บันทึกชุด สู่การศึกษาคุณภาพสูงนี้ ตีความจากรายงานของธนาคารโลก ชื่อ World Development Report 2018 : Learning to Realize Education’s Promise (1) ที่มีการค้นคว้ามาก และเขียนอย่างประณีต เป็นเอกสารด้านการศึกษาที่มีประโยชน์ยิ่ง ผมเขียนบันทึกชุดนี้เสนอต่อคนไทยทั้งมวล ให้ร่วมกันหาทางนำมาประยุกต์ใช้ในการกอบกู้คุณภาพการศึกษาไทย
บันทึกที่ ๘ นี้ ตีความจาก Part III : Innovations and evidence for learning Chapter 6 : Teacher skills and motivation both matter (though many education systems act like they don’t) ซึ่งอยู่ในรายงานหน้า ๑๓๑ – ๑๔๔
เพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้ ครูต้องสอนอย่างได้ผล แต่ระบบการศึกษามักไม่เอาใจใส่ว่าครูมีความรู้อะไรบ้าง และครูทำอะไรบ้างในห้องเรียน การเอาใจใส่ทักษะและแรงจูงใจของครู นำไปสู่การเรียนรู้ที่ได้ผล
ในบันทึกที่แล้วได้กล่าวว่า ผู้เรียนที่ได้รับการเตรียมพื้นฐานมาอย่างดี และมีแรงจูงใจต่อการเรียน เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ ในบันทึกนี้จะหล่าวถึงปัจจัยที่สำคัญอันดับที่สอง คือ ครูที่มีความรู้และแรงจูงใจในการทำหน้าที่
ปัจจัยสำคัญต่อการบรรลุการเรียนรู้คุณภาพสูงของนักเรียน ผ่านตัวครู ๓ ประการ ได้แก่
- การฝึกอบรมครู ต้องมีเป้าหมายและฝึกเทคนิคการสอน ผ่านการโค้ชซ้ำๆ ไม่ใช่ฝึกครั้งเดียวแล้วหวังว่าครูจะปฏิบัติได้
- สอนให้ได้ผลลัพธ์การเรียนรู้ตามระดับการเรียน อย่าปล่อยให้เด็กคนใดผ่านไปโดยไม่บรรลุผลการเรียนตามที่กำหนด เพราะจะทำให้เด็กเรียนล้าหลังจนในที่สุด สายเกินแก้
- ให้แรงจูงใจและรางวัลจูงใจแก่ครู เพื่อเพิ่มผลการเรียนรู้ โดยผมขอเพิ่มเติมว่า ต้องให้ครูได้รับการสนับสนุนที่ต้องการในการจัดการเรียนการสอนให้บรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ตามเป้า
วิธีการฝึกครูส่วนใหญ่ไม่ได้ผล แต่ก็มีบางวิธีได้ผล
การฝึกครูมี ๒ ช่วง คือ ก่อนทำงานเป็นครู (preservice teacher training) ซึ่งในบ้านเราเรียกว่า การผลิตครู กับในช่วงทำงานเป็นครู (in-service professional development) ที่บ้านเราเรียกว่า การพัฒนาครูประจำการ
รายงานแนะนำว่า เป้าหมายการผลิตครู และการพัฒนาครูประจำการ มี ๓ ประการหลักคือ (๑) เน้นภาคปฏิบัติ (practicality) (๒) ความจำเพาะ (specificity) และ (๓) ความต่อเนื่อง (continuity)
เน้นภาคปฏิบัติ หมายความว่า ต้องไม่มุ่งสอนหรือทำความเข้าใจภาคทฤษฎีมากเกินไป ต้องเน้นฝึกทักษะด้านการจัดการเรียนการสอนตามวิธีการที่จำเพาะมากกว่าเรียนทฤษฎี และเน้นฝึกในห้องเรียน (classroom-based training)
มีความจำเพาะ หมายความว่า เน้นฝึกวิธีจัดการเรียนรู้ที่จำเพาะต่อสาระ (subject area) นั้นๆ เช่น วิธีสอนคณิตศาสตร์ที่ได้ผลดี วิธีสอนชีววิทยาที่ได้ผลดี เรื่องนี้ผมมีความเห็นเพิ่มเติมว่า ในสมัยนี้ ครูทุกคนควรได้รับการฝึกวิธีโค้ชการเรียนรู้แบบทำโครงงาน (project-based learning หรือ research-based learning) ซึ่งนักเรียนจะต้องประยุกต์ใช้ความรู้หลายสาระวิชาพร้อมๆ กัน
