง่ายขึ้น
ท่านผู้อ่านสามารถศึกษาเรื่องโรคจิต และโรคประสาท เพิ่มเติมได้ที่ " บัญชีจำแนกทางสถิติระหว่างประเทศของโรคและปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้อง ฉบับทบทวนครั้งที่ 10 (ICD-10) โดยกรมอนามัยโลก และ คู่มือการวินิจฉัยและสถิติสำหรับความผิดปกติทางจิต (Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders: DSM-5) โดยสมาคมจิตเวชอเมริกัน "
https://en.wikipedia.org/wiki/ICD-10_Chapter_V:_Mental_and_behavioural_disorders
https://en.wikipedia.org/wiki/Diagnostic_and_Statistical_Manual_of_Mental_Disorders
https://th.wikipedia.org/wiki/ICD-10_บทที่_5:_ความผิดปกติทางจิตและพฤติกรรม#
https://en.wikipedia.org/wiki/DSM-5
http://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=10&chap=7&page=t10-7-infodetail08.html
https://en.wikipedia.org/wiki/Psychosis
ความแตกต่างระหว่าง คนปกติ กับ คนผิดปกติ
| ลักษณะบ่งบอก | โรคจิต | โรคประสาท | ความผิดปกติบุคลิกภาพ | คนปกติ |
| การรับรู้ตามความเป็นจริง และอยู่ในบรรทัดฐานทางสังคม | หลงผิด-ประสาทหลอน ไม่อยู่ในความเป็นจริง | ความเป็นจริง แต่รับรู้ผิดเพี้ยนไปบ้าง ไม่เหมาะสมบ้าง รู้ตัวว่าตัวเองมีอาการผิดปกติ | รับรู้บิดเบือนไปบ้าง ไม่เหมาะสมบ้าง คิดเข้าข้างตนเองมากเกินไป | อยู่ในความเป็นจริง และบรรทัดฐานทางสังคม คนปกติก็มีความคิดเข้าข้างตนเองบ้าง |
| การตระหนักรู้สถานะตัวตนของตนเอง | ขาดการตระหนักรู้เข้าใจในตนเอง ไม่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง และอาจทำไปโดยไม่อยู่ในบรรทัดฐานทางสังคม และอาจผิดศีลธรรมได้โดยไม่รู้ตัว | ความเป็นจริง แต่มีความคิดไม่ปกติบ้าง บางขณะก็ลืมตัว ควบคุมตัวเองไม่อยู่บ้าง แต่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น | ความคิดผิดปกติบ้างเล็กน้อย หลอกตัวเอง ประเมินตนเองไม่ตรงกับความเป็นจริง | ความเป็นจริง อาจบิดเบือนไปบ้างบางครั้ง แต่ไม่มีใครสมบรูณ์แบบ |
| การควบคุมอารมณ์ | ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ไม่รู้ตัวว่าทำลงไป | ไม่รู้ตัว อารมณ์อ่อนไหวถูกกระตุ้นจากสิ่งเร้าไดง่าย ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ในตอนนั้น แต่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น และสามารถปรับอารมณ์สู่สภาวะปกติได้ | ควบคุมไม่ได้ อารมณ์แปรปรวนเปลี่ยแปลงได้ง่าย รู้ตัวแต่ขาดสติ ขาดจิตสำนึกใช้สัญชาตญาณ และกลไกป้องกันตัวที่ไม่เหมาะสม | ควบคุมได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ภาวะเสียสมดุล แล้วแต่บุคคล |
| เป็นแล้วยังคงอยู่ และมีโอกาสทำอีกไหม | เป็นประจำ ต่อเนื่อง คงอยู่ | เป็นอยู่ มีโอกาสเกิดซ้ำ ยังคงอยู่ | เป็นบางครั้ง ยังคงฝั่งอยู่ในตัวตน บุคลิกภาพของเขา | แล้วแต่สถานการณ์ แต่เกิดขึ้นไม่บ่อย แตกต่างกันไปแต่ละบุคคล |
| การคงอยู่ มีโอกาสหายไหม | ควรพบแพทย์ มีโอกาสหายแล้วแต่บุคคล บางคนก็ไม่หาย | ควรได้รับคำปรึกษาชี้แนะจากแพทย์ มีโอกาสหายแล้วแต่บุคคล | ปรับทัศนคติ เปลี่ยนนิสัยในการใช้กลไกลป้องกันตนเองให้เหมาะสม ส่วนใหญ่ไม่คิดว่าตนเองผิดปกติ | ปรับทัศนคติ ปรับพฤติกรรมในการแสดงออก มีจิตสำนึกรู้ตัวเท่าทันการณ์ อย่าทำบ่อยจนติดเป็นนิสัยไม่ดี |
| การปรับตัว สัมพันธภาพกับบุคคลในสังคม | ปรับตัวไม่ได้ ทำกิจวัตรประจำวันไม่ค่อยได้ และไม่สามารถปรับตัวเข้าสังคมได้ | ปรับตัวได้บ้าง แต่ไม่ค่อยดี ไม่เหมาะสม ใช้ชีวิตได้ปกติ บางคนก็มีผลกระทบต่อการทำงานและชีวิตประจำวันได้ไม่ดีเท่าทีควร บางครั้งถูกเร้ากระตุ้นจนแสดงอารมณ์ที่ไม่เหมาะสมออกมา | ปรับตัวได้ แต่บางครั้งไม่เหมาะสม ผิดไปจากบรรทัดฐานทางสังคม และบิดเบือนไปจากความเป็นจริงบ้าง | ปรับตัวได้ดีเหมาะสม อาจมีอารมณ์ไม่ดีบ้าง ก็เป็นเรื่องปกติของคน ไม่มีผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับผู้อื่น |
***หมายเหตุ ที่กล่าวถึงนั้น ไม่รวมสาเหตุที่เกิดจาก สภาพทางกายและสมอง แต่เกิดจากทัศนคติการเรียนรู้ทางความรู้สึกนึกคิดและทางพฤติกรรมเท่านั้น***
กลับมาเข้าเรื่องกันต่อนะครับ ความผิดปกติทางบุคลิกภาพ Personality Disorders (PD) คนทั่วไป รวมถึงตนเอง ก็ไม่สังเกตและแยกแยะไม่ออก อีกทั้ง ไม่ทราบว่าใช้เกณฑ์ใดในการตัดสินคนว่ามี ความผิดปกติบกพร่องทางบุคลิกภาพ ชี้วัดบ่งบอกว่าเป็นจริงหรือไม่
ความผิดปกติบกพร่องทางบุคลิกภาพ คือ บุคลิกภาพที่มีการปรับตัวเข้ากับคนในสังคมอย่างไม่หมาะสม ส่งผลกระทบด้านลบ ต่อความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ไม่ดีไม่เหมาะสม อันเนื่องมาจากความผิดปกติสภาวะทางจิตและทางพฤติกรรม ที่ผิดปกติไปจากคนทั่วไปในสังคม มีผลเสียทั้งต่อตนเองและผู้อื่น
อิงจากการวัดบุคลิกภาพ Big Five Factor Model
"มีความสม่ำเสมอของความผิดปกติทางบุคลิกภาพอย่างเห็นได้เด่นชัด ความอ่อนไหวทางอารมณ์ (คือ มี Neuroticism ระดับสูง),ความหุนหันพลันแล่น (คือ มีความพิถีพิถันมีจิตสำนึก Conscientiousness ต่ำ), และมีความเป็นปฏิปักษ์สูง (คือ มีความยินยอมเห็นใจผู้อื่น Agreeableness ต่ำ) มีปัญหาในการสร้างความสัมพันธภาพกับบุคคล ขาดทักษะทางสังคม (Social Skill) ปิดกั้นตนเอง เหินห่างจากตนเอง หรือ เหินห่างจากสังคม, การบริหารจัดการปัญหาและความเครียด (Stress Coping), กลไกป้องกันตนเอง (Defense Mechanism) ที่ทำไม่เหมาะสมอย่างจงใจ, การตัดสินตามศีลธรรม (Moral judgment) ซึ่งในแต่ละบุคคลมีไม่เท่ากันไม่เหมือนกัน"
"ความเปิดรับประสบการณ์ (Openness to experience) ต่ำ มีประเด็น 3 อย่างเกี่ยวกับลักษณะที่เข้าประเด็นกับ PD คือ ความบิดเบือนทางการเรียนรู้ (Cognitive Distortions) ความปราศจากวิจารณญาณ ความเข้าใจตระหนักรู้ในภาพพจน์ของตนเอง (Insight) และในมุมมองของคนอื่น (Self-Image) และความหุนหันพลันแล่น (Impulsivity) ขาดการยับยั้งชั่งใจในการควบคุมอารมณ์ของตนเอง ความลำบากในการปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลง การยอมรับมุมมองและสไตล์ชีวิตที่แตกต่างกันไม่ได้ ระดับอารมณ์ที่ลดลง (Emotional Flattening) ความไม่สามารถระบุและกล่าวอธิบายอารมณ์ของตน (Alexithymia) และเรื่องสนใจที่จำกัด รับความยืดหยุ่นไม่ได้( Rigidity) ซึ่งเป็นส่วนของการมีความเปิดรับประสบการณ์ต่ำ สามารถสร้างปัญหาการดำเนินชีวิตทางสังคมหรือทางอาชีพ โดยเพ้อฝันมากเกินไป คิดแปลก ๆ มีเอกลักษณ์ที่พล่านสับสนในตนเอง (Diffuse Identity) คือ มีความคิดที่แปลกและไม่สมบูรณ์ มีเป้าหมายที่ไม่เสถียร และการไม่ทำตามสิ่งที่สังคมคาดหวังให้เป็นที่ยอมรับในสังคม อันนำไปซึ่งความคงอยู่ของรูปแบบพฤติกรรมที่ปรับตัวได้ไม่ดีของความบกพร่องผิดปกติทางบุคลิกภาพ"
บุคคลทั่วไปอาจจะไม่เห็นว่าบุคลิกภาพของตนผิดปกติ หรือว่าก่อปัญหา ซึ่งเป็นมุมมองที่อาจจะมีเหตุจากความไม่รู้หรือไม่มีวิจารณญาณเกี่ยวกับสภาวะของตนเอง Self-Image และใช้ การกลไกการป้องกันตนเอง(Defense Mechanisms) อย่างไม่เหมาะสม จากการมองปัญหาแบบ ego-syntonic การปรับตัวของอัตตา Self ในด้านดี ที่เข้าข้างตนเองมากเกินไปจนมีความบิดเบือนความจริงไป และแบบ ego-dystonic การปรับตัวทำงานของอัตตา Self ตัวตน ด้านที่ไม่ดี ที่ไม่เหมาะสม (ความคิดทัศนคติและพฤติกรรมขัดกันไม่สอดคล้องกับความต้องการและ เป้าหมาย) ที่ไม่เข้ากับจุดมุ่งหมายและภาพพจน์ของตน รวมถึง การแก้ปัญหาความคับข้องใจด้วยการแสดงทางอารมณ์และพฤติกรรม ที่ไม่เหมาะสมไม่เป็นที่ยอมรับของคนในสังคม จนเคยชินเป็นบุคลิกภาพ ทำให้เกิดความผิดปกติทางบุคลิกภาพ เกิดปัญหาในการปรับตัวเข้ากับคนในสังคม
