ทำไมเราไม่สามารถจะเกลียดประเทศของเราได้?

จริงๆแล้ว เราสามารถเกลียดมันได้ เราสามารถเกลียดในเรื่องความเหลื่อมล้ำของรายได้ ที่มีคนเพียง 1% ร่ำรวยที่สุด เราสามารถเกลียดระบบราชการที่ทำแบบเช้าชามเย็นชาม และระบบที่ไม่ทำหน้าที่ของมันเอง ซึ่งมีแต่การฉ้อโกง และเราสามารถเกลียดยิ้มแบบไทย หากเราเชื่อว่ามันเป็นการซ่อนข้อเท็จจริงที่น่าเกลียดของความรู้สึกของเรา

เราสามารถเกลียดทุกๆสิ่ง เราสามารถเกลียดสิ่งที่เลว และสิ่งที่ไม่ทำหน้าที่ของตนเอง เราสามารถกรอกตาไปรอบๆ และกล่าวว่า “นี่คือประเทศไทย” เราสามารถวิพากษ์และบ่นตราบเท่าที่เรายังอยู่ในกฎหมาย และเคารพในความเหมาะสมของมนุษย์

เป็นความจริงที่ว่าการเกลียดชังเป็นลักษณะเชิงลบ และไม่สามารถจะเป็นเครื่องมือที่ให้แรงดลใจกับประเด็นใหม่ได้ แต่มันไม่เป็นอาชญากรรมในการเกลียดสังคมไทยและวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คนที่จงเกลียดจงชังสังคมและวัฒนธรรม ที่กำลังมีแรงดลใจในการเปลี่ยนแปลงพวกมัน

การมีโฆษณาทางการเมืองอันล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านคนชังชาติ หรือคนไม่รักชาติจำนวนมาก หรือประชาชนที่เกลียดประเทศของตนเอง จึงเป็นเรื่องไม่จริงแต่อย่างใด

ความนิยมในเรื่องนี้เกิดจากอดีตพรรคประชาธิปัตย์ คือ นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม ซึ่งตอนนี้ได้เข้าร่วมกับพรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่ผู้ร่วมก่อตั้งคือการปิดกรุงเทพฯ ที่นำโดยการปลุกระดมของสุเทพ เทือกสุบรรณ

ในการส่งข้อความเฟซบุ๊ค วรงค์กล่าวว่าคนที่ไม่รักชาติคือคนที่ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ คนไม่รักศาสนา ดูหมิ่นวัฒนธรรมของตน ให้ร้ายประเทศไทย และปฏิเสธที่จะยอมรับการตัดสินของศาล

ถึงแม้ว่านิยามของเขาเกี่ยวกับคนไม่รักชาติไม่มีความแน่นอน แต่นักการเมืองขวาจัดยังเสนอกฎหมายในการจัดการพฤติกรรมลักษณะนั้นด้วย

โชคร้ายเป็นอย่างยิ่ง วรงค์อาจหุนหันพลันแล่นไปเสียหน่อย เขาเลือกที่จะเสนอกฎหมายว่า “ร่างกฎหมายต่อต้านการชังชาติ ซึ่งอาจทำให้ชาวต่างชาติไม่รู้ว่าเขาพูดถึงเรื่องอะไร

คำขวัญเรื่องการชังชาติมุ่งหมายไปที่นักการเมือง และประชาชนที่อยู่ในฝั่งการเมืองแบบประชาธิปไตยเสรีนิยม พรรคอนาคตใหม่ ที่ต่อต้านกับเผด็จการทหาร และผลักดันประเด็นที่ก้าวหน้าน่าจะเป็นจุดมุ่งหมายหลัก

ถึงแม้ว่านิยามที่ลื่นไหล และขาดซึ่งหลักวิชาการ แต่คำขวัญเรื่องชังชาติเป็นที่รับรู้ด้วยดีกับพวกขวาอนุรักษ์นิยม และผู้สนับสนุนของพวกที่มีคติเช่นนี้

