คำทั้งเจ็ดคำที่เป็นชื่อบันทึกนี้เป็นวิธีการเรียนรู้ของตัวผมเอง ในช่วงเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่เล็กจนโต ผมได้อาศัยกระบวนการทั้งเจ็ดนี้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลาเพียงแต่ช่วงเวลาไหนจะเน้นหนักไปทางใด
อ่าน ผมรู้จักการอ่านตั้งแต่ผมเริ่มเข้าเรียนชั้น ป. 1 (ผมไม่ได้เรียนชั้นอนุบาลเพราะโรงเรียนที่หมู่บ้านไม่มี) ผู้ที่สอนผมอ่านหนังสืออย่างมากและสอนผมเกือบทุกคืนก็คือคุณตาของผมเอง (นายทวน มีเจริญ ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) ท่านเป็นผู้ที่มีส่วนอย่างมากที่ทำให้ผมเป็นคนรักการอ่านมาจนถึงทุกวันนี้ ผมอ่านหนังสือทุกชนิด ทุกประเภท ไม่ว่าจะปกอะไรก็ตาม ขอให้เป็นหนังสืออ่านได้หมดทั้งทางโลกและทางธรรม ที่สำคัญผมจะพยายามอ่านอย่างพินิจพิจารณาเพื่อเอาประโยชน์จากหนังสือทุกเล่มที่ผมเสียเวลาอ่านให้ได้ น่าจะเรียกได้ว่าเป็นการอ่านแบบ Critical reading
ฟัง เมื่อผมไปเรียนหนังสือเวลาครูสอนไม่ว่าในระดับชั้นไหน ผมต้องเข้าใจให้ได้ว่าครูกำลังสอนอะไร มันเกี่ยวโยงเชื่อมโยงกันอย่างไร จะเอาไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร ผมจะพยายามหยิบเอาแก่นหรือประเด็นที่เป็นประโยชน์ออกมาให้ได้ เป็นการเติมเต็มส่วนขาดจากการอ่านที่บางครั้งก็ไม่สามารถปะติดปะต่อเรื่องราวเพื่อมาใช้ประโยชน์ได้ พอได้ฟังบ่อยครั้งที่เก็บประเด็นได้เร็วกว่าการนั่งอ่านเอง เพราะผู้บรรยายจะเก็บรวบรวมจากหลายที่หลายแหล่ง หลายตำรา หลายประสบการณ์ก่อนจะนำมาพูดมาบรรยายให้เราฟังได้ เมื่อผมนั่งฟังบรรยายผมจะคิดตามไปด้วยว่าผมจะเอาอะไรที่ได้ฟังไปใช้ประโยชน์กับงานหรือชีวิตได้บ้าง สิ่งที่ทำไปพร้อมกับการฟังก็คือการจดประเด็นสำคัญๆไว้ กันลืม ดังนั้นเมื่อฟังจึงต้องจดจำไว้ คือทั้งจด และ ทั้งจำ ที่เห็นได้ชัดอันหนึ่งก็คือเรื่องการจัดการความรู้ที่ผมรับรู้ได้เร็วมากจากการฟังอาจารย์หมอวิจารณ์ พานิชและอาจารย์ประพนธ์ ผาสุกยืด บรรยายในการฟังแค่ 1-2 ครั้ง เท่านั้น อ่านตั้งนานก็ยังไม่ค่อยจะเข้าใจประเด็นสำคัญ ฟังแป๊ปเดียวก็ร้องยูเรก้าเลย
ดู เป็นอีกทางหนึ่งที่ผมได้พยายามเลียนรู้
ไปดูมาหลายโรงพยาบาลมาก
เมื่อไปเที่ยวที่ไหนมีโอกาสก็แอบไปดูโรงพยาบาลหรือหน่วยงานที่ได้ผ่านไปเพื่อค้นหาสิ่งดีๆจากที่นั่นเอาไปประยุกต์ใช้
เมื่อไปดูจึงต้องเห็นด้วย ไม่ใช่แค่เห็นด้วยตา
แต่ต้องเห็นด้วยใจ ดูในสิ่งที่เขาคิด
ไม่ดูแต่สิ่งที่เขาทำ
คิด
เมื่อผมอ่านหรือฟัง
ผมจะนำสิ่งที่อ่านหรือฟังนั้นมาคิดวิเคราะห์และเชื่อมโยงไปด้วยว่าจะนำมาใช้ประโยชน์จริงได้อย่างไร
ทำให้สามารถสร้างตัวแบบหรือแนวทางที่เหมาะสมกับตัวเองก่อนนำไปใช้ได้จริง
เน้นการคิด 4 แบบคือพยายามคิดภาพรวม มองเห็นความเชื่อมโยง
คิดในแง่ดีและคิดค้นวิธีใหม่ๆ
แนวทางใหม่ๆที่ต่อยอดจากความรู้ที่ได้มาจากการอ่านการฟังการดู
ทำ
เป็นขั้นตอนที่สำคัญมากที่จะแปรเปลี่ยนสิ่งที่รับรู้มาไปสู่การเรียนรู้ด้วยตนเองว่าที่เราอ่าน
ฟัง คิด เอามาทำได้จริงไหม เป็นประโยชน์หรือไม่อย่างไร
ต้องนำมาประยุกต์ใช้อย่างไร ช่วงเวลา 5-6
ปีก่อน ผมอยู่ที่บ้านตากผมจึงเน้นทำจริงเป็นหลัก ทำตามแนวทางที่วางไว้
กำหนดไว้เพื่อจะได้เห็นผลจริง ว่าสำเร็จหรือไม่
ตอนทำจะพยายามเอาแนวคิด หลักการ เข้าไปสอดแทรกในงานประจำ
ทีละเล็กทีละน้อย ทำในส่วนที่ทำได้ง่ายก่อน
ทำในส่วนที่คนให้ความร่วมมือมากๆก่อน รั้งคนที่เดินเร็วมากเกินไป
ดึงคนที่เดินช้า เกี่ยวก้อยไปกับคนที่ร่วมทำไปพร้อมๆกัน
พูด เป็นการทบทวนสิ่งที่ทำมาว่าเป็นอย่างไร
สำเร็จได้อย่างไร 2
ปีที่ผ่านมาผมจึงได้เริ่มพูดในสิ่งที่ทำและเริ่มมีคนฟังมากขึ้น
เทคนิคการพูดของผมเหมือนเดิม แต่การยอมรับของคนฟังมากขึ้น
เพราะสิ่งที่พูดๆจากสิ่งที่ทำจริง
เริ่มจากการพูดให้ผู้ที่มาศึกษาดูงานฟัง พูดในเวทีของการพัฒนาคุณภาพ
หลังจากนั้นก็มีคนเชิญไปพูดเยอะขึ้นเรื่อยๆ จนรู้สึกเหนื่อย ความสนใจ
ใส่ใจในการพูดเริ่มลดลง เดิมผมจะพูดให้เจ้าหน้าที่ฟังก่อน
พูดแนะนำชาวบ้าน
พูดออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงเพื่อแนะนำเรื่องสุขภาพในภาษาหมอที่ชาวบ้านเข้าใจ
หลังจากนั้นก็ได้พูดติววิชาที่เรียนปริญญาโทให้กับเพื่อนๆ
จนได้รับการประเมินคุณภาพโรงพยาบาลแล้วจึงได้พูดให้คนภายนอกฟังมากขึ้น
ในการพูดแบบบรรยาย ผมจะต้องมีการทำโครงร่างหลักๆในเรื่องที่จะพูด
แล้วค่อยกำหนดรายละเอียดที่สอดคล้องกับการปฏิบัติจริง
จัดทำเป็นสไลด์บรรยายด้วยตนเองทุกอันเพื่อจะได้สอดคล้องกับความคิดและดื่มด่ำกับสิ่งที่ตนเองพูด
ในการบรรยายแต่ละครั้งจึงใช้เวลาในการเตรียมบรรยายมาก
เตรียมบรรยายจึงหนักกว่าตอน บรรยาย นอกจากเนื้อหาแล้ว ลำดับของเนื้อหา
ภาพประกอบ วิธีการนำเสนอ
ตัวอย่างประกอบและมุขที่ใช้ก็มีความสำคัญมากและต้องปรับตามสภาพผู้ฟังและสถานการณ์จริงที่พบในขณะบรรยายด้วย