"Personality Disorder (PD) ความผิดปกติบางประเภทหรือคนบางคน อาจจะมีลักษณะถอนตัวจากสังคมและหลีกเลี่ยงความสัมพันธ์กับคนอื่นแบบต่อเนื่อง คงอยู่อย่างเห็นได้ชัด แต่บางพวกอาจจะมีระยะยกเว้นเป็นแบบกลับไปกลับมา นาน ๆ ครั้งถึงจะมีอาการออกมาให้เห็น อาการบางอย่างไปในทางสุดขั้วอาจจะเป็นการทำร้ายและการละเลยตนเอง ในขณะที่ส่วนสุดอีกด้านหนึ่งอาจจะมีพฤติกรรมรุนแรง หรือสร้างอาชญากรรม อาจจะมีปัจจัยปัญหาอย่างอื่นเกิดขึ้นเกี่ยวข้องด้วย เช่น การติดสารเสพติด หรือการติดพฤติกรรมบางอย่าง (behavioral addiction) เช่น การเล่นการพนัน หรือการชมสื่อลามกอนาจาร คนคนเดียวอาจจะผ่านเกณฑ์ความผิดปกติทางบุคลิกภาพหลายประเภทและความผิดปกติทางจิตอื่น ๆ จะเป็นระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง หรือจะเป็นแบบต่อเนื่องก็ได้"
https://th.wikipedia.org/wiki /ความผิดปกติทางบุคลิกภาพ
บางคนก็มีความผิดปกติทางบุคลิกภาพ อันเนื่องมาจากประสบการณ์ที่ไม่ดีในชีวิตที่ผ่านมา คือ บุคคลที่เคยมีประสบการณ์ ถูกแกล้งรังแก ถูกทำร้าย ความมุ่งร้าย ได้รับบาดเจ็บทางกายและจิตใจ ความหลอกลวง ความไม่ยอมรับ ความก้าวร้าว หรือความทารุณในชีวิต การสูญเสียคนสำคัญในชีวิต ความเครียดจากชีวิตประจำวันจนเกิดหมกมุ่นคิดฟุ้งซ่าน ในบางกรณีอาจจะสับสน กลัว หรือหวาดระแวง สงสัยในท่าทีการแสดงความเป็นกันเอง ความใกล้ชิด หรือการสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ซึ่งไม่มีเส้นขีดที่ชัดเจนหรือเป็นกลางระหว่างบุคลิกภาพที่ "ปกติ" และ "ผิดปกติ" แล้วจะรู้ได้ยังไง
เกณฑ์วินิจฉัย
บุคลิกภาพตามนิยามของจิตวิทยา เป็นกลุ่มของอุปนิสัยลักษณะทางพฤติกรรมและทางจิตที่คงทน ที่ทำให้มนุษย์แต่ละคนต่างกัน ดังนั้น ความผิดปกติทางบุคลิกภาพจึงกำหนดโดยประสบการณ์ (ทางใจ) และพฤติกรรม ที่ต่างจากมาตรฐานและความคาดหวังของสังคม คนผิดปกติเช่นนี้ อาจประสบความยากลำบากทางการเรียนรู้ปรับตัว (cognition) ความไวอารมณ์ (emotiveness) ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (interpersonal functioning) และการควบคุมความหุนหันพลันแล่น (impulse control)
เกณฑ์วินิจฉัยความผิดปกติทางบุคลิกภาพอยู่ใน " คู่มือการวินิจฉัยและสถิติสำหรับความผิดปกติทางจิต" (Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders ตัวย่อ DSM) ที่จัดพิมพ์โดย สมาคมจิตเวชอเมริกัน(American Psychiatric Association ตัวย่อ APA) ในหัวข้อ "ความผิดปกติทางจิตและพฤติกรรม (mental and behavioral disorders) DSM-5 รุ่นที่พิมพ์ในปี 2556 กำหนดความผิดปกติทางบุคลิกภาพเช่นเดียวกับความผิดปกติทางจิต (mental disorders)
และ การวินิจฉัยของ ICD-10 "บัญชีจำแนกทางสถิติระหว่างประเทศของโรคและปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้อง " (International Statistical Classification of Diseases and Related Health Problems ตัวย่อ ICD) ที่เผยแพร่โดย องค์การอนามัยโลก
เกณฑ์การวินิจฉัยของ Dr. Theodore Millon (ธีโอดอร์ มิลลอน)จิตแพทย์ชาวอเมริกัน ผู้เป็นประธานคณะกรรมการ International Society for the Study of Personality Disorders และเป็น บรรณาธิการ The Journal of Personal Disorders และเป็นที่ปรึกษา ให้กับ สมาคมจิตเวชอเมริกัน ในการจัดหมวดหมู่ความผิดปกติทางบุคลิกภาพ The Eight Functional / Structural Domains (8 ปัจจัย การทำหน้าที่ / โครงสร้าง ของบุคลิกภาพ)
กระผมขอนำเกณฑ์วินิจฉัย ของทั้ง สมาคมจิตเวชอเมริกัน DSM-5 และ ขององค์การอนามัยโลก ICD-10 และของ Dr. Theodore Millon มารวบรวมขึ้นมาใหม่ ปัจจัยในการประเมินแยกแยะ ความผิดปกติทางบุคลิกภาพ มีดังนี้
1. มีความบกพร่อง การตระหนักรู้ในภาพพจน์ของตนเองSelf-Image ตามความเป็นจริง บกพร่องขาดความรู้ความเข้าใจในสภาพจิตใจของตนเอง (Insight) ในมุมมองของตนเอง และมุมมองของผู้อื่นที่มองตน ประเมินตนเองไม่ตรงตามความเป็นจริง ไม่เชื่อมั่นในตนเอง ขาดความยอมรับนับถือในตนเอง ตำหนิตนเองจนเกิด ซึมเศร้า เป็นต้น
2. อารมณ์แปรปรวนไม่มั่นคง Emotional Instability สภาพความอ่อนไหวของอารมณ์ การเกิดอารมณ์เปลี่ยนแปลงได้ง่าย เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย อารมณ์แปรปรวนได้ง่าย หุนหันพลันแล่น ไม่พอใจขุ่นเคืองโกรธโมโหได้ง่าย ขาดทักษะในการควบคุมอารมณ์ (Skills Emotional Control) แสดงออกซึ่งพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์สภาพแวดล้อม
3. ความบกพร่องต่อการปฏิสัมพันธ์กับบุคคลRelationship แนวทางการปฏิสัมพันธ์ การปรับตัวในการเข้าสังคม ขาดทักษะบกพร่องในการเข้าสังคม (Social Skills) การปฏิสัมพันธ์กับคนในสังคมคำนึงถึงตนเอง (Self) มากเกินไป กับ คำนึงถึงผู้อื่น(Other) มากเกินไป ไม่มีความพอดีเหมาะสม การวางตัวไม่เหมาะสมกับบทบาทหน้าที่สถานะทางสังคม (ขาดความเห็นใจผู้อื่น หรือขาดบกพร่องความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้อื่น)
4. ความรู้สึกนึกคิดภายในจิตใจทัศนคติ ความสนใจ กระบวนการตัดสินใจ ที่เลือก การกระทำ (Active) กับ ไม่ตอบสนอง นิ่งเฉย (Passive) ไม่ตรงกับความตั้งใจและเป้าหมายในชีวิต ทำให้ความสามารถลดลงในการปรับตัวในชีวิตไม่ดีเท่าที่ควร มีทัศนคติและพฤติกรรมที่ไม่กลมกลืนไม่สอดคล้องกันกับเป้าหมายในชีวิตอย่างสำคัญ มีความขัดแย้งในจิตใจ สับสนในความคิดของตนเอง เช่น มีเจตนาอย่างหนึ่ง แต่แสดงออกเป็นพฤติกรรมอีกอย่างหนึ่ง ไม่ตรงอย่างที่ตนเองตั้งใจที่จะทำ ผิดไปจากเป้าหมายที่แท้จริงของตนเอง
5. Reality and Social Norms ไม่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง และบรรทัดฐานทางสังคม
- การรับรู้ และความเข้าใจ ผิดเพี้ยน บิดเบือนไปจากความเป็นจริง ในความผิดปกติ ไม่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง และบรรทัดฐานทางสังคม อย่างชัดเจน (ความผิดปกติทางบุคลิกภาพ) เกิดขึ้นบ่อยครั้ง และยังคงเป็นอยู่
- หลอกตัวเอง คิดเข้าข้างตนเองมากจนเกินไป ประเมินตนเองต่ำไป จนเกิดปมด้อยปัญหาทางจิตสับสนในความคิด ประเมินตนเองสูงไป จนหลงตนเอง หลงผิดจากบรรทัดฐานทางสังคม
6. มีลักษณะความบกพร่องทางบุคลิกภาพที่มีอาการสภาพ หนึ่งอย่างหรือมากกว่านั้น
- § มีรูปแบบพฤติกรรมผิดปกติที่ยั่งยืน เป็นเวลายาวนาน และ จะต้องสม่ำเสมอในสถานการณ์ต่าง ๆ ไม่ได้จำกัดเฉพาะแต่คราวเป็นเกิดอาการทางจิตเท่านั้น
- § สิ่งทีกล่าวมาปรากฏในช่วงวัยเด็กหรือวัยรุ่น และดำเนินต่อไปจนถึงวัยผู้ใหญ่
- § ความผิดปกติทำให้เกิดความทุกข์เป็นส่วนตัวพอสมควร แต่อาจจะเพียงปรากฏชัดในระยะหลัง ๆ
- § รูปแบบพฤติกรรมที่ผิดปกติแพร่ไปทั่ว และชัดเจนว่าเป็นการปรับตัวที่ผิดพลาดต่อสถานการณ์ ทั้งในส่วนบุคคลและในส่วนสังคมมากมายหลายอย่าง
- § ความผิดปกติที่จะเกิดขึ้นนั้น ไม่ก่อปัญหาใหญ่ในการประกอบอาชีพ และยังพอปรับตัวเข้ากับคนในสังคมได้บ้าง แต่อาจจะแสดงออกที่ไม่เหมาะสมบ้างบางครั้ง
- § ต้องไม่ใช่เกิดจากผล การใช้ยา สารเสพติด หรือสภาวะทางแพทย์ทั่วไป (การได้รับบาดเจ็บที่สมอง)
ถ้ามีความเอนเอียงไปทางด้านใดด้านหนึ่งอย่างมาก ถือว่าเป็นความผิดปกติทางบุคลิกภาพ เช่น อารมณ์แปรปรวนอ่อนไหวง่าย ความรู้สึกนึกคิดที่กระทำรุนแรงก้าวร้าว การคำนึงถึงตนเองเป็นใหญ่ มีผลกระทบต่อการปฏิสัมพันธ์กับคนในสังคม ทำตัวไม่เหมาะสมไม่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงและบรรทัดฐานทางสังคม
https://th.wikipedia.org/wiki/ความผิดปกติทางบุคลิกภาพ
https://th.wikipedia.org/wiki/บัญชีจำแนกทางสถิติระหว่างประเทศของโรคและปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้อง
https://th.wikipedia.org/wiki/คู่มือการวินิจฉัยและสถิติสำหรับความผิดปกติทางจิต
http://www.millonpersonality.com/theory/functional-structural-domains/
ประเภทความผิดปกติทางบุคลิกภาพ (Personality Disorders: PD.)
