จนทำให้ผมอดคิดไม่ได้ ว่าถ้าโรงเรียนต่างๆไม่มีบุคคลแบบนี้ ไม่มีภารโรงหรือลูกจ้างชั่วคราวมาช่วยแบ่งเบางานของครูและนักเรียน..โรงเรียนจะอยู่กันอย่างไร?

         ปี ๒๕๖๒..ครบ ๑๐ ปีพอดีที่ผมไม่มีนักการภารโรง เคยหวังลึกๆว่าสักวันจะได้ตำแหน่งนี้คืนมา  แต่ต้องยอมรับว่าเกณฑ์ก็คือเกณฑ์ เมื่อเกษียณแล้วก็จะต้องถูกตัดไป

    หลายโรงเรียนก็เหมือนกัน โรงเรียนใหญ่เมื่อไม่มีภารโรง เขตจะจัดสรรลูกจ้างชั่วคราวให้ ปัจจุบันยังไม่ได้รับการจัดสรรลูกจ้างให้อีกเป็นจำนวนมาก

        ผมรำพึงรำพันเรื่องนี้ ก็เพราะในที่ประชุมคณะกรรมการสถานศึกษา ที่ผมเชิญมาประชุมในวันนี้ เพื่อเตรียมการงานวันเด็ก ถามผมในที่ประชุม

        เพราะปีการศึกษาที่ผ่านมา มีข่าวครึกโครมที่ รมต.ศธ.ประกาศว่าจะให้มีภารโรงทุกโรงเรียน กรรมการสถานศึกษาจึงถามว่าจะมีโอกาสได้หรือไม่?

        ผมตอบได้ทันทีว่าริบหรี่เหลือเกิน เพราะงบประมาณของสพฐ.ก็มีความจำกัด รัฐมนตรีคนที่เคยประกาศไว้ตอนนี้ก็ไม่ได้อยู่รับผิดชอบคำพูดของตัวเอง

        ช่วงนี้ สพฐ.แจ้งออกมาอย่างชัดเจน..สรุปใจความได้ว่า ไม่สามารถดูแลอัตราจ้างภารโรงได้ครอบคลุมทั้งหมด บางโรงอาจต้องมีปัญหาที่ต้องรอไปก่อน

        เงื่อนไขของการเกษียณ ตาย หรือลาออก..ก็ยังอยู่ในเงื่อนไขให้รับรู้ว่าต้องถูกตัดอย่างแน่นอน ทั้งที่ภาระโรงเรียนกับความต้องการจำเป็นสัมพันธ์กันเหลือเกิน

        ผมก็เลยถือโอกาสกราบขอบพระคุณ คุณกร่าง กรับทอง กรรมการสถานศึกษา ด้วยวัย ๗๐ ปี และเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำภาคกลางคืนของโรงเรียน

        หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นภารโรง..แท้จริงแล้วไม่ใช่ เพราะผมให้ค่าตอบแทนไม่มาก พอผมรายงานข้อมูลให้ทราบ ที่ประชุมต่างขอบคุณยามกร่างและขอให้ท่านอยู่ต่อ

        กันยายน ๒๕๔๙ ที่ยามกร่าง กรับทอง..ดูแลความเรียบร้อยของโรงเรียนมา ๑๓ ปีเต็ม ได้รับค่าตอบแทนจากผมเดือนละ ๒,๕๐๐ บาท..ผมรู้สึกคุ้มมากๆ

        ถึงแม้ว่าผมจะจ่ายเงินส่วนตัวไปแล้วกว่า ๓๐๐,๐๐๐ บาท แต่ผมกับครูก็ไม่ต้องกังวลในยามค่ำคืน ไม่ต้องเปิดประตูและหน้าต่างห้องเรียน ห้องธุรการและห้องพักครู

        นักเรียนมาโรงเรียนแต่เช้า ยามกร่างจะอยู่ดูแลจนกว่าครูจะเดินทางมาถึง จึงจะกลับบ้านในเวลา ๐๗.๓๐ น. ภารกิจเล็กๆแต่ดูยิ่งใหญ่ในหัวใจของครูทุกคน

        จนทำให้ผมอดคิดไม่ได้ ว่าถ้าโรงเรียนต่างๆไม่มีบุคคลแบบนี้ ไม่มีภารโรงหรือลูกจ้างชั่วคราวมาช่วยแบ่งเบางานของครูและนักเรียน..โรงเรียนจะอยู่กันอย่างไร?

        เราคงต้องรับรู้โดยทั่วกัน และปฏิเสธไม่ได้ว่าการศึกษาไทยเดินทางมาถึงจุดนี้แล้ว..คือจุดของเส้นทางคุณภาพ..ที่มิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอีกต่อไป

        ผมขอกราบขอบพระคุณยามกร่าง กรับทอง ในที่ประชุมอีกครั้ง..ขอให้ท่านดูแลและรักษาสุขภาพไปจนถึงปี ๒๕๖๖...เราจะออกจากเส้นทางนี้ไปพร้อมๆกัน

        มหัศจรรย์ใจอยู่ไม่น้อย..๑๐ ปีที่ผ่านไป ผมทำให้โรงเรียนเติบโตและเด็กเพิ่มขึ้น แต่มันย้อนแย้งกับตำแหน่งที่ควรจะมี แต่มันไม่มีอยู่จริง...แล้วผมเดินมาได้ยังไง?

        ผ่านการได้รับรางวัลมากมาย..ทั้งโรงเรียนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง รางวัลชนะเลิศยอดเยี่ยมระดับประเทศ โรงเรียนขนาดเล็กด้านบริหารการจัดการ ของสพฐ.

        ผมได้รับรางวัลผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็กดีเด่น ๒ ครั้ง จากมูลนิธิครูกาญจนบุรี เนื่องในงาน”วันครู”ที่ประเมินผู้บริหารทุกๆ ๕ ปี/ครั้ง

        ได้รับคัดเลือกให้ได้รับรางวัลโรงเรียนขนาดเล็กที่มีวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ จาก สพฐ.ถึง ๓ ปีซ้อน พ.ศ. ๒๕๕๗ – ๒๕๕๙

        จากนั้น ก็ได้รับเกียรติบัตรยกย่องเชิดชูเกียรติอีกมากมาย รวมทั้งคะแนนเฉลี่ยการสอบระดับชาติ ป.๓(NT) และ ป.๖ (ONET)ก็สูงว่าค่าเฉลี่ยของระดับชาติ ๓ ปีซ้อนเช่นเดียวกัน..

        ผมเชื่อว่า..รางวัลหรือความดีงามก็คงไม่แตกต่างจากโรงเรียนอื่น รวมทั้งภาระงานของโรงเรียนก็คงไม่แตกต่างกัน..ถ้าผมกับครูไม่ต้องใช้เวลาไปจัดการกับงานภารโรง หรือภาระโรงเรียน..การจัดการศึกษาหรือการเรียนการสอน น่าจะไปได้สวยกว่านี้..

        แต่..เอาเถอะ...พอเพียงพอดี..พอใจในสิ่งที่มี..ก็ทำให้มีความสุขในบ้านหลังนี้พอสมควร

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๑๘  ธันวาคม  ๒๕๖๒