บันทึกจากการประชุม Creativity and Critical Thinking ที่ลอนดอน ๑. ใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือ



บันทึกชุด บันทึกจากการประชุม Creativity and Critical Thinking ที่ลอนดอน นี้    เป็นการสะท้อนคิดของผม จากการไปร่วมประชุม Creativity and Critical Thinking Skills in School : Moving the Agenda Forward. An international conference organised by the OECD Centre for Educational Research and Innovation (CERI)   24-25 September 2019 - London, UK.   Nesta HQ - 58 Victoria Embankment, EC4Y 0DS (๑) โดยไปกับทีม กสศ.   มี ดร. ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการ กสศ. เป็นหัวหน้าทีม  

อ่านจากกำหนดการแล้ว  ผมเกิดความรู้สึกว่า เรื่องการศึกษาเพื่อให้เกิดทักษะความริเริ่มสร้างสรรค์และการคิดอย่างมีวิจารณญาณ นั้นต้องไม่คิดเฉพาะเทคนิคการจัดการเรียนรู้ในห้องเรียน    ต้องคิดครอบคลุมไปถึงสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตรอบตัวเด็ก ตลอดการดำรงชีวิต ๒๔ ชั่วโมงในหนึ่งวัน    และสังเกตว่าในการประชุมนี้ เขาเชิญคนทางศิลปะ และด้านพิพิธภัณฑ์มาเป็นวิทยากร ด้วย   

ผู้ใหญ่ของอังกฤษคนหนึ่ง คือ Sir Nicholas Serota, Chair, Arts Council of England (2)    และเป็น Chair of the Durham Commission on Creativity and Education (3)    โปรดอ่านเว็บไซต์ดูนะครับ    จะเห็นว่าวงการศิลปะของอังกฤษเข้าไปเป็นหุ้นส่วนสร้าง ความริเริ่มสร้างสรรค์และการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ของเด็กและเยาวชน อย่างไร   

Sir Nick เล่าเรื่อง Durham Commission on Creativity and Education (3) เป็นส่วนใหญ่    ว่ากำลังศึกษาเรื่องการประยุกต์ใช้ความสร้างสรรค์ในกระบวนการศึกษา   โดยมีการถามความเห็นของคนหลากหลายกลุ่ม ว่าความสร้างสรรค์สำคัญอย่างไร   ข้อเรียนรู้ที่น่าตกใจคือ คนจำนวนมากเข้าใจว่าการสร้างสรรค์เป็นเรื่องของศิลปินและนักเขียน   ในขณะที่ท่านมองว่าความสร้างสรรค์เป็นปัจจัยสำคัญของ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (creative economy)   และเศรษฐกิจสมัยใหม่ เช่น gig economy    

อีกท่านหนึ่งที่ได้รับเชิญมาให้ความเห็นเรื่องการสร้างความสร้างสรรค์จากมุมของนักเต้นบัลเล่ต์ คือ Baroness Deborah Bull สมาชิก House of Lords, Vice President & Vice Principal (London) and Senior Advisory Fellow for Culture, King’s College London  รายการนี้ Paul Collard, president ของ CCE ทำหน้าที่ซัก    

ฟังท่านเสวนากับ Paul Collard แล้ว   สัมผัสความเป็นคนเก่งของศิลปินท่านนี้อย่างชัดเจน   สาระสำคัญที่ท่านสื่อคือ มีวิธีปฏิบัติอย่างสร้างสรรค์ในทุกกิจกรรม   ไม่เฉพาะในกิจกรรมด้านศิลปะ    และเมื่อไรก็ตามที่พูดถึงความสร้างสรรค์ ก็ต้องพูดถึงความล้มเหลว   เพราะสองสิ่งนี้คู่กัน   ท่านบอกว่าความล้มเหลวของศิลปินเจ็บปวดมากกว่าคนทั่วไป เพราะเป็นความล้มเหลวต่อหน้าสาธารณชน   ข้อเรียนรู้คือ นอกจากมีความสร้างสรรค์แล้ว คนเราต้องมีความมั่นใจในตนเอง และมีทักษะในการฟื้นตัวจากความเจ็บปวดที่เกิดจากความล้มเหลว  