| ประเภทความผิดปกติทางบุคลิกภาพ Personality Disorders | ลักษณะบ่งบอกความผิดปกติทางบุคลิกภาพ | คนปกติที่มีบุคลิกภาพเฉพาะตัว มีความคิดแปลก แต่ยังอยู่ในกรอบของสังคม |
| Schizoid PD. แบบเหินห่างจากสังคม | การแยกตัว ถอนตัวจากสังคม อยู่คนเดียวสันโดษ อย่างต่อเนื่องและยาวนาน (เกิน หกเดือน) มีปฎิสัมพันธ์กับคนในสังคมน้อยมากในวงจำกัดเท่านั้นและแยกตัวออกจากคนในครอบครัว หลีกเลี่ยงความสัมพันธ์ใกล้ชิด ทั้งเพื่อน คู่รัก ครอบครัว ไม่แสดงออกทางอารมณ์ เฉยเมย เย็นชา ไร้ความรู้สึก ไม่มีอารมณ์ขัน ไม่แยแสไม่เห็นอกเห็นใจ ขาดการให้ความร่วมมือผู้อื่น ขาดทักษะในการปรับตัวให้เข้ากับคนในสังคม จนแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมได้ มีความสงสัย ไม่ไว้วางใจในความสัมพันธ์ที่ผู้อื่นมีให้ตน ไม่มีชีวิตชีวา ขาดความกระตือรือร้นจนเฉี่อยชา ท้อแท้หมดกำลังใจได้ง่าย อาจมีความเชื่อ ความคิดทัศนคติที่ผิดแผกเพี้ยนไปจากบรรทัดฐานทางสังคมเพราะไม่คบหาสมาคมกับใคร หวาดระแวง ไม่ไว้วางใจผู้อื่น คิดมากฟุ้งซ่านหมกหมุ่นกับตนเอง ท้อแท้ วิตกกังวล หวาดระแวง จนนำไปสู่ โรคประสาท และโรคจิตได้ | Retiring คนปลีกตัว เหมือน คนเก็บตัว Introvert ค้นหาประสบการณ์เข้าภายในจิต แต่จะมีลักษณะที่เพิ่มเติ่มคือ ชอบอยู่คนเดียวสันโดษมากกว่า และยังมีปฎิสัมพันธ์กับคนในสังคม มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนมกับเพื่อน คนรัก และคนในครอบครัวปกติ มีการปลีกตัวจากคนในสังคมไปบ้างบางครั้ง ไม่ใช้เวลานานและไม่ต่อเนื่องยาวนานเกินควร การรับรู้ทางความคิดเป็นไปตามความเป็นจริง อยู่บนบรรทัดฐานทางสังคม และมีทักษะความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับคนในสังคมได้อย่างเหมาะสม มีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน อาจจะมีความคิดทัศนคติที่แตกต่างจากคนทั่วไปบ้างเล็กน้อย อาจจะหมกหมุ่น คนถึงตนเองมากไปบ้าง แต่ไม่มีผลกับการเข้าสังคม |
| Avoidant แบบหลีกเลี่ยง | หลีกเลี่ยงการปฎิสัมพันธ์กับคนอื่นในสังคม ร่วมถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิด เพราะ ลังเลใจ ประหม่า กังวล ลำบากใจ ไม่สบายใจ กลัวการด้อยค่า ดูถูกเย้ยหยัน ปฏิเสธ ประเมินตัวเองต่ำกว่าความเป็นจริง ด้อยค่า น้อยเนื้อต่ำใจ ไม่มีความมั่นใจ ขาดการยอมรับนับถือในตนเอง ถึงขั้น กลัว วิตกกังวล ถ้ามีความรู้สึกไม่ปลอดภัย ไม่มั่นคง จะหลีกเลื่ยงไม่ทำกิจกรรมนั้น หรือมีความรู้สึกว่าคนนี้ไม่น่าเข้าใกล้ กลัวเขาตำหนิ ดูถูก เย้ยหยัน ก็จะไม่ยุ่งเกี่ยวด้วย ขาดทักษะในการเข้าสังคม ขี้กลัว วิตกกังวล ไม่มีความกล้าเสี่ยงในการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น หวาดหวั่นกลัวความผิดหวังที่ไม่ได้รับการยอมรับจากผู้อื่น | Shy ขี้อาย ยังมีปฏิสัมพันธ์กับคนทั่วไป แต่ไม่ค่อยกล้าแสดงออก ขี้อาย ประหม่าไม่ค่อยมีความมั่นใจในการติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่น ดูเกร็งฝืนไม่เป็นธรรมชาติ แต่ไม่ได้กลัว แค่อึดอัดบ้างเล็กน้อย ประเมินตัวเองต่ำกว่าความเป็นจริง บกพร่องด้อยค่ากว่าผู้อื่น แต่ไม่ถึงกับขาดการนับถือในตนเอง และไม่ถึงกับดูถูก ตำหนิโทษตัวเอง แค่ขาดความมั่นใจ หวั่นไหวคิดมากเรื่องความสัมพันธ์กับผู้อื่น แต่ไม่ถึงขั้น วิตกกังวล หวาดกลัวในการพบผู้คน ปรับตัวได้ปกติ ไม่ค่อยมั่นใจ จึงไม่ค่อยคบหาสมาคมกับใครมากนัก มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคนสนิทคุ้นเคย ในกลุ่มเพื่อนที่จำกัด ไม่ค่อยเปิดกว้างนัก |
| Depressive แบบซึมเศร้า | แบบซึมเศร้า ผิดหวังอย่างมาก สลด หมดกำลังใจ หมดอาลัย เศร้าสร้อย แสดงตนเองว่าอ่อนแอและถูกทอดทิ้ง รู้สึกว่าไม่มีค่า รู้สึกผิด และไร้กำลัง ไม่สามารถทำอะไรได้ ประเมินสถานการณ์ต่ำเลวร้ายกว่าความเป็นจริง มองตนเองว่า สมควรจะถูกตำหนิและดูถูก ไร้ความหวัง กลุ้มใจ ทุกข์ใจ ความผิดปกตินี้สามารถนำไปสู่การกระทำที่ดุร้าย และทำร้ายตนเองได้ และคิดมากจนประสาทหลอน อาจนำไปสู่โรคซึมเศร้าขั้นรุนแรงได้ หากไม่ได้รับคำปรึกษาจากจิตแพทย์ | Pessimistic คนมองโลกในแง่ร้าย เกิดมาจากประสบการณ์ในชีวิต ที่ไม่สมหวัง ผิดหวัง หมดกำลังใจ ท้อแท้ เสียใจ ซึม ๆ หดหู่ ไม่มีความกระตือรือร้น ขาดชีวิตชีวา ประเมินตนเองต่ำ และประเมินผู้อื่นไม่ตรงกับความเป็นจริง มองในแง่ร้าย คาดหวังในทางไม่ดีเลวร้ายกว่าที่เป็นจริง แต่ไม่ถึงขั้นวิตกกังวล ไม่ซึมเศร้าโศกนาน ไม่ได้ทุกข์ใจ กระวนกระวาย ไม่กลัดกลุ้ม ไม่โทษหรือทำร้ายตนเอง ไม่ส่งผลกระทบถึงการทำกิจวัตรประจำวัน คนในครอบครัวควรเอาใจใส่ดูแล ปรับทัศนคติ และควรพาไปพบแพทย์เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นโรคซึมเศร้าในอนาคต อาการน่าเป็นห่วง |
| Dependent แบบพึ่งพา | แบบพึ่งพา การตระหนักรู้ในตนเองต่ำ ประเมินความสามารถของตนเองต่ำกว่าความเป็นจริง มองตนเองไร้ความสามารถที่จะทำอะไรได้ด้วยตนเอง ทำตัวเป็นเด็ก ต้องพึ่งพาอาศัยคนอื่น ไม่รับผิดชอบ ไม่ตัดสินใจเอง แม้แต่เรื่องของตนเอง ขาดความมั่นใจ ไม่กล้าทำสิ่งใด ถ้าไม่ได้รับคำแนะนำ หรือคำสั่งให้ทำ จากผู้อื่น ไม่มีความคิดเห็นเป็นของตนเอง พฤติกรรมที่ยอมจำนน ยอมแพ้ และมีแนวโน้มที่จะเห็นด้วยกับคนอื่นโดยง่าย แม้ว่าจะไม่ถูกต้องก็ตาม มักจะมีความลังเล หรือวิตกกังวล กลัวการถูกทอดทิ้งให้อยู่คนเดียว ตัวเขาไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ ต้องพึ่งพาให้คนอื่นดูแล ต้องการช่วยเหลือดูแลเอาใจใส่เกือบจะตลอดเวลา พวกเขาอาจจะกลายเป็นคนก้าวร้าวรุนแรงได้ ถ้าเขารู้สึกว่าคนที่เขาต้องพึ่งพาให้ดูแลนั้นถูกคนอื่นขัดขวางหรือทำลายความสัมพันธ์ของพวกเขาลงไป และถ้าความสัมพันธ์จบลง ก็จะมองหาความสัมพันธ์ใหม่ในทันที | Cooperative คนหัวอ่อน หรือ คนให้ความร่วมมือ อ่อนน้อมถ่อมตน สุภาพ ยอมโอนอ่อนผ่อนตามคนอื่น ไม่กล้าตัดสินใจ ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ถูกชักนำได้ง่าย ไม่เชื่อมั่นในตนเอง ลังเลใจ ต้องการคำแนะนำ หรือสั่งให้ทำ ยังมีการปฏิสัมพันธ์กับคนในสังคม แต่คบคนที่คุ้นเคยสนิทสนมเท่านั้น ยังมีความเป็นตัวตนของตนเองอยู่ เป็นคนยอมคน ไม่ชอบความขัดแย้งกับใคร ตระหนักรู้ในความสามารถของตนเอง แต่ประเมินตนเองต่ำไปนิดหน่อย จึงไม่ค่อยกล้าตัดสินใจเท่าไรนัก อาจจะกังวล ลังเลไปบ้าง แต่ไม่ถึงกับวิตกกังวลและกลัว กับการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เพียงแต่ขาดความมั่นใจ ความคิดทัศนคติอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง และอยู่ในบรรทัดฐานของสังคม |
