สำนวน "ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง" มีความหมายว่า ตำหนิผู้อื่นว่าอย่างไร ตนเองก็ทำอย่างนั้น"
สำนวนนี้มีที่มาจากวรรณคดีเรื่องอิเหนา ซึ่งได้รับเค้าโครงเรื่องมาจากชวาหรืออินโดนีเซีย ชื่อตัวละครและสถานที่ต่างๆจึงเป็นภาษาชวา ถ้อยคำภาษาชวาจึงเข้ามาปะปนใช้ในภาษาไทยเป็นอันมาก เนื้อเรื่องจึงมีการผสมผสานวัฒนธรรมของไทยและชวาเข้าด้วยกัน วรรณคดีเรื่องอิเหนาในวงวรรณกรรมไทยมีหลายสำนวน เช่น บทละครเรื่องอิเหนา อิเหนาคำฉันท์ นิราศอิเหนา แต่ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นยอดของวรรณคดีประเภทบทละครรำ คือ บทละครเรื่องอิเหนา พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
อิเหนาหรือระเด่นมนตรี เป็นโอรสของท้าวกุเรปันและประไหมสุหรีแห่งกรุงกุเรปัน ในราชวงศ์อสัญแดหวา อิเหนาเป็นเจ้าชายรูปงาม มีเสน่ห์ เจรจาอ่อนหวาน นิสัยเจ้าชู้ มีความเชี่ยวชาญในการใช้อาวุธกริชและกระบี่ ท้าวกุเรปันได้สู่ขอนางบุษบาธิดาของท้าวดาหาให้เป็นคู่ตุนาหงัน (คู่หมั้น)ของอิเหนาตั้งแต่เด็ก ครั้นอิเหนาเติบโตเป็นหนุ่มก็ได้พบรักกับนางจินตะหราวาตีและลุ่มหลงนางมาก ถึงกับปฏิเสธการแต่งงานกับนางบุษบา แต่ในเวลาต่อมากลับหลงรักนางจนกระทั่งวางแผนลักพาตัวนางไปในขณะที่กำลังจะเข้าพิธีวิวาห์กับจรกา ระตูผู้ต่ำศักดิ์กว่า เป็นเหตุให้องค์ปะตาระกาหราเทวดาบรรพบุรุษของราชวงศ์โกรธเคืองจึงบันดาลให้ลมหอบนางบุษบาไป ต้องพลัดพรากจากอิเหนาเป็นเวลาหลายปี ได้รับความทุกข์ทรมานใจแสนสาหัส ในที่สุดองค์ปะตาระกาหราเกิดความเห็นใจช่วยให้อิเหนาและบุษบาได้พบกันอีกครั้งหนึ่ง
การกระทำของอิเหนาที่เป็นการ"ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง" คือ เมื่ออิเหนาปฏิเสธการแต่งงานกับนางบุษบาอย่างไม่มีเยื่อใย โดยแจ้งไปในสาส์นว่า
...อันการที่จัดแจงไว้
อย่ามีอาลัยเลยกับข้า
แม้นใครมาขอบุษบา
จงให้ตามปรารถนาเขานั้น...
ท้าวดาหาโกรธมากจึงประกาศยกนางบุษบาให้แก่ใครก็ได้ที่มาสู่ขอ จรการะตูต่ำศักดิ์ รูปชั่วตัวดำจึงได้เป็นคู่หมั้นของนางบุษบา ส่วนวิหยาสะกำได้เห็นรูปนางบุษบาก็คลั่งไคล้นางมาก ท้าวกระหมังกุหนิงผู้เป็นบิดาต้องมาสู่ขอนางให้กับวิหยาสะกำ แต่ท้าวดาหาไม่ยอมยกให้เพราะยกนางให้เป็นคู่หมั้นจรกาเสียก่อนแล้ว จึงเกิดศึกชิงนางบุษบาขึ้น ท้าวกุเรปันมีสาส์นสั่งให้อิเหนาไปช่วยรบ อิเหนาอ่านสาส์นแล้วก็ตำหนินางบุษบาว่าไม่งามเท่าจินตะหราวาตี และตำหนิเจ้าเมืองต่างๆที่มาติดพันนางบุษบาว่า...
...หลงรักรูปนางแต่อย่างนั้น
จะพากันมาม้วยไม่พอที่
แม้นงามเหมือนจินตะหราวาตี
ถึงจะเสียชีวีก็ควรนัก...
ครั้นอิเหนาได้พบกับนางบุษบาเป็นครั้งแรกก็ถึงกับตกตะลึงในความงาม เพ้อรำพึงเป็นบทเพลงขึ้นว่า
...เจ้าเอยเจ้าดวงยิหวา
ดังหยาดฟ้ามาแต่กระยาหงัน
ได้เห็นโฉมฉายเสียดายครัน
ฉุกใจไม่ทันคิดเอย
เจ้าดวงยิหวาพี่
เจ้าจะจรลีไปไหน
พี่จะอุ้มไปส่งนะดวงใจ
ภูวไนยก็เคลื่อนองค์เอย
อิเหนาเป็นเอามากทีเดียว อาการลุ่มหลงนางบุษบามากกว่าจรกาและวิหยาสะกำที่อิเหนาเคยค่อนขอดเสียอีก
...ฉุกใจได้คิดสิการแล้ว
ดังดวงแก้วตกต้องแผ่นผา
ร้าวระยำช้ำจิตเจ็บอุรา
ปิ้มว่าจะวายชีวี
แน่นอนถอนฤทัยใหลหลง
ถึงองค์บุษบายาหยี
ลืมสามสุดานารี
ภูมีสร้อยเศร้าโศกาลัย...
นี่แหละที่มาของสำนวน "ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง"