มีความต่อเนื่อง หมายความว่า ครูได้รับการโค้ชต่อเนื่องเป็นระยะๆ ไม่ใช่เข้ารับการอบรมหรือการประชุมปฏิบัติการแบบครั้งเดียวจบ เรื่องนี้ผมมีความเห็นเพิ่มเติมว่าความต่อเนื่องของการพัฒนาครูประจำการ ดีที่สุดที่กิจกรรม PLC (Professional Learning Community) ของครูในโรงเรียน ระหว่างโรงเรียนใกล้เคียง และ e-PLC ในกลุ่มครูที่สอนหรือทำหน้าที่เดียวกันในประเทศ โดยต้องเน้นที่การเรียนรู้จากการทำงานของครูเอง (learning) ไม่ใช่เน้นเรียนรู้จากการเข้ารับการฝึก (training) (คูปองครู)
ในรายงานมีตัวอย่างการดำเนินการที่ได้ผล เช่น มีผลการวิจัยในสหรัฐอเมริกา บอกว่าครูใหม่ที่ทำงานครูปีแรกทำงานได้ดีกว่า หากในหลักสูตรผลิตครูให้นักศึกษาครูไปฝึกสอนที่โรงเรียนตั้งแต่เรียนปีแรก นอกจากนั้น ยังพบว่า การรับครูที่ไม่ได้เรียนตามหลักสูตรผลิตครูโดยตรง เช่นโครงการ Teach for America ไม่ทำให้ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนเลวลง แต่ต้องไม่ลืมว่าโครงการ Teach for America คัดเลือกคนเข้าโครงการแบบเข้มงวดกว่า
เขาแนะนำว่า ในการจัดโครงการพัฒนาครูประจำการ ต้องอย่าวัดผลที่ความรู้ที่ครูได้รับ ต้องวัดผลที่ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน
ช่วยให้ครูสอนตรงตามระดับของนักเรียน
ปัญหาที่พบทั่วโลกคือ ในแต่ละชั้นเรียนมีนักเรียนที่พื้นความรู้ต่างกันมาก และครูมักจะสอนในระดับของเด็กที่พื้นความรู้สูงสุด เพราะเด็กเหล่านี้สอนง่าย เวลาครูถาม เด็กกลุ่มนี้มักเป็นผู้ยกมือตอบ ทำให้ในชั้นเรียนมีเด็กเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เรียนรู้อย่างมีคุณภาพ มีผลการวิจัยในประเทศที่คุณภาพการศึกษาต่ำ สรุปว่าสภาพเช่นนี้คือสาเหตุหลักที่ทำให้เด็กกลุ่มที่เรียนไม่ทัน หลุดออกจากระบบการศึกษา อีกสาเหตุหนึ่งคือ กำหนดหลักสูตรไว้สูงมาก ทำให้ครูตั้งหน้าตั้งตาสอน โดยไม่ได้คำนึงว่า นักเรียนส่วนใหญ่ในชั้นไม่ได้เรียน
เพื่อบรรลุเป้าหมาย “ไม่ทิ้งเด็กคนใดไว้ในสภาพเรียนไม่ทัน” หลักการคือ ต้องช่วยให้ครูได้สอนตรงตามระดับพื้นความรู้ของนักเรียน โดยมีวิธีการที่ใช้ได้ผลหลากหลายวิธี เช่น (๑) จ้างครูพิเศษ ให้มาสอนเด็กที่เรียนอ่อน (๒) จัดห้องเรียนตามระดับพื้นความรู้ของนักเรียน (๓) ใช้เทคโนโลยีช่วยการเรียนรู้ (๔) สอนโดยใช้ภาษาถิ่นของนักเรียน (๕) ช่วยให้ครูวินิจฉัย (diagnostics) พื้นความรู้ของนักเรียน
การจัดชั้นเรียนตามระดับพื้นความรู้ของเด็ก
วิธีนี้มีทั้งผลดีและผลเสีย ผลดีคือ เกิดการสอนตรงตามเป้า (targeted teaching) แต่มีข้อเสียคือการเรียนรู้ระหว่างนักเรียนที่เรียนเก่งกับนักเรียนที่เรียนอ่อน ที่เรียกว่า peer teaching ไม่เกิดขึ้น หรือเกิดน้อย นอกจากนั้นผู้บริหารโรงเรียนมักจัดให้ครูเก่งหรือเอาใจใส่นักเรียน สอนห้องเรียนที่นักเรียนเรียนเก่ง เพราะเป็นคล้ายการให้รางวัลแก่ครูดี เนื่องจากนักเรียนกลุ่มนี้สอนง่าย การที่มอบให