ท่านบอกว่า ชีวิตของท่านประสบความสำเร็จ เพราะเติบโตขึ้นมาในสังคมที่ไม่มองว่าศิลปิน โดยเฉพาะด้านศิลปะการแสดง เป็นอาชีพชั้นสอง   ผมตีความจากถ้อยคำว่า ท่านมีทักษะด้านการเรียนรู้จากเหตุการณ์ที่ประสบในชีวิต สูงเป็นพิเศษ    

อ่านจากรายการกำหนดการประชุม     ก็พอจะอ่านระหว่างบรรทัดได้ว่า ประเทศกลุ่ม โออีซีดี พยายามพัฒนาพลเมืองในอนาคตให้มีคุณลักษณะด้านความริเริ่มสร้างสรรค์และการคิดอย่างมีวิจารณญาณ โดยรวมพลังของหลายวงการอย่างกว้างขวาง    รวมทั้งด้านศิลปะและวัฒนธรรม   ไม่ใช่ทำแคบๆ ในระบบการศึกษาเท่านั้น      

ผมได้ไปเห็นชุดความคิด (mindset) เอาใจใส่อนาคตของสังคมในระยะยาว     ใจใส่การพัฒนาเด็กและเยาวชนในมิติที่มีความสำคัญต่อชีวิตและต่อสังคมในอนาคต   

อีกคนหนึ่งที่น่าสนใจคือ Helen Charman, Director of Learning, Victoria and Albert Museum, England, UK (4)     ที่ช่วยสะท้อนบทบาทของพิพิธภัณฑ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง V&A ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะ    และผมบันทึกการไปเยี่ยมชมเมื่อ ๔ ปีที่แล้วที่ (๕)   

ท่านผู้นี้เล่าเรื่องการจัดกิจกรรม design-led learning ในพิพิธภัณฑ์   เป็นการฝึกจินตนาการ (imagination)  และฝึกปฏิบัติจริง ไปพร้อมๆ กัน   ท่านบอกว่าในยุคนี้ จุดสนใจสูงสุดของพิพิธภัณฑ์อยู่ที่คน หรือเยาวชน เป็นหลัก   ไม่ใช่ของเก่าหรือชิ้นงานศิลปะ   เน้นเป็นหน่วยงานที่สนับสนุนการเรียนจากการปฏิบัติ   มากกว่าการจัดแสดงชิ้นงาน   

 วันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๖๒ มีการประชุม Creative Learning Summit   จัดโดย CCE – Creativity Culture & Education (๖)  มีการนำเสนอผลงานโครงการพัฒนาความริเริ่มสร้างสรรค์และการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ของประเทศไทย  ออสเตรเลีย  ปากีสถาน  ฮังการี  เช็ครีพับลิก  ชิลี  แคว้นเวลส์  ประเทศไอร์แลนด์ และมูลนิธิเลโก้    นอกจากประเทศไทยประเทศเดียวที่ไม่มีวงการศิลปะร่วมงาน    นอกนั้นเป็นกิจกรรมระหว่างหน่วยงานศิลปะหรือศิลปินร่วมกับโรงเรียนทั้งสิ้น     

ในประเทศตะวันตก มีความเชื่อทำนองว่า หากจะฝึกความคิดสร้างสรรค์ ต้องใช้ศิลปะ    ดังนั้นโครงการของเวลส์ และของไอร์แลนด์ จึงเป็นโครงการที่สนับสนุนโดย Arts Council    โครงการในประเทศอื่นๆ หลายประเทศดำเนินการโดยคนทางศิลปะเลยทีเดียว     โดยเขาเรียกคนที่ทำงานด้านพัฒนาความสร้างสรรค์ว่า creative associates  บ้าง หรือเรียกว่า creative practitioners ก็มี    

ในการ ประชุมวันที่ ๒๔ มีคนเสนอว่าเพื่อช่วยให้กิจกรรมในโรงเรียนเชื่อมโยงกับชีวิตจริงของผู้คน    ควรมีคนนอก (ศิลปินสารพัดด้าน  พ่อแม่นักเรียน  นักวิชาชีพต่างๆ) เข้าไปทำงานร่วมกับครูในโรงเรียน    ตรงกับเมื่อวันที่ ๒๓ มีทีมงานจากยุโรปตะวันออก เล่าว่าเขาทำโครงการให้ศิลปินหลากหลายด้านเข้าไปทำงานในโรงเรียนร่วมกับครู    โดยให้ทำงานคนละ ๒๐ วันต่อปี    บอกว่าได้ผลดีมาก      