เขียน
เริ่มเข้ามาเป็นสิ่งที่น่าสนใจและดึงดูดใจแทนการพูด
จากคนที่ไม่ค่อยได้เขียน ก็เริ่มเขียน
สิ่งที่ช่วยให้สามารถเขียนได้ก็คือการเรียนปริญญาโทที่นิด้า
นอกจากจะเขียนตอบข้อสอบแล้ว
ยังต้องมานั่งเขียนสรุปเอกสารเตรียมสอบสำหรับเพื่อนๆที่มีเวลาน้อยจึงต้องใช้เวลาอ่านไม่มากแต่เข้าใจง่าย
หลังจากนั้นก็เริ่มเขียนบทความ 1
ปีที่ผ่านมาจึงเป็นช่วงแห่งการเขียนทั้งบันทึกและบทความ เขียนลงวารสาร
หนังสือพิมพ์
ที่สำคัญคนที่ช่วยกระตุ้นให้ผมเขียนก็คืออาจารย์หมอวิจารณ์
ทำให้เชื่อมั่นว่าเราเขียนได้ อาจารย์ไม่ค่อยจะติ มีแต่ชม
ก็เป็นการเติมไฟใส่ฟืน จนเพลิดเพลินกับการเขียนมาทุกวันนี้
การเขียนของผมจะเป็นลักษณะของการเล่าเรื่องมากกว่าการเขียนแบบเป็นทางการ
เล่ามาจากใจให้เป็นตัวอักษร
โดยแนวเรื่องหรือโครงเรื่องจะมาจากเรื่องที่บรรยายเป็นส่วนใหญ่
แต่ผมเริ่มรู้สึกแล้วว่าอีกไม่นาน ความอยากเขียนก็จะเริ่มลดลงๆ
และวงจรเดิมเริ่มคืบคลานเข้ามา ผมเริ่มอ่านหนังสือมากขึ้นอีก
เริ่มอยากฟัง
เริ่มคิดงานใหม่ๆที่จะต้องพัฒนาขึ้นจากเดิมและในใจเริ่มคิดที่จะอยากทำอย่างเต็มที่อีกแล้ว
เพราะสิ่งที่ทำเริ่มชิน สิ่งที่พูดเริ่มซ้ำ
สิ่งที่เขียนเริ่มหมดประเด็น
ต้องหันกลับไปทำใหม่เพราะการเรียนรู้จากการทำจริงเป็นสุดยอดของการเรียนรู้ที่มีผลงานเป็นตัวพิสูจน์ความสำเร็จ
ทำให้นึกไปถึงกฎหลักของการจัดการความรู้ของเดวิด สโนว์เดนที่ว่า
คนเรารู้มากกว่าที่พูดได้ เขียนได้ ผมทำตั้งนานพูดได้แค่ 2 ปีและเขียนได้ประมาณ 1 ปี
ก็ต้องพยายามกลับไปหาความรู้ใหม่อีกแล้ว
มีหลายคนที่อาศัยความเป็นนักเขียน นักพูด เขียนเก่ง พูดเก่งแต่งานไม่ค่อยทำ แต่ไปเอางานของคนอื่นมาเขียน มาพูดแล้วอ้างว่าตัวเองไปกระตุ้นให้ทำ แล้วมาสวมบทบาทคุณอำนวยอย่างหน้าชื่นตาบาน ดิฉันเห็นว่าคนที่ทำงานดีส่วนใหญ่เขาจะพูดไม่ค่อยเก่ง ในหลายๆโรงพยาบาลจะเกิดปัญหาเพราะคนทำไม่ได้พูด คนพูดไม่ได้ทำ คนทำก็เลยไม่อยากทำ
ยิ่ง สคส.มาสร้างกระแสKMคนก็เลยมองว่าต้องเขียนเก่ง พูดเก่ง เป็นการได้โอกาสของคนช่างเขียน ช่างพูดไป ก็จะหาเรื่องออกนอกหน่วยงานไปเขียน ไปพูด ก็จะไม่ค่อยช่วยงานของโรงพยาบาลหรือหน่วยงานเท่าไหร่
ที่เขียนกันมา พูดกันมา ก็ไม่แน่ใจว่าเป็นผลงานที่ดีจริงหรือไม่ เป็นความรู้ฝังลึกจริง แต่จะดีจริงหรือไม่น่าจะต้องมีการเปรียบเทียบด้วย