| Histrionic แบบตัวละคร | ทำตัวเหมือนตัวละคร เซ็กซี่ มีเสน่ห์ เป็นคนไม่ลึกซึ้ง ชอบหาสิ่งเร้า ถือตัว มีปฏิกิริยาต่อเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เกินเหตุ เรียกร้องความสนใจอย่างมาก แสดงความคิดเห็น แสดงออกทางพฤติกรรมและอารมณ์เกินจริง overacting อารมณ์อ่อนไหว เปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว เหมือนตัวละคร ดีใจเกินเหตุ เสียใจเกินไป ทำตัวมีเสน่ห์เย้ายวนเร้าอารมณ์ทางเพศกับเพศตรงข้าม แคร์สายตาที่คนอื่นมองตัวเองมากเกินไป กลัว วิตกกังวลถ้าไม่มีใครสนใจ หรือไม่เป็นที่ยอมรับ จะไม่สบายใจ กระวนกระวายใจ ไม่มีความเชื่อมั่นในตนเอง จนทำให้ถูกชักจูงได้ง่าย มีความสัมพันธ์กับคนอื่นอย่างผิวเผิน และกังวลกับการมีความสัมพันธ์แบบใกล้ชิด หวังที่จะควบคุมการกระทำของอีกฝ่ายผ่านการเย้ายวนเร้าอารมณ์กับเพศตรงข้าม ส่วนเพศเดียวกันก็มักจะแสดงออกทางอิจฉา ริษยาอย่างรุนแรง ชอบทำให้คนในกลุ่มแตกคอ หรือขัดแย้งกันอยู่เป็นประจำ ถ้าไม่ได้ตามที่ต้องการหรือไม่เป็นที่สนใจจะผิดหวังอย่างมากนำไปสู่ความซึมเศร้า แต่ปกติก็จะปรับตัวเข้ากับคนในสังคมได้ดี | Sociable คนชอบเข้าสังคม ชอบคบหาสมาคมกับผู้คน อยู่คนเดียวไม่ค่อยได้ จะรู้สึกเหงาและน่าเบื่อ ต้องมีเพื่อน คนคอยพูดคุย ช่างพูดช่างเจรจา สนุกสนาน มีอารมณ์ขัน เป็นที่ดึงดูดผู้คนอยากเข้าใกล้ มีความตระหนักรู้ในตัวตนปกติ อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง และบรรทัดฐานทางสังคม ชอบการแสดงออกทางอารมณ์แต่ไม่เวอร์เกินจริง มีความสัมพันธ์กับผู้อื่นปกติ อาจจะอยากรู้อยากเห็นเรื่องของคนอื่นอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ทำคนอื่นเสียหาย |
| Narcissistic แบบหลงตัวเอง | แบบหลงตัวเอง สนใจแต่ตัวเอง ไม่แคร์ความรู้สึกของผู้อื่น หยิ่ง ยโส ทำตัวอวดดี ทำตัวเหนือสูงกว่า มองผู้อื่น ต่ำด้อยกว่าตนเอง หมกหมุ่นกับความคิดเพ้อฝันถึง ความสวยงามหล่อเหลากว่า ฐานะสถานะสูงกว่า มีความสำเร็จมากกว่า มองว่าตนเองต้องการได้รับการยกย่องและปฏิบัติเป็นพิเศษมากกว่าคนอื่น การตระหนักรู้ในตัวตนเกินจริง หลงผิด คิดเข้าข้างตนเองจนเกินไป ไม่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงและบรรทัดฐานทางสังคม ไม่มีความสนใจในความรู้สึกของผู้อื่น ไม่มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ความสัมพันธ์กับผู้อื่นผิวเผิน ออกจะเห็นแก่ตัว และหวังที่จะเอาเปรียบผู้อื่น ถ้าไม่ได้ดั่งที่ตนเองหวังว่าจะได้รับการยกย่องหรือยอมรับในสิ่งที่ตนต้องการเป็นพิเศษ จะเกิดความไม่สบายใจ นำไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้ | Confident คนมั่นใจ มีความเชื่อมั่นในตนเอง การตระหนักรู้ในตัวตน อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง และบรรทัดฐานทางสังคม มีคิดเข้าข้างตนเองบ้างแต่ไม่เห็นแก่ตัวจนเกินไปจนทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน และไม่ได้ดูถูกเหยียดหยามผู้อื่น เพียงแต่แยกระดับชั้น ถือตัว มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น รู้สถานะของตน วางตัวได้เหมาะสมกับคนในสังคม |
| Antisocial แบบต่อต้านสังคม | มีความเป็นปรปักษ์ อวดดี โอหัง ก้าวร้าว โกรธ โมโห ฉุนเฉียว รุกรานคุกคาม จู่โจม หวังไม่ดีทำร้ายผู้อื่น หุนหันพลันแล่น ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ไม่สนใจใยดี ไม่คำนึงถึงผู้อื่น คิดถึงแต่ตนเองเป็นใหญ่ มองตัวเองว่าเป็นไทเป็นอิสระที่จะทำสิ่งใดก็ได้โดยไม่มีมโนสำนึก มโนธรรม และความรู้สึกผิด ไม่ยอมทำตามกฏระเบียบ ต่อต้านบรรทัดฐานทางสังคม คิดเข้าข้างตนเองเกินกว่าความเป็นจริง บ่อยครั้งมีพฤติกรรมที่รุนแรง ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ทำร้ายทั้งทรัพย์สินและทำร้ายร่างกายผู้อื่น ขโมย ดื่มแอลกอฮอล์ของมึนเมา เสพยาเสพติด นำพาไปสู่การกระทำผิดกฏหมาย ชอบทำอะไรที่เสี่ยง ๆ กล้ามุทะลุ โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบไม่ดีที่จะตามมา ไม่มีความรับผิดชอบและไม่ทำหน้าที่ที่ดีต่อตนเองและครอบครัว จะทำดีต่อเมื่อมีผลประโยชน์กับตนเองเท่านั้น หรือมีช่องทางเอาเปรียบเบียดเบียนคนอื่น | Nonconforming พวกนักเลง ไม่สอดคล้องเป็นปรปักษ์ เกเรระราน ไม่มีความเป็นมิตร ทัศนคติแปลกแยกจากบรรทัดฐานทางสังคม ชอบทำตัวแหกกฏ บางครั้งก็กระทำผิดกฏหมาย อาจจะใจร้อน วู่วาม หุนหันพลันแล่นบางครั้ง แต่ยังมีจิตสำนึกรู้จักผิดชอบชั่วดี เมื่อทำผิดยังมีความสำนึกผิด หงุดหงิดไม่พอใจได้ง่าย ควบคุมอารมณ์และยับยั้งชั่งใจได้ไม่ดีพอ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน เอาเปรียบผู้อื่น (แต่ต้องได้รับการดูแลสอดส่องมิฉะนั้นจะกลายเป็นอันธพาลได้ ถ้าไม่ได้ปรับทัศนคติและพฤติกรรม) |
| Sadistic แบบทารุณผู้อื่น | แบบทารุณผู้อื่น ดุดัน ฉุนเฉียว ถากถาง เหยียดหยาม โหดร้าย หัวรั้น มักจะระเบิดอารมณ์แบบฉับพลัน ได้ความพอใจโดยบังคับ ข่มขู่ หรือดูหมิ่นทำให้ผู้อื่นอับอาย ได้รับบาดเจ็บเป็นอันตราย มีความคิดดื้อรั้น ชอบความท้าทาย ความเสี่ยง และมีใจปิด ชอบทำอะไรโหด ๆ ต่อผู้อื่น ได้รับความพอใจโดยทารุณผู้อื่น อาจจะมีความสัมพันธ์แบบซาดิสม์ คือ เป็นฝ่ายทำร้ายผู้อื่น เพื่อให้ตนได้รับความพอใจส่วนตัวโดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกของผู้อื่น ไม่มีความละอายใจ และความรู้สึกสำนึกผิด ไม่รวมถึงเรื่องทางเพศนะในเคสนี้ เรียกว่า ซาดิสม์ สายเอส S | Assertive พวกชอบแกล้ง การแสดงออกรุกราน เกเร ชอบรังแก เอารัดเอาเปรียบ ขู่กรรโชก ผู้อื่นที่ด้อยกว่า เด็กอายุน้อยกว่า สัตว์ที่ไม่มีทางสู้ แต่กับคนที่เขาคิดว่าไม่มีทางเอาชนะ หรือข่มเหงได้ ก็จะไม่ทำพฤติกรรมไม่ดีต่อคนที่มีความเหนือกว่าเขา เจอของจริงพวกเขาจะไม่กล้าทำ นอกเสียจากพรรคพวกมากกว่า ยังอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง แต่บิดเบือนบรรทัดฐานทางสังคม ถ้ามีโอกาสก็จะเอาเปรียบ หรือข่มเหง รังแก เบ่งอำนาจ แสดงความรุกราน คุกคาม ก้าวร้าวใส่ได้ตลอดถ้าพบช่องทางสบโอกาส (เกือบไปทางอันธพาล แต่ไม่ถึงขั้นต่อต้านสังคม ยังมีความรู้สึกสำนึกผิดอยู่บ้าง แค่เด็กเกเร ออกนอกลู่นอกทางบ้าง แต่ต้องได้รับการดูแลสอดส่องมิฉะนั้นจะกลายเป็นอันธพาลได้ ถ้าไม่ได้ปรับทัศนคติและพฤติกรรม) |
| Obsessive- Compulsive แบบย้ำคิดย้ำทำ | แบบย้ำคิดย้ำทำ เข้มงวด เคร่งครัดกฎเกณฑ์อย่างมากเกินกว่าบรรทัดฐานทางสังคม มองโลกว่ามีกฎเกณฑ์และมีลำดับชั้น ข้ามขั้นตอนไม่ได้ ทำผิดไม่ได้ กลัวความผิดพลาด จะเกิดความไม่พอใจ หงุดหงิด กระวนกระวายใจ ทุกข์ใจ ถึงขั้นระเบิดอารมณ์ โกรธ โมโหอย่างรุนแรง ชอบทำอะไรซ้ำ ๆ หมกมุ่นเรื่องเดิม ๆ วนเวียนเป็นประจำ ไม่คิดที่จะเปลี่ยนแปลงตนเอง บึงตึง เคร่งขรึม เข้มงวดไม่มีความยืดหยุ่น จริงจัง จนเครียด รวมถึงกดดันให้ผู้อื่นทำตามระเบียบที่ตนเองกำหนด ถ้าไม่ทำตามก็อารมณ์เสีย | Perfectionism คนเจ้าระเบียบ มีจิตสำนึก พิถีพิถัน ละเอียดถี่ถ้วน เคร่งครัดในกฏระเบียบ ชอบความสมบรูณ์แบบ ต้องตรงเป๊ะ แต่ไม่ถึงกับบังคับให้คนอื่นทำตามที่ตนเองต้องการให้เป็นระเบียบทุกครั้งไป ยังมีความผ่อนปรนอยู่บ้าง อยู่ในบรรทัดฐานทางสังคมและความเป็นจริง (แค่ไม่พอใจ หงุดหงิดที่ไม่ได้ดั่งใจเรื่องความเป็นระเบียบ แต่ไม่ถึงกับเป็นทุกข์ร้อนใจ) |
| Passive-Aggressive / Negativistic | แบบดื้อเงียบ ขุ่นเคืองใจไม่พอใจได้ง่าย เป็นปฏิปักษ์ต่อต้าน ดื้อรั้น สงสัยไม่เชื่อ ไม่พอใจ ขัดขืนไม่ทำตามความคาดหวังของผู้อื่น ไร้ประสิทธิภาพอย่างจงใจ ระบายความโกรธโดยอ้อมด้วยการลอบบั่นทอนเป้าหมายและความสุขของผู้อื่นด้วยความดื้อดึงผลัดวันประกันพรุ่ง หน่วงเวลา ดื้อดึง เกียจคร้าน อารมณ์ไม่ดีไม่พอใจและหงิดหงุดรำคาญ กับบึ้งตึงและไม่พูดไม่จา ไม่แสดงออกซึ่งอารมณ์ งอนไม่คุยด้วย รังเกียจ เหยียดหยาม ประชดประชัน ใจแคบไม่สนใจความรู้สึกของผู้อื่น | Skeptical ช่างสงสัย ไม่ไว้วางใจใคร ทำตัวเป็นไม่เป็นมิตร ระแวงสงสัยในความสัมพันธ์ของผู้อื่น มองโลกในแง่ร้าย ไม่เชื่อใจใคร และไม่ยอมให้ความร่วมมือกับผู้อื่นเท่าที่ควรเพราะสงสัยในเจตนาของคนอื่นว่าจะไม่หวังดีต่อตนเอง สงสัยระแวง คิดมากจนเกินไปในทุก ๆ เรื่อง ทำให้ตัดสินใจช้าเพราะต้องขั่งน้ำหนักในความคิดของตนเองให้ดีก่อนจึงจะตัดสินใจทำ ยังอยู่ในบรรทัดฐานทางสังคมแต่กลัวใครทำให้ตนเองเจ็บ ระมัดระวังตัวมาก |
| Masochistic / Self-Defeating แบบลงโทษทำลายตนเอง | แบบลงโทษทำลายตนเอง กลัวความสุข ยอมรับใช้ ยอมรับผิด ยอมจำนน ยอมกล่าวโทษตำหนิตัวเอง สนับสนุนให้คนอื่นเอาเปรียบตน สงสัยคนที่ทำดีกับตน จงใจทำลายจุดมุ่งหมายของตนเอง หาคู่ที่โทษตนหรือกระทำไม่ดีต่อตน อาจจะมีความสัมพันธ์แบบซาดิสม์และมาโซคิส ไม่รวมถึงเรื่องทางเพศนะในเคสนี้ เรียกว่า มาโซคิสม์ สายเอ็ม M | Aggrieved คนยอมคน เคยได้รับบาดเจ็บทางใจ เคยถูกแกล้ง รังแก ยอมจำนน และยอมอ่อนทำตามความต้องการของอีกฝ่าย เพื่อให้ได้มีเพื่อนที่ ยอมรับตนเอง จึงยอมถูกกระทำ ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ไม่กล้าคิด ไม่กล้าตัดสินใจ เป็นคนยอมคน แต่ไม่ถึงขั้นตำหนิโทษตนเองจนทำให้เกิดความทุกข์ใจ ยังใช้ชีวิตปกติ แต่กลัวคน ยอมคน มีความประนีประนอมจนไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง |
| Schizotypal แบบเหินห่างจากตนเอง | แบบเหินห่างจากตนเอง การรับรู้ ทัศนคติที่แปลกพิกล บิดเบือนผิดเพี้ยนไปจากบรรทัดฐานทางสังคมและบิดเบือนไปจากความเป็นจริง เพ้อฝันเกินจริง หมกหมุ่น มีความเชื่อแปลกในเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ กระแสจิต เวทย์มนต์ เป็นต้น แต่ไม่ถึงขั้นวิกลจริต แค่วิตกกังวล หวาดระแวง ไม่เชื่อใจใคร แต่ไม่ถึงขั้นประสาทหลอน หรือหลงผิด แค่ผิดเพี้ยน อาจนำไปสู่ โรคประสาท และโรคจิตได้ ขาดทักษะในการเข้าสังคม มีปัญหาในการปรับตัวไม่ดี ไม่เหมาะสม แปลกแตกต่างจากคนอื่นโดยเห็นได้ชัด การพูดจาที่ใช้ศัพท์แปลก ๆ ถอนตัวจากสังคม และเหินห่างจากตนเองอย่างต่อเนื่องและยาวนาน เหม่อลอย ใจลอย ไม่ค่อยมีสมาธิ เพ้อผัน ไม่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด เพื่อน คู่รัก ครอบครัว หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าตัวต่อตัว เหินห่างจากตัวตน สับสนในภาพพจน์ของตนเอง มีความสับสนในจิตใจ ไม่แสดงออกทางอารมณ์ เฉยเมย ไร้ความรู้สึก เหม่อใจลอย ไม่แยแสไม่เอาใจใส่ผู้อื่น เบื่อหน่าย ไม่มีความสุข หมกหมุ่น เก็บกด กลัวเกินไป หวาดระแวงไม่ไว้วางใจผู้อื่น ไม่มีเป้าหมาย เลื่อนลอย เอาแน่เอานอนไม่ได้ วกวน สับสน ไม่มั่นคง | Eccentric คนแปลก อาจจะมีทัศนคติ ความรู้สึกนึกคิดที่แปลกแตกต่างจากคนอื่นไปบ้าง แต่ไม่มีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทั้งแบบใกล้ชิดและทางสังคม คนอื่นยังยอมรับได้ในความแปลกที่แตกต่าง อาจมีพฤติกรรมที่แปลกบางเรื่อง บิดเบือนไปเล็กน้อยแต่ไม่มากและไม่บ่อยนัก แต่ยังอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง คิดแปลก แต่ไม่เพี้ยน ไม่ค่อยมีสมาธิ คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปเรื่อย สับสน หมกมุ่น ฟุ้งซ่านไปบ้างเล็กน้อย เป็นคนระมัดระวังตนเองไม่ค่อยไว้ใจคน แต่ไม่ถึงกับหวาดระแวง การแสดงอารมณ์และการพูดจา พฤติกรรม อาจจะมีแปลกไปบ้างบางครั้ง นาน ๆ ครั้ง แต่ยังปรับตัวเข้ากับสังคมได้ แต่มีความสัมพันธ์ในวงจำกัด เฉพาะคนสนิทคุ้นเคยเท่านั้น ความรู้สึกนึกคิดทัศนคติ มีความเชื่อ ความคิดที่ไม่ค่อยเหมือนใคร อาจจะต่างไปบ้าง แต่ไม่มีผลต่อการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น และไม่มีผลกระทบต่อการทำงานหรือการดำเนินชีวิตเป็นปกติ ยังมีความปรารถนา ความตั้งใจ ในการทำตามเป้าหมายในชีวิตปกติ |
| Borderline แบบก้ำกึ่งอารมณ์ไม่มั่นคง | แบบก้ำกึ่งอารมณ์ไม่มั่นคง เอาแน่เอานอนไม่ได้ ใช้เล่ห์เหลี่ยมเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้อื่น กลัวการถูกทิ้งและความโดดเดี่ยวอย่างบ้าคลั่ง อารมณ์ไม่เสถียร ขึ้น ๆ ลง ๆ เปลี่ยนไปมาอย่างรวดเร็ว หุนหันพลันแล่น โกรธ โมโหระเบิดอารมณ์อย่างฉับพลัน สลับ เสียใจ เศร้าซึม ทำร้ายตัวเอง เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย รักและเกลียดกลับไปกลับมาอย่างรวดเร็ว เห็นตัวเองและบุคคลอื่นสลับไปมาว่าดีทั้งหมดหรือแย่ทั้งหมด อารมณ์ที่ไม่เสถียรและเปลี่ยนไปมาอย่างรวดเร็ว มีความสับสนในตนเองและสับสนในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น ไม่คำนึงถึงบรรทัดฐานทางสังคม มีปัญหาในการปรับตัวเข้ากับคนในสังคม | Capricious คนเอาแต่ใจ ทำตัวเหมือนเด็ก ประชดประชัน แสดงออกทางอารมณ์ไม่เหมาะสม เอาแต่ใจตนเอง อารมณ์อ่อนไหวเปลี่ยนแปลงได้ง่าย อารมณ์เสียหงุดหงิดไม่พอใจ พูดจาไม่ดี แสดงออกอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกับคนในครอบครัว คนรักและคนใกล้ชิดสนิทสนม บางครั้งก็พาลไปถึงคนอื่นในสังคมด้วย แต่ยังควบคุมอามณ์ได้อยู่ ไม่ได้ไปทำร้ายใครเดือดร้อน ยังวางตัวปรับตัวเข้ากับคนในสังคมได้ปกติ ดีก็ดีจนน่าดีใจ บทจะร้ายก็ร้ายจนน่ารังเกียจไม่อยากอยู่ใกล้ |