วันที่ ๒๕ กันยายน ช่วงแบ่งห้องย่อยก่อนรับประทานอาหารกลางวัน     ผมไปฟังห้อง Partnership between formal and informal education   ที่มีการนำเสนอของประเทศสเปน  อินเดีย  และฟินแลนด์     ผมติดใจการนำเสนอของประเทศฟินแลนด์    ผู้นำเสนอคือ  Iina Berden สังกัดกระทรวงศึกษาธิการและวัฒนธรรม เสนอเรื่อง Culture clubs in Finland : Prioritising children and young people’s wish    เมื่อจบ session เขาแจกเอกสาร Culture club activities based on the wishes of the children and young people : A model of bringing arts and culture into school nationwide    ผมค้นเอกสารที่แจกในอินเทอร์เน็ตไม่พบ    พบแต่ (๖)     และท่านที่สนใจจริงๆ อาจอ่าน (๗)  (๘) ด้วยก็จะเข้าใจยิ่งขึ้น 

จากการฟังคุณ Iina Berden  และอ่านเอกสารที่ได้รับแจก    พบว่ากิจกรรมภายใต้โครงการนี้เป็นเรื่อง วัฒนธรรม  ศิลปะ ดนตรี  การแสดง  การออกแบบ  และกีฬา     ดำเนินการตามความต้องการของเด็กนักเรียน อายุ ๗ - ๑๖ ปี     ที่ได้จากการสอบถามความต้องการทางอินเทอร์เน็ต    ให้เด็กตอบผ่านโทรศัพท์มือถือ    เขาบอกว่านักเรียนฟินแลนด์ร้อยละ ๙๘ มีโทรศัพท์มือถือ    หนึ่งใน ๕ ของนักเรียนตอบแบบสอบถาม    ซึ่งถามลงรายละเอียด เพื่อให้ได้ข้อมูลนำมาออกแบบโครงการให้โดนใจนักเรียนจริงๆ   

เป้าหมายคือ เพื่อให้นักเรียนรวมตัวกันทำกิจกรรมที่ตนชอบ    และทำต่อเนื่องเป็นงานอดิเรก (hobby) หรือกิจกรรมเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ ในลักษณะของชมรม (club)    โดยทำในช่วงพัก หรือหลังโรงเรียนเลิก (โรงเรียนในฟินแลนด์เลิก ๑๒ น.  หรือที่เลิกช้าก็ไม่เกิน ๑๔ น.) ในวันเปิดเรียน     ผลที่ต้องการคือ กระตุ้นจินตนาการ  ความกล้า  ทักษะทางสังคมอารมณ์  และการมีสมาธิมุ่งมั่นอยู่กับโครงการระยะยาว    ซึ่งแน่นอนว่า มีส่วนกระตุ้นความสร้างสรรค์ และการคิดอย่างมีวิจารณญาณ    โดยผมอ่านระหว่างบรรทัดว่า ทีมงานเขามีคู่มือของโครงการพร้อมทั้งงบประมาณสนับสนุน    ให้แต่ละพื้นที่หรือจังหวัดคิดรายละเอียดของกิจกรรมกันเอง    ในเอกสารระบุเรื่องราวของ ๑๑ โครงการจากทั่วประเทศ ที่มีความแตกต่างกันในรายละเอียด    แต่มีหลักการเหมือนกัน    คือดำเนินการโดยองค์กรด้านศิลปะในทั่วประเทศ มีศิลปินในพื้นที่เป็นโค้ชอาสาสมัครทำงานกับโรงเรียน และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น    มีการฝึกศิลปินเหล่านี้ให้โค้ชและประเมินเด็กเป็น    เปิดโอกาสให้เด็กเป็นตัวของตัวเอง    แสดงความเคารพตัวตนของเด็กและเยาวชน

นอกจากเป้าหมายที่ตัวเด็กและเยาวชนแล้ว  เขายังใช้โครงการเพื่อศึกษาผลกระทบต่อแรงจูงใจในชั้นเรียน   ทำความเข้าใจการพัฒนา creativity และ creative thinking, ทักษะด้านสังคมและอารมณ์ (socioemotional skills)   และความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (empathy)  

