ชีวิตที่พอเพียง 3539. เรียนรู้การ transform ประเทศญี่ปุ่นสมัย เมจิ


ผมเขียนบันทึกภาพรวมของหนังสือ Upheaval : Turning Points for Nations in Crisis เขียนโดย Jared Diamond ไว้ที่ (๑) บัดนี้ขอเล่าความประทับใจสาระในบทที่ 3 The Origin of Modern Japan    ที่ผมอ่านอย่างเพลิดเพลินเจริญใจแบบอ่านหนังสือประวัติศาสตร์    และในขณะเดียวกันก็คุ้ยหาประเด็นเชิงการจัดการ transformation ประเทศ    ที่ขณะนี้ประเทศไทยเราต้องการเป็นอย่างยิ่ง  

อ่านแล้วผมคิดว่า ประเทศญี่ปุ่นสมัยนั้นเผชิญวิกฤติสาหัสที่จะเอาประเทศไม่รอด    จากแรงกดดันภายนอก    และทีมงานเปลี่ยนแปลงประเทศก็ต้องหาทางทำให้คนญี่ปุ่นตระหนักในวิกฤตินั้นร่วมกัน    ที่ผมตีความได้ระหว่างบรรทัดคือ แม้สมัยนั้น (พ.ศ. ๒๓๙๖ – ๒๔๑๑ ต้นรัชกาลที่ ๕ ของไทย)    คือ ๑๖๐ ปีมาแล้ว    ความรู้สึกเป็นประเทศหรือเป็นชาติ ที่คนญี่ปุ่นรู้สึกหวงแหนร่วมกัน  ก็มีความชัดเจนแข็งแรงแล้ว    ผมสงสัยว่า สภาพนั้นของไทยมั่นคงแข็งแรงเท่าญี่ปุ่นหรือไม่    โดยที่การปฏิรูปประเทศของไทยสมัย ร. ๕ ก็เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน    และใช้มาตรการเดียวกัน คือ รวมศูนย์อำนาจ

แปลกนะครับ    ๑๖๐ ปีก่อน ต้องปฏิรูปประเทศโดยนโยบายรวมศูนย์อำนาจ    ๑๕๐ ปีให้หลัง ไทยต้องปฏิรูปประเทศด้วยนโยบายกระจายอำนาจ    เป็นความแตกต่างสุดขั้ว     แต่เป็นการกระจายอำนาจสู่สภาพใหม่ ที่แตกต่างจากเมื่อ ๑๖๐ ปีที่แล้ว  

“แรงส่ง” ให้คนญี่ปุ่น และคนไทยสมัยนั้นสามัคคีกัน ยอมเสียสละผลประโยชน์ส่วนตน เพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม    คือกระแสล่าเมืองขึ้น ที่ชัดเจนโจ่งแจ้ง    แรงส่งนั้นไม่มีแล้วในสมัยนี้    เพราะหมดสมัยการล่าเมืองขึ้นด้วยกำลังอาวุธ

“การล่าเมืองขึ้น” เพื่อผลประโยชน์ของประเทศที่แข็งแรงกว่า ยังดำรงอยู่ในปัจจุบัน    แต่ซ่อนตัวอยู่ในผลประโยชน์ด้านธุรกิจ    ซ่อนอยู่อย่างมิดชิดและแยบยล    โดยใช้พลังอย่างอื่นที่ไม่ใช่ยุทโธปกรณ์และทหาร            

 ไม่ว่าจะสมัยโน้น หรือสมัยนี้    การ transform ประเทศหมายถึงการร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน   เป้าหมายอยู่ที่ผลประโยชน์ยิ่งใหญ่ระดับประเทศ ในระยะยาว     ปัจเจกบุคคลหรือกลุ่มผลประโยชน์ยอมเสียสละผลประโยชน์ระยะสั้นของตน    เพื่อผลประโยชน์ของบ้านเมือง ซึ่งเป็นผลประโยชน์ระยะยาวของปัจเจกบุคคลและกลุ่มผลประโยชน์ด้วย     

ผมสงสัยว่า คนญี่ปุ่นจะเข้าใจ “ผลประโยชน์ร่วม” ซึ่งก็คือ “ความสามัคคี”  ดีกว่าคนไทยหรือเปล่า     เพราะเขาต้องเผชิญวิกฤติย่อย (ภัยธรรมชาติ) บ่อยๆ    ในขณะที่คนไทยอาศัยอยู่ในภูมิประเทศที่สุขสบาย  ไม่ต้องขวนขวายก็มีกิน

 หนังสือบอกว่า ในท่ามกลางวิกฤติ จุดแข็งของญี่ปุ่นคือ มีอัตลักษณ์ของชาติ ที่เข้มแข็งมาก    รวมทั้งมีค่านิยมประจำชาติที่ “รักชาติยิ่งชีพ”    รวมทั้งเป็นคนซื่อสัตย์และยอมรับความจริง   

การเปลี่ยนแปลงประเทศ ทำอย่างมียุทธศาสตร์ อย่างเป็นขั้นตอน    เรื่องเร่งด่วนคือสร้างกองทัพแห่งชาติ  กับปฏิรูประบบภาษี   มีการ “สร้างรั้ว” แยกประเด็นที่ดำเนินการเปลี่ยนแปลง    กับประเด็นที่ดำเนินการอนุรักษ์ไว้อย่างเหนียวแน่น  

มีการดำเนินการเปลี่ยนแปลงอย่างกว้างขวางในด้าน เศรษฐกิจ  กฎหมาย  การทหาร  การเมือง  สังคม  การศึกษา  และเทคโนโลยี     ในขณะที่มีการอนุรักษ์ของเดิมด้าน คุณธรรมแนวขงจื๊อ  เทิดทูนองค์จักรพรรดิ  ความเป็นเชื้อชาติเดียวกัน  ความสัมพันธ์ในครอบครัวที่เหนียวแน่น  ลัทธิชินโต  และระบบอักษะญี่ปุ่น    การเปลี่ยนแปลงประเทศญี่ปุ่นจึงไม่ใช่การ “ทำให้ประเทศญี่ปุ่นเป็นตะวันตก” (westernizing Japan)     แต่เป็นการเลือกเอาสิ่งดีๆ ของชาติตะวันตกมาใช้สร้างความทันสมัยให้แก่ญี่ปุ่น   โดยที่ญี่ปุ่นยังคงความเป็นญี่ปุ่นไว้  

ที่ผมประทับใจที่สุดคือ ญี่ปุ่นพัฒนาประเทศสู่สมัยใหม่โดยเรียนรู้จากโลกตะวันตกแบบ มีสติ และปัญญา     ไม่ได้ลอกเลียนระบบมาแบบเชื่องมงาย    ปัญญาที่สำคัญที่สุดคือ ปัญญาเรียนรู้    ญี่ปุ่นเปลี่ยนแปลงประเทศไปเรียนรู้ไป และปรับรูปแบบไป     ไม่ใช่ร่างพิมพ์เขียวพัฒนาประเทศ แล้วดำเนินการตามนั้นอย่างเข้มงวด     ผมตีความว่า สังคมญี่ปุ่นมี Double-loop learning cycle อยู่ในสายเลือด   

ตัวอย่างความชาญฉลาดของญี่ปุ่นในการเลือก ทดลอง เปลี่ยน มีมากมาย    เช่นระบบกฎหมายอาญา ตอนแรกลองใช้รูปแบบของฝรั่งเศส    แต่ในที่สุดเปลี่ยนไปใช้แบบเยอรมัน    กฎหมายพาณิชย์ใช้แบบเยอรมัน    กฎหมายแพ่งทดลองใช้ส่วนผสมของแบบฝรั่งเศส อังกฤษ และญี่ปุ่น    แต่ในที่สุดหันไปใช้แนวเยอรมัน 

ในรายละเอียด การดำเนินการเพื่อเปลี่ยนประเทศญี่ปุ่นสู่ความทันสมัย ไม่ได้ราบรื่น    มีการกบฏ มีการฆาตกรรม ฯลฯ    แต่ Jared Diamond บอกว่า เป็นขบวนการ transform ประเทศที่จัดได้ว่า ค่อนข้างราบรื่น    คือมองภาพใหญ่มีความราบรื่นอย่างน่าประหลาดใจ   

ผมอ่านระหว่างบรรทัดว่า เคล็ดลับของญี่ปุ่นคือความเข้มแข็งด้านการเรียนรู้ที่อยู่ในสายเลือด    มีสติและปัญญายามเผชิญวิกฤติ    ช่วยให้ทำความเข้าใจวิกฤตินั้นได้ลึก ที่หนังสือเรียกว่า honest self-appraisal     และสามารถดำเนินการเปลี่ยนแปลงได้อย่างแยกแยะและเลือกเส้นทางอย่างรอบคอบ    ที่เรียกว่า selective change

ผมฝันเห็นสังคมไทย เรียนรู้จากหนังสือเล่มนี้    สู่การนำหลักการมาประยุกต์ใช้ในการ transform สังคมไทย    สู่สังคมรายได้สูง สังคมดี มีความเท่าเทียม     เป็น transformative learning ระดับประเทศ

วิจารณ์ พานิช

๒๙ ส.ค. ๖๒


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (0)