| Paranoid แบบหวาดระแวง | แบบหวาดระแวง ไม่เชื่อใจใคร และสงสัย หวาดระแวงผู้อื่น เป็นระยะเวลายาว โดยไม่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง คิดเข้าข้างตนเอง หวั่นวิตกว่าคนอื่นไม่หวังดี หมายปรองร้าย ทำร้ายตนเอง หมกมุ่นในความไม่เชื่อถือคนรอบข้าง คนในครอบครัว เพื่อน หรือคู่รัก หึงหวงเกินเหตุ กลัวเกินไปว่าจะถูกหักหลัง ทรยศความภักดี ทั้งที่ไม่มีหลักฐานข้อพิสูจน์และไม่เป็นความเป็นจริง เป็นคนปกป้องกันตนองอย่างเปิดเผย มักโทษผู้อื่นโดยหาเหตุผลเข้าข้างตนเองเพื่อให้ตนเองสบายใจ เป็นคนที่แสดงความปรปักษ์ไม่มีความเป็นมิตร บึ้งตึง เย็นชา ยากที่จะทำงานด้วยเพราะระแวงสงสัยไปทั่ว และยากที่จะสร้างความสัมพันธ์ด้วย และเป็นคนโกรธง่าย หงุดหงิด เครียด ไม่พอใจได้ง่าย ไม่ชอบการถูกสบประมาท วิพากษ์วิจารณ์ของผู้อื่น พร้อมที่จะตอบสนอง คุกคาม จู่โจมได้ทันที ที่เขารู้สึกไม่ปลอดภัย หรือถูกรุกราน | Suspicious คนระมัดระวังตัว คนมีความละเอียดพิถีพิถัน ระมัดระวังตัว ไม่ต้องการให้เกิดข้อผิดพลาดเกิดขึ้นกับตนเอง แต่ยังอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงและบรรทัดฐานทางสังคม ยังปรับตัวเข้ากับคนในสังคมได้ดี เพียงแต่ระมัดระวังตัว คิดมากและละเอียดรอบคอบ คิดมากแต่ไม่ถึงกับหมกมุ่น หวาดระแวงในความสัมพันธ์กับผู้อื่น ไม่เชื่อใจใครง่าย ๆ ยังมีความนับถือในตนเอง และเคารพนับถือไว้วางใจในบุคคลอื่นรอบตัวอยู่บ้าง แต่น้อยคนนักที่จะสนิทสนมด้วย |
ตีความหมาย จากแหล่งที่มา https://th.wikipedia.org/wiki/ความผิดปกติทางบุคลิกภาพ
http://www.millonpersonality.com/theory/diagnostic-taxonomy/
http://www.millonpersonality.com/dr-millon/
https://en.wikipedia.org/wiki/Theodore_Millon
https://psychcentral.com/personality/
https://th.wikipedia.org/wiki/ความผิดปกติทางบุคลิกภาพ
http://www.4degreez.com/misc/personality_disorder_test.mv
http://similarminds.com/personality_disorder_test.html
สรุป เพื่อให้สามารถแยกแยะ คนปกติ กับ คนโรคจิต คนโรคประสาท คนผิดปกติทางบุคลิภาพ ได้
ขอเน้นเรื่องการแยกแยะคน โรคจิต โรคประสาท คนผิดปกติทางบุคลิกภาพ และคนปกติที่มีอุปนิสัยเฉพาะตัว อีกครั้ง
โรคจิต = การรับรู้ผิดไปจากความเป็นจริง หลงผิด ประสาทหลอน ขาดความตะหนักรู้ในตนเอง อารมณ์แปรปรวนเปลี่ยนแปลงง่าย ไม่สามารถควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมของตนเอง การปรับตัวเข้าสังคมไม่ได้ไม่อยู่ในบรรทัดฐานทางสังคม ไม่มีสติสัมปะชัญญะไม่รู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี และไม่สามารถช่วยเหลือดูแลตัวเองได้ดีเท่าที่ควร
โรคประสาท = ไม่สามารถควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมได้เป็นบางครั้งที่เกิดอาการฉับพลัน แต่ไม่รุนแรงเท่าโรคจิต การรับรู้เป็นไปตามความเป็นจริงและบรรทัดฐานทางสังคม การปรับตัวเข้าสังคมได้ แต่บางครั้งไม่เหมาะสม มีผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับบุคคล และส่งผลต่อการทำงานในชีวิตประจำวันอยู่เล็กน้อย แต่เกิดขึ้นบ่อย ถ้าถูกกระตุ้นเร้าทางจิตใจและจากสภาพแวดล้อม
ความผิดปกติทางบุคลิกภาพ = หุนหันพลันแล่น ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ในบางขณะ การตระหนักรู้ในตัวตนผิดเพี้ยนไปบ้าง ความคิดทัศนคติดยังอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงและบรรทัดฐานทางสังคม แต่ผิดเพี้ยน บิดเบือนไปบ้าง ปรับตัวเข้าสังคมได้ แต่บางครั้ง ทำตัวไม่เหมาะสม ไม่ถูกกาลเทศะ มีโอกาสเกิดพฤติกรรมไม่เหมาะสมได้บ่อย เพราะเป็นอุปนิสัยบกพร่องทางบุคลิกภาพที่ติดตัวของเขา
กระผมขอกล่าวถึง คนที่ผิดปกติทางจิตทั้งหมด โรคจิต โรคประสาท ความผิดปกติทางบุคลิกภาพ ทั้วง 3 ประเภท ว่าตัวเราควรที่จะคบหาสมาคม หรือควรหลีกเลี่ยงจากเขา คนที่มีความผิดปกติ
ถ้าบุคคลนั้นเป็นคนที่เราไม่รู้จัก ควรหลีกเลี่ยงไม่คบหาสมาคมอยู่ให้ห่างไว้
ถ้าบุคคลนั้นเป็นคนที่เรารู้จัก แต่ไม่สนิท พูดคุยสนทนาด้วยได้ แต่รักษาระยะห่าง หลีกเลื่ยงได้จะเป็นการดีกับตัวเรา
ถ้าบุคคลนั้นเป็นคนใกล้ชิด หรือคนในครอบครัว ก็ต้องให้ความเอาใจใส่ดูแล เฝ้าสังเกต หาวิธีแก้ไขได้จะเป็นการดีต่อคนในครอบครัว ถ้าไม่ได้ก็พาไปพบแพทย์ขอคำปรึกษาดีกว่า
หมั่นพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ดึงเขาให้มีส่วนร่วมกับคนในครอบครัวและคนในสังคม ไม่ให้อยู่คนเดียวนานเกินไป จะได้ไม่เหินห่างจากสังคม ไม่เหินห่างจากตนเอง จนความคิดฟุ้งซ่าน ทัศนคติที่ผิดเพี้ยน บิดเบือน ไม่อยู่ในพื้นฐานความเป็นจริงและบรรทัดฐานทางสังคม ถ้าคนในครอบครัวหาวิธีแก้ไขไม่ได้ก็พาไปพบแพทย์ขอคำปรึกษาดีกว่า ปล่อยให้เขาแก้ปัญหาอยู่คนเดียวลำพัง ยังไงก็เป็น คนในครอบครัวเดียวกัน ต้องดูแลกัน ไม่ว่าจะมีเรื่องดี หรือเรื่องไม่ดี ก็ต้องช่วยเหลือดูแลเอาใจใส่กัน ก้าวผ่านข้อบกพร่องนั้นไปด้วยกัน
ถ้าบุคคลนั้น เป็นคนรัก ยังไม่ได้แต่งงาน ใช้ชีวิตร่วมกัน ก็ต้องดูว่า สิ่งผิดปกติทางบุคลิกภาพนั้นมีความเข้มข้น อาการหนักหรือรุนแรง อารมณ์ร้อน โกรธง่าย หุนหันพลันแล่น ที่ตัวเขาไม่สามารถควบคุมได้ หรือไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตัวของเขาได้ และส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ที่มีต่อกันในทางร้ายไม่ดีในระยะยาวได้ ก็ขอให้อยู่ห่าง หลีกเลี่ยง หาคนอื่นมาเป็นคู่สมรสดีกว่า ที่จะเสี่ยงให้เกิดสิ่งไม่ดีเกิดขึ้นกับคนในครอบครัวและลูกหลานในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น การทารุณต่อคู่สมรสและคนภายในครอบครัว (Domestic Violence) ทั้งทางจิตใจและร่างกาย แล้วตัวเขาจะสอนลูกของเราได้ดีหรือไม่ ถ้าเขาควบคุมตนเองไม่ได้ จะส่งผลกระทบต่อจิตใจของเด็กที่จะเกิดมาหรือไม่ ก็ให้ลองชั่งใจชั่งน้ำหนักดูแล้วกัน ระหว่างความรัก กลับอนาคตของตัวคุณและคนในครอบครัว ผมไม่ได้หมายความว่า คนผิดปกติทางบุคลิกภาพ จะเป็นกันทุกคน บางคนอาจไม่สามารถปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับคนอื่นโดยที่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อนไม่ได้ ก็ต้องอยู่ให้ห่าง เว้นระยะความสัมพันธ์ไปเป็นเพื่อนแทน ดีกว่ามาเป็นคู่ชีวิต
แต่ถ้าตัวคุณยอมรับได้ และปรับตัวเข้ากับเขาได้ ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่ต้องมานั่งคิดมาก เพราะถ้าคุณรักเขาจริง ๆ เข้าแล้ว ก็ต้องรับสภาพเขาที่เป็นอยูให้ได้