ข้อค้นพบของโครงการ (๓ ปี ระหว่างปี 2016 – 2019) คือ โรงเรียนมีคุณค่ามากกว่าการเรียนวิชา    เห็นผลที่  (๑) ความสนใจใคร่รู้ต่อเรื่องราวนอกโรงเรียนเพิ่มขึ้น  (๒) แรงจูงใจเพิ่มขึ้น เห็นจากขยันทำงานมากขึ้น  (๓) ความมั่นใจตนเองเพิ่มขึ้น ไม่กลัวความล้มเหลว  (๔) ชอบเรียนวิชา วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศิลปะมากขึ้น  และ (๕) ความสามารถรับรู้อารมณ์เพิ่มขึ้น      

ในห้องย่อย Partnership between formal and informal education   ส่วนของสเปนและอินเดีย กิจกรรมดำเนินการโดย เอ็นจีโอทางการศึกษา  เข้าไปทำกับโรงเรียน    ได้รับเงินสนับสนุนจากองค์การการกุศล และจากการบริจาค    

ผู้พูดจากประเทศสเปนมาจากมูลนิธิเพื่อพัฒนาสังคม ชื่อ Botin Foundation (๙) บอกว่า หลักการสำคัญคือ ทำกับโรงเรียนที่ต้องการเข้าร่วมกิจกรรมเอง    ไม่ใช่บังคับ    โรงเรียนในสเปนมีหน่วยงานต่างๆ เอาโครงการเข้าไปชวนโรงเรียนทำมาก  จนโรงเรียนทำไม่ไหว    ผู้พูดชื่อ Fatima Sanchez ให้คำคมว่า ศิลปะเป็นเรื่องของอารมณ์    คือสร้างสรรค์ (creation) จากอารมณ์    และเมื่อเสพก็เกิดอารมณ์พอใจ (appreciation)    กิจกรรมที่ทำเน้นทัศนศิลป์    เมื่อมีผลงานก็มีการจัดแสดง ทั้งทาง ออนไลน์ และจัดแสดงจริงๆ     เขาบอกว่าผลที่ได้คือพัฒนาการด้าน ความสร้างสรรค์  ความเข้าใจผู้อื่น  ความมั่นใจตนเอง  ทักษะทางอารมณ์  การตัดสินใจ  การควบคุมตนเอง และทักษะทางสังคม  

โครงการนี้เริ่มตั้งแต่ปี 2006 และทำต่อเนื่องเรื่อยมา     มีผลงานวิจัยตีพิมพ์คือ Marina Ebert, Jessica D, Hoffmann, Zorana Ivcevic, Christine Phan and Marc A. Brackett. Teaching Emotion and Creativity Skills Through Art  : A Workshop for Children. The International Journal of Creativity & Problem Solving 2015, 25(2) , 23-35. (10)    

ผู้พูดจากประเทศอินเดีย มาจากมูลนิธิ Agastya International Foundation ที่ทำงานพัฒนาเด็กและเยาวชนในอินเดีย  เน้นเด็กจากครอบครัวยากจน ในเรื่องความสร้างสรรค์ และวิทยาศาสตร์     รวมทั้งพัฒนาครู    ครอบคลุมทั่วประเทศ ใน ๒๑ รัฐ   เด็ก ๑๒ ล้านคน  ครู ๒๕๐,๐๐๐ คน     ร่วมมือกับ ๓ ฝ่ายคือ (๑) ผู้บริจาคเงิน  (๒) ราชการ (รัฐบาล) รวมทั้งรัฐบาลท้องถิ่น   และ (๓) สถาบันการศึกษา (มหาวิทยาลัย) เช่น INSEAD และมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด นำเอา design thinking เข้าไปใช้  

ผมสรุปกับตนเองว่า กิจกรรมศิลปะเป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้เป็นตัวของตัวเอง ในการสร้างสรรค์    หากเป็นกิจกรรมที่ต้องทำร่วมกัน และทำต่อเนื่องเป็นเทอมหรือเป็นปี    โดยมีโค้ชที่ดี นอกจากเกิดความสร้างสรรค์แล้ว  ยังช่วยพัฒนาคุณลักษณะอีกหลายอย่างดังที่กล่าวข้างต้น   

วิจารณ์ พานิช

๒๔ กันยายน ๒๕๖๒ 

ห้อง 344   โรงแรม Hilton London Bankside

ปรับปรุง  ๒๙ กันยายน ๒๕๖๒ ที่บ้าน    


หมายเลขบันทึก: 670917เขียนเมื่อ 15 ตุลาคม 2019 18:09 น. ()แก้ไขเมื่อ 15 ตุลาคม 2019 18:09 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี