เปิดเทอมปีการศึกษา ๒๕๖๒ ในสระน้ำของโรงเรียนเต็มไปด้วยผักตบชวาปกคลุมอยู่อย่างหนาแน่น จนผมรู้สึกสงสารปลาและผืนน้ำ ที่น่าจะมีพื้นที่ได้เริงร่ามากกว่านี้
ผมไม่รอให้ถึงปิดเทอม ใช้ช่วงเวลาที่เหมาะสม ระดมผู้คนที่มีความชำนาญ ใช้เวลา ๒ วันก็สามารถรื้อผักตบชวาออกจากสระจนหมด ดึงขึ้นมากองเรียงรายไว้ที่ขอบสระ
ผักตบชวาตากแห้งมาเป็นเวลาหลายวันแล้ว วันนี้ผมให้นักเรียนช่วยกันหอบหิ้วคนละต้นสองต้นไปทับถมไว้ในแปลงเกษตรที่ทำใหม่ ก่อนที่จะใส่ดินผสมกับมูลวัวลงไป
ขณะที่ปฏิบัติงานก็สังเกตพบความแปลกใหม่ ณ มุมหนึ่งบนผืนน้ำภายในสระ ซึ่งผมไม่เห็นมานานแล้ว นั่นก็คือครอบครัวบัวสีชมพู ชูช่อท้าแสงแดดอย่างสง่างาม
เพิ่มความสดชื่นเบิกบานไปทั่วบริเวณ สร้างบรรยากาศที่สดใสให้แก่ผู้ที่มาพบเห็น เป็นไม้ดอกที่ผมไม่ได้ปลูก ที่มาที่ไปของกอบัว ผมก็มิอาจทราบได้
แต่ในจินตนาการของผมที่ผูกพันกับสระน้ำนี้มานาน มองว่าปัญหาที่ค่อยๆสะสมทับถมทวีคูณ นานวันเริ่มก่อตัวเหมือนผักตบชวา ทั้งที่มีประโยชน์แต่ถ้ามากเกินพอดีก็มีโทษมิใช่น้อย
เมื่อแก้ปัญหาหรือกำจัดปัญหาออกไปได้ จะพบความโล่งปลอดโปร่งและสบายใจ ความว่างเปล่าของจิตใจที่ไร้ทุกข์ก็กลับคืนมา เหมือนผืนน้ำที่ฟูฟ่องใสสะอาด รับลมเป็นระลอกคลื่นดูตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก
เมื่อมีความสุข..ใครๆก็อยากอยู่ใกล้ แม้แต่ดอกไม้ก็อยากมาอยู่คู่เคียง พร้อมที่เติบโตไปด้วยกัน อันนี้ผมคิดว่ามิใช่เป็นเรื่องของความบังเอิญ
ส่วนหนึ่งของความคิดผมก็เคยคิดที่จะมีความสวยงามแบบนี้ที่สระของโรงเรียน เป็นจินตนาการเล็กๆของการบริหารจัดการ ภายในรั้วโรงเรียนขนาดเล็ก
บางทีก็คิดว่าทำไมการศึกษาไทยไม่ก้าวไกล..เรายังทำอะไรแบบเดิมๆ ไม่ได้เพิ่มเติมคุณภาพหรือผลผลิตเท่าที่ควร วงจรของงานคล้ายคลึงกันทุกปี ทั้งที่เรามีครูมีนักการศึกษาที่เก่งๆมากมาย
อาจเป็นเพราะผู้ปฏิบัติไม่ได้มีโอกาสได้คิด เราถูกสั่งการลงมาจากนโยบายข้างบน แม้จริงๆก็คงอยากคิดแต่ไม่มีเวลา เพราะกรอบงานมีลักษณะเฉพาะและมีปริมาณที่มากเกิน
หันกลับมามองที่โรงเรียน องค์กรระดับปฏิบัติการที่สำคัญที่สุด หากผู้บริหารใช้ศาสตร์ความรู้ บนพื้นฐานของอำนาจที่ต้องสั่งการและมอบหมาย ก็คงมิใช่เรื่องแปลก
แต่ในสภาพความจำกัดด้านงบประมาณและบุคลากร ผมคิดว่าการใช้ความรู้แต่เพียงอย่างเดียวคงจะไม่เพียงพอ อาจจะต้องประยุกต์หรือทำงานแบบบูรณาการด้วยก็ได้
คือต้องใช้ความคิดและจินตนาการ ผสมผสานสิ่งที่ต้องสร้างสรรค์ลงไป มีจุดมุ่งหมายอะไร? อยากเห็นโรงเรียนแบบไหน?ก็วาดฝันและจินตนาการสิ่งนั้นขึ้นมา
ผมคิดว่าการใช้ชีวิตประจำวันแทบไม่ต้องกังวลกับความรู้ความสามารถ แค่คิดว่าอยากเห็นโรงเรียนสะอาด ร่มรื่นและสวยงามขนาดไหน? จินตนาการและออกแบบขึ้นมาก็ได้
อยากเห็นเด็กมีคุณภาพเช่นไร? ก็คิดเสียก่อนตามบริบท สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรของโรงเรียน หากยึดเด็กเป็นสำคัญการจินตนาการเพื่ออนาคตของเด็กทำได้ไม่ยากเลย
อยากเห็นครูเป็นเช่นไร? จะให้ครูมีประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอน โดยผู้บริหารคอยป้อนแต่ศาสตร์ทางบริหาร เชื่อว่าน่าจะไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้องเสมอไป
ศิลปะในการบริหาร ควรต้องอาศัยการจินตนาการเรื่องราวของความเป็นมนุษย์ที่มีหัวใจ เลือดเนื้อและจิตวิญญาณ..เป็นพื้นฐานง่ายๆของการครองงานและครองคน
ทุกวันนี้..ผมให้เด็กท่องจำความรู้ จนเกือบลืมไปว่าแท้ที่จริงแล้ว การสอนทักษะความคิดเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่า..ช่วยเสริมส่งให้เด็กมีจินตนาการ สามารถคิดต่อยอดและแก้ปัญหาได้ในอนาคต
จะเป็นการดีหากเราสอนวิธีตกปลาให้กับเขา..เติบโตขึ้นเขาจะไปตกปลาอะไร ตกปลาที่ไหน?ใช้คันเบ็ดและเหยื่ออย่างไร?..เด็กเขาจะมีจินตนาการที่สามารถคิดได้เอง
จินตนาการจึงมีความสำคัญกว่าความรู้ แต่จินตนาการจะบังเกิดผลที่มีพลัง ก็ต้องมีพื้นฐานทางความรู้ ดังนั้น..ทุกชีวิต..หยุดการเรียนรู้มิได้เลย
ชยันต์ เพชรศรีจันทร์
๑๗ กันยายน ๒๕๖๒