มันดูเหมือนว่าจะมีความกลัวที่เกิดขึ้นกับการเมืองแบบขวา ซึ่งตอนนี้ได้เป็นรัฐบาลอยู่ พวกเขาจะกังวลกับความต้องการการเปลี่ยนแปลง พวกเขาจะเกลียดพลังเสรีนิยม และยินดีในการขยายขอบเขต ต่อสู้กับอำนาจที่ต้องการให้สังคมมีความเป็นธรรม ถึงแม้ว่าจะมีความหวังน้อยเกินไปก็ตาม

วรงค์ยังคงให้ปัจจัยความกลัวมาทำให้ประเด็นเรื่องอนุรักษ์นิยมนี้ยืนยง เขายกตัวอย่างประชาธิปไตยแบบเกลียดตนเอง ที่นำไปสู่การประท้วงแบบต่อเนื่องในฮ่องกง เขายังเน้นในเรื่องการประท้วงแบบมวยหมู่ ความรุนแรง และการล่มสลายทางเศรษฐกิจ และอ้างว่าสิ่งนี้เกิดขึ้น เพราะประชาชนเน้นไปที่ประชาธิปไตยมากเกินไป

พวกผู้ชนะฝ่ายขวาไม่สนใจเรื่องปัจจัยต่างๆในการลุกฮือของการประท้วงที่ฮ่องกงหรอก รวมถึงความทะเยอทะยานของคนฮ่องกง โดยเฉพาะพวกวัยรุ่นที่ต่อต้านการนโยบายแบบเข้มของจีนด้วย การประท้วงของฮ่องกงเป็นเรื่องประชาธิปไตย และต้องการอย่างถึงที่สุดของอิสรภาพที่มากขึ้นในหมู่เยาวชน รวมทั้งปัจจัยอื่นๆด้วย

มันเป็นความตื้นเขินที่วรงค์ลดทอนการประท้วงของคนฮ่องกงที่เข้าใจประชาธิปไตยแบบผิดๆ

เหตุผลอันสั่นคลอนผ่านการอ้างว่าคนไทยต้องผนึกกำลังกันรักษาความสุดยอดของวัฒนธรรมไทย, ประเพณีที่ยิ่งใหญ่, ความใจดี, และความสุภาพ

นี่คือการสรุปรวมแบบไม่จริง วัฒนธรรมไทยเป็นสิ่งที่กว้างขวางมาก ในแง่หนึ่งเป็นผลจากการปฏิบัติร่วมกัน รวมถึงการเห็นพ้อง ที่เกิดขึ้นชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น มันมีความหลากหลายและสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ไม่มีอะไรเป็นที่สุดสำหรับวัฒนธรรม

มันเป็นความจริงที่ว่าคนที่ได้รับผลประโยชน์จากบางส่วนของวัฒนธรรมไม่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คนแก่ที่ไม่เกิดประโยชน์อะไรอีกแล้วชอบให้เยาวชนหมอบคลาน และไม่ตั้งคำถามกับการประเมินของพวกเขา แต่หากเธอเป็นผู้น้อย ทำไมจึงไม่สามารถตั้งคำถามกับคนมีอำนาจได้ หากพวกเขาทำผิด คุณต้องการให้บรรทัดฐานเหล่านี้เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมหรือ? คุณต้องการให้พวกเขาเปลี่ยนมันหรือไม่?

ประชาชนสามารถเกลียดประเทศพวกเขาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากประเทศนั้นได้รับความทุกข์จากความอยุติธรรม ความเหลื่อมล้ำแบบสุดขั้ว พวกหัวรุนแรง และไม่มีความอดทนต่ออะไรเลยก็ตาม นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะทำลายและขยี้ทุกสิ่งทุกอย่างลงไป นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะไม่ต้องการทำงานเพื่ออนคตที่ดีของประเทศของตน

การรับรู้ผิดๆ และความไม่มั่นคงทางวิชาการ โฆษณาชังชาติก็ไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงความกลัวการเปลี่ยนแปลงของชนชั้นนำเท่านั้น

แปลและเรียบเรียงจาก

Atiya Achakulwisut. Elite hide behind phoney shield of patriotism.

https://www.bangkokpost.com/opinion/opinion/1807359/elite-hide-behind-phoney-shield-of-patriotism