แต่ถ้า คนรักของคุณ อาการผิดปกติไม่มาก ไม่ส่งผลกระทบในทางเสียหาย ไม่ได้ทำร้ายจิตใจ หรือร่างกายต่อเรา หรือคนรอบข้าง มีโอกาสที่เขาจะปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมได้ คุณก็ต้องเป็นคนเลือกเองว่าจะ ยอมรับให้เขาเป็นคู่ชีวิตของคุณหรือไม่ อยู่ที่ตัวของคุณเป็นคนตัดสินใจเลือก เป็นสิทธิของคุณ เมื่อเลือกเขาเป็นคู่สมรสแล้วก็ต้องยอมรับผลที่จะเกิดขึ้นตามมาในวันข้างหน้าด้วย
คนที่มีความผิดปกติทางบุคลิกภาพ บางคนผิดปกติเล็กน้อย ก็พอรับได้ พอที่จะคบได้ หมั่นแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ให้ตัวของเขาค่อย ๆ ปรับทัศนคติและพฤติกรรมให้ดีขึ้นแสดงออกอย่างเหมาะสม ก็สามารถที่จะใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติ เราก็สามารถที่จะคบกับเขาเป็นเพื่อนได้ แต่ต้องเฝ้าสังเกต ช่วยดูแลหากพฤติกรรมของเขามีความเปลี่ยนแปลงไปจากปกติมาก ผิดเพี้ยนไปมาก ก็ต้องช่วยแก้ไข แต่ถ้าแก้ไขไม่ได้ก็ต้องกล่อมให้ไปปรึกษาจิตแพทย์ให้ช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ให้เขาได้กลับมาเป็นปกติมีความสุขกับชีวิตอีกครั้ง
แต่ในกรณีที่มีความผิดปกติ ที่มีความรุนแรง มีแนวโน้มทางอาการหนัก แสดงออกมาไม่เหมาะสมบ่อยครั้ง เราก็ต้องหลีกเลี่ยงไม่คบกับเขา เพราะจะนำพาความเสียหายส่งผลกระทบต่อเราได้ในระยะยาว ยกเว้นเป็นคนในครอบครัว หรือคนใกล้ชิด ที่เราต้องแลกเปลี่ยนปรับทัศนคติของเขาให้อยู่ในบรรทัดฐานทางสังคม ให้เขาสามารถปรับตัวให้เข้ากับคนอื่นได้
คนปกติ ก็ยังเป็นคนที่ไม่สมบรูณ์แบบ ย่อมมีความคิด ทัศนคติที่ ผิดเพี้ยนไปบ้างเล็กน้อย เป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งนั้นต้องไม่กระทบต่อการดำเนินชีวิต มีอารมณ์ดี อารมณ์เสีย พอใจ ไม่พอใจ ปะปนกันไป ทนทานต่อสิ่งเร้าแรงกระตุ้น ความกดดัน ความเครียดได้ไม่เท่ากัน จัดการกับปัญหาในชีวิตได้ไม่เหมือนกัน เกิดอาการเสียสมดุลได้ในบางครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา เป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับคนทุกคนอยู่แล้วทุกวัน ที่สำคัญไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน และต้องทำการปรับสมดุลในด้านอารมณ์และจิตใจให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันให้เป็นปกติ มีความสุขได้ในสภาพความเป็นจริงก็เพียงพอแล้ว
คนบกพร่องผิดปกติทางจิต ที่ต้องเฝ้าระวัง อยู่ให้ห่างหลีกเลี่ยงจากเขา
- พวกก้าวร้าว เกเรระราน และอันธพาล
พวกแสดงออกทางก้าวร้าว รุกราน คุกคาม ถ้าลูกหลานของเราเป็นฝ่ายถูกกระทำ ถ้าถูกแกล้ง รังแก เป็นเรื่องเล็กน้อยในสถานศึกษาก็ให้สถานบันศึกษาลงโทษผู้กระทำความผิด ถ้ามีการขู่บังคับกรรโชก ไถเงิน ยึดมือถือไปเป็นของตน หรือรีดไถทรัพย์สิน หรือทำร้ายร่างกาย ก็แจ้งความที่สถานีตำรวจเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตามกฏหมาย
พวกต่อต้านสังคม แสดงถึงความเป็นปรปักษ์อย่างชัดเจน และไม่มีความสำนึกรู้สึกผิด ให้กฏหมายจัดการ แจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดให้ได้รับโทษ จากการทำร้ายร่างกาย หรือทำให้ทรัพย์สินเสียหาย
พวกคลุ้มคลั่ง( Mania) วิกลจริตจิตฟั่นเฟือน Bipolar อารมณ์สองขั้ว พลุ่งพล่าน สลับ ซึมเศร้า เอาแน่นอนไม่ได้ ถ้าคนที่เราไม่รู้จักก็อยู่ให้ห่าง แล้วจะรู้ได้อย่างไร ตัวของเขามีท่าทางแปลก ๆ กระสับกระส่าย หงุดหงิดง่ายผิดปกติ ความคิดหลงผิด ประสาทหลอนคิดไปเอง ถ้าเป็นคนแถวบ้าน แล้วทราบว่าเขามีภาวะทางจิตไม่มั่นคง Mood Disorders หลีกเลี่ยงอยู่ให้ห่างเขาไว้ บางคนอาจเกิดจากการเสพยาเสพติดมานานและมีผลกระทบตามมาต่อสมองและจิตใจของเขา ถึงแม้จะเลิกเสพแล้วก็ตาม ยกตัวอย่างเป็นต้น
- พวกเสพสารเสพติด
ผู้เสพติดยาสารเสพติดเป็นประจำ มีผลกระทบต่อระบบประสาทและสมองโดยตรง ทำให้ทำงานผิดปกติ ส่งผลต่อการควบคุมอารมณ์และพฤติกรรม หงุดหงิด อารมณ์เสียได้ง่าย หุนหันพลันแล่น อารมณ์ปรวนแปร เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ไม่หลับไม่นอน ฟุ้งซ่านหมกหมุ่น ถึงแม้จะพักไม่ได้เสพยามาเป็นสัปดาห์แต่ยาเสพติดยังตกค้างในกระแสเลือดส่งผลให้ร่างกายผลิตสารเคมีในร่างกายไม่สมดุลส่งผลต่อการทำงานระบบประสาทและสมอง ทำให้ขาดการยับยั้งชั่งใจ ควบคุมอารมณ์ได้ไม่ดีเท่าที่ควร เมื่อเสพยาเสพติดมาก จะทำให้ประสาทหลอนคิดไปเองว่ามีคนมุ่งทำร้ายตนเอง หวาดระแวง วิตกจริต จนอาจทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้
ตัวของเราต้องเฝ้าสังเกตระมัดระวัง ไม่ให้ลูกหลานคนในครอบครัวไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ผู้เสพ ผู้ค้ายาเสพติด ต้องหลีกหนีให้ห่าง และไม่คบหาสมาคมด้วยเด็ดขาด ถึงแม้จะเป็นคนรู้จัก หรือเพื่อนบ้านก็ตาม ที่สำคัญมันมีโทษ ส่งผลไม่ดี ต่อตนเอง และกระทบต่อผู้อื่น อีกทั้งยัง ผิดกฏหมาย ห้ามเกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด
- พวกเสพติดสุรา แอลกอฮอล์
ผู้เสพแอกอลฮอล์เป็นประจำ ดื่มเหล้า ดื่มเบียร์ ดื่มไวน์ อย่างต่อเนื่อง ทำให้สารเคมีในร่างกาย และสมอง ทำงานไม่เป็นปกติ มีความหงุดหงิด ไม่พอใจ อารมณ์เสีย หุนหันพลันแล่น ควบคุมอารมณ์ตนเองได้น้อยลง เนื่องจากมีแอลกอฮอล์สะสมในกระแสเลือด ถึงแม้จะวัดแล้วไม่เกินเกณฑ์ตามกฏหมาย แต่มีสารตกค้างในกระแสเลือดส่งผลให้ร่างกายและสมองทำงานไม่เป็นปกติ ยิ่งถ้าคนเหล่านี้พักผ่อนน้อยไม่นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ก็ยิ่งมีผลกระทบต่อการทำงานของร่างกายและสมอง ส่งผลไม่ดีทั้งต่อตนเองที่ขี้หงุดหงิด ควบคุมตัวเองระงับอารมณ์ตนเองไม่ได้ ส่งผลไม่ดีต่อคนรอบข้างในสังคม ก่อปัญหาในการใช้ขับรถใช้ถนนร่วมกัน เรื่องเล็กน้อยก็แสดงออกก้าวร้าว หวังร้ายคิดทำร้ายผู้อื่น เพียงแค่เรื่องเล็กน้อย (ไม่ได้หมายความว่า ทุกคน จะเป็นเหมือนกัน บางคนอาจควบคุมอารมณ์ตนเองได้ ทำกิจการงานได้ปกติ เพราะมีสติรู้ตัว)
อยากให้ย้อนถามว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนกันเล็กน้อยบนท้องถนน ทำไมต้องทำร้ายร่างกาย หรือทรัพย์สินของผู้อื่น ถามเขากลับไปเลยว่า เมื่อวานหรือภายในสัปดาห์นี้เขาดื่มแอลกอฮอล์มาบ้างหรือไม่ เสพยาสารเสพติดมาบ้างไหม (ตรวจด้วยปัสสาวะก็สี่วันย้อนหลังได้ในเคสยาเสพติด ในเคสแอลกอฮอล์ถ้าดื่มประจำทุกวันตรวจปัสสาวะก็เจอ ปัจจุบันสามารถตรวจหาสารเสพติดได้จากเส้นผม ที่บอกย้อนหลังในการเสพได้นานถึงเก้าสิบวัน เพื่อรู้ได้ว่าเสพยาเสพติดอะไร และมีความถี่ในการเสพแค่ไหน เสพแอลกอฮอล์เพื่อดูลักษณะความถี่ในการดื่มได้ แต่มีต้นทุนในการตรวจสอบที่ค่าใช้จ่ายสูงมาก) ถึงได้หงุดหงิดง่าย ไม่ฟังเหตุผล ควบคุมตนเองไม่ได้ สารเสพติดตกค้างในกระแสเลือด ทำให้สารเคมีในร่างกายทำงานผิดปกตินั้นเอง มีอีกประเด็น คือคนพวกนี้เป็นคนขาดความยั้งคิด หุนหันพลันแล่น เป็นพวก เกเรระราน หรือ AntiSocial Disorder (อันธพาล) ขาดความสำนึกผิด ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี
และคนที่ดื่มเหล้าแอลกอฮอล์มากเกิน จะทำให้ขาดการยับยั้งชั่งใจ ขาดสติ ใจกล้าบ้าบิ่น หุนหันพลันแล่น อาจทะเลาะวิวาท เกิดความเสียหายต่อผู้อื่นเดือดร้อนได้
คนเสพยาเสพติด (Substance Use Disorders) และ คนเสพติดสุราแอลกอฮอล์ (Alcoholic Psychoses) เป็นประจำและต่อเนื่องยาวนาน ถือว่า เป็น โรคจิตประเภทหนึ่ง เพราะมีผลทำร้ายระบบประสาท สมอง และสภาพจิตใจ อยู่ในข่ายต้องเฝ้าระวัง อยู่ให้ห่างเขาไว้
คนที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ถ้าตัวเขา ควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมได้ ไม่ก้าวร้าว ระราน คุกคามผู้อื่น ก็ถือว่าไม่เป็นภัยต่อผู้อื่น แต่ควรที่จะรักษาระยะห่าง ให้ลูกหลานให้อยู่ห่าง ๆ และไม่ไปสนิทสนมด้วยจึงเป็นการดี
- ความผิดปกติทางเพศ
- คนข้ามเพศ Homosexual or Transgender จากหญิงไปเป็นชาย จากชายไปเป็นหญิง
ปัจจุบันนี้ มีความเปิดกว้างในความแตกต่างทางทัศนคติเรื่องเพศ ที่รักในเพศเดียวกัน ถามว่าผิดไหม กระผมว่าไม่ผิด ปัจจุบันสังคมยอมรับได้ มีการแต่งงานของเพศเดียวกัน ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ ตัวของเขาและครอบครัวของเขายอมรับได้ ก็เป็นสิทธิส่วนบุคคลของเขา ก็ถือว่าไม่ผิด แต่ผิดธรรมชาติแค่นั้น ไม่สามารถมีผู้สืบสกุลได้
คนข้ามเพศ ชายข้ามไปหญิง หญิงข้ามไปชาย เป็นเพื่อนก็คบได้ปกติ เพียงแต่ยอมรับเขาได้ เขายอมรับเราได้ (ไมได้กล่าวถึงเรื่องการเป็นคนดี หรือไม่ดีนะในเคสนี้)
- คนสองเพศ Bisexual คบกับชายก็ได้ หญิงก็ได้ เป็นเพื่อนคบหาสมาคมได้ แต่ไม่ใช่กรณีคู่รักนะ
ผู้หญิง กลัวมากกับ การได้แต่งงานกับผู้ชาย ที่รู้ภายหลังว่าเป็นเกย์ (Gay) ชายรักชาย หรือ คนสองเพศ (เสือไบ) ที่คบได้ทั้งหญิงและชาย เพราะฝ่ายหญิงจะเสียใจมากและอาจยอมรับไม่ได้จนต้องเลิกลากันไป
ผู้ชาย ก็กลัวเหมือนกัน ที่ได้เลสเบี้ยน (Lesbian) หญิงรักหญิง หรือ คนสองเพศ (นางไบ) เพราะถ้าคบกับทั้งสองฝ่ายทั้งหญิงและชายในเวลาเดียวกัน ก็จะมีปัญหาในความไว้วางใจในความสัมพันธ์ตามมา สุดท้ายก็ ต้องเลือกที่จะอยู่กับฝ่ายไหน และต้องเลิกลากับอีกฝ่ายหนึ่งและถ้าฝ่ายชายยอมรับไม่ได้ก็ต้องเลิกลากันไป
ยังปัญหาบานปลายอีกเยอะ ถ้าเลิกกัน มีทรัพย์สิน บ้าน ที่ดิน รถยนต์ ก็ต้องมาเรียกร้องแบ่งสมบัติ และถ้ามีลูกด้วยกัน ฝ่ายใดจะมีสิทธิในการเลี้ยงดูบุตรเป็นผู้ปกครองชอบธรรมตามกฏหมาย ก็ต้องเกิดข้อพิพาทกันอีก ต้องมาตกลงกันก่อนที่จะหย่าร้างกันไป
- คนประพฤติผิดปกติทางเพศ อนาจารหรือล่วงละเมิดทางเพศ และลักขโมยชุดชั้นใน
ชอบโชว์อวัยวะเพศ แอบดู ล่วงละเมิดจับ สัมผัส ลูบไล้ ถูไถร่างกายผู้อื่นโดยที่เขาไม่ยินยอม ขโมยชุดชั้นใน ทำอนาจารหรือและล่วงละเมิดทางเพศเด็กผู้เยาว์และคนชรา เป็นหน้าที่ของเราที่จะเฝ้ามองผู้คนรอบตัวและคนในละแวกแถวบ้านที่เราอยู่อาศัย มองดูผู้คนว่ามีใครมีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมเป็น คนประพฤติผิดทางเพศ ก็ให้สงสัยไว้ก่อน หลีกเลี่ยงไม่คบหาสมาคม และบอกกล่าวกับลูกหลานของเราให้ระวังไว้ โดยเฉพาะคนแปลกหน้าหรือคนรู้จักที่เอาขนม หรือเงิน สิ่งล่อใจให้เด็กเพื่อหวังให้เด็กยอมทำตามที่เขาต้องการประสงค์ทำไม่ดีทางเพศ ให้หลีกเลี่ยงและไม่รับของที่ให้โดยเสน่หาจากคนที่มีเจตนาแอบแฝง และไม่ใช่คนที่เราจะไว้วางใจได้ สังคมเดี๋ยวนี้มีคนมีความบกพร่องทางจิตเยอะมากแต่เรากับไม่รู้ว่าเขาอยู่ใกล้ตัวเรา ต้องเฝ้าสังเกตและเฝ้าระวังแทนลูกหลานของเรา
พวกซาดิสม์ ชอบทารุณทรมานทางเพศ และมาโซคิสม์ ชอบถูกกระทำทารุณทรมานทางเพศ ก็อยู่ที่ตัวคุณ หรือตัวคู่รักของคุณ ว่ายอมรับได้ไหม ถ้าไม่ได้ก็ต้องเลิกลากันไป อย่าให้ความต้องการทางเพศเพียงอย่างเดียวมาทำให้ชีวิตของคุณในด้านอื่นไม่มีความสุขไปด้วย เช่น การเหยียดหยาม ดูถูก ทำให้อับอาย ถูกลงโทษทั้งที่ตัวคุณเองไม่ได้กระทำสิ่งที่ผิดเลย หรือถูกบังคับ ฝืนใจในสิ่งที่คุณไม่ต้องการและไม่อยากที่จะยินยอมไม่เต็มใจทำ เป็นต้น ถ้าคุณทนไม่ได้ ยอมรับไม่ได้ ก็บอกเลิกดีกว่า หรือไม่ก็หาหลักฐานและแจ้งความดำเนินคดีในโทษฐานทำร้ายร่างกาย เพื่อเป็นประโยชน์ในการฟ้องหย่า แล้วเลิกกันด้วยดีเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
http://www.kodmhai.com/m2/m2-2/m2-276-287.html#279
http://www.nicfd.cf.mahidol.ac.th/th/images/stories/law202
http://haamor.com/th/แอลกอฮอล์และระบบประสาท/#article103
สรุป ความผิดปกติทางบุคลิกภาพ
คนเราไม่มีใครสมบรูณ์แบบพร้อมไปทุกอย่าง ย่อมมีดี ย่อมมีบกพร่อง ในความผิดปกตินั้น ถ้าไม่หนักหนารุนแรง ไม่ทำให้คนอื่นไม่ปลอดภัย เดือดร้อน ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อผู้อื่นและต่อตนเอง ก็ถือว่าอยู่ในฐานที่ยอมรับได้ เคารพในความแตกต่าง ถึงจะแปลก ผิดเพี้ยนไปบ้าง ถ้ารับได้ก็คบหาสมาคมได้ แต่จะเป็นในรูปแบบสถานะ คนไม่รู้จัก คนรู้จัก คนคุ้นเคย เพื่อนบ้าน เพื่อนห่าง ๆ เพื่อนสนิท คนใกล้ชิดสนิทสนม คนรัก ก็อยู่ที่คุณเลือกจะปฏิบัติกับเขาในสถานะอย่างไร คุณเลือกเอาเอง ขึ้นกับความพอใจส่วนบุคคลของคุณ
ถ้าตัวของเขาที่ผิดปกติ ทำให้เรารู้สึกไม่ปลอดภัย ทำให้เราเดือดร้อนทางกายทางใจ ก็หลีกเลี่ยงไม่ไปคบหาสมาคม ไม่ข้องเกี่ยวด้วยดีที่สุด ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องหาวิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตัวเรา และตัวของเขา ในเรื่องการสร้างสัมพันธภาพระยะยาวต่อกัน
คนปกติบางคน เมื่อเจอปัญหาจัดการแก้ไม่ได้ (ขาดทักษะ Problem Solving Skill) จนเกิดความตึงเครียด (ขาดทักษะการจัดการความเครียด (Stress Skill) ก็อาจทำให้ความคิด ทัศนคติ ผิดแปลก มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปในทางไม่ดีได้เหมือนกัน แต่ต้องไม่ใช้เวลานานเกินไปกับการมีภาวะเสียสมดุลทางจิตใจ ถ้าเขาปรับตัว ปรับทัศนคติในทางที่ดีขึ้นได้ เขาก็จะกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ดีเหมือนปกติอีกครั้งได้ ถ้าไม่ได้เขาก็จะเกิดความผิดปกติทางจิตในระยะยาวได้ อาจทำให้เป็น โรคประสาท และโรคจิตได้ในอนาคต