ป่าผืนนี้พวกเราเคยมาลุย พร้อมกับรับฟังการเล่าเรื่องราวที่น่าทึ่งกับการเกิดขึ้นของต้นไม้ทุกต้นจนเป็นป่า เพราะมันเป็นป่าที่ใช้มือคนปลูก จากพื้นที่เดิมเตียวโล่งเพราะใช้ปลูกมันสำปะหลังมาหลายปี สำนึกภายในบอกว่าต้องเปลี่ยนความว่างเปล่าให้เป็นป่า จึงลงมือปลูกมัน และเฝ้าฟูมฟักมานานวันแล้ววันเล่า เดือนแล้วเดือนเล่า ปีแล้วปีเล่า ถ้าใจไม่รักจริง มีหรือจะเป็นป่านี้ขึ้นมา

ที่นั่งปูนง่ายๆ โล่งๆ ท่ามกลางธรรมชาติแห่งต้นไม้ ที่นี่คือห้องเรียน ลานเสวนา การแลกเปลี่ยนพูดคุยกัน การสอน การเรียนรู้ สรรพสิ่งที่พรั่งพรูออกมาจากปากผู้ลงมือสร้างไหลหลั่งออกมาจากปาก สู่ประสาทการฟังที่ทึ่งกับเรื่องราวเหมือนการเสก เป่า นิมิตร แต่มันมิใช่ปาฏิหาริย์ มันเป็นสร้างมาด้วยมือ ระหว่างทางของการลงมือทำ สาระและคุณค่าแห่งสำนึก เทกระจาดลงบนที่นั่งแห่งนี้ ให้ผู้มาเยือนแบ่งปัญญาเก็บกวาดเอาไปห่อหุ้มความคิด สำนึกภายใน

กลิ่นหอมของดอกไม้ป่า ดอกไม้บ้านมันบ่งบอกถึงอารมณ์ของเจ้าของสถานที่ ที่มีความละเมียดละไม จึงมีคำกล่าวว่าท่ามกลางความร้อนจัดของฤดูกาลนี้นั้น ร้อนในเมืองแตกต่างกับร้อนในป่าแบบนี้ เพราะร้อนในป่ามันมีความเขียวของธรรมชาติของต้นไม้ และมีกลิ่นหอมโรยลอยมาให้เราดื่มด่ำ

ผู้มาเยือนก้มมองเมล็ดพันธุ์ไม้ที่กองบนพื้นดินมากมาย อันเนื่องมาจากป่าที่ส่งมอบผลผลิตมาให้มากมายจนล้นหลาก แล้วผู้มาเยือนก็ร้องขอเอาไปขยายพันธุ์ที่บ้านต่อ ไม่ใช่เพียงอนุญาตด้วยความยินดี ยังช่วยกันก้มลงเก็บเมล็ดพันธุ์เพื่อส่งมอบให้ด้วยความยินดียิ่ง มิตรภาพต่อกันถูกสานสอดร้อยรัดเอาไว้ด้วยใจ และสำนึกภายในที่มีต่อกัน

ระลึกถึงท่านผู้เป็นเจ้าของพื้นที่ที่จากลาเราไป ข้าพเจ้าเดินไปแล้วเอามือสัมผัสภาพผู้ล่วงลับททั้งสองภาพนั้น ภายในได้ส่งความรู้สึกแห่งการคารวะ และคิดถึง “พ่อครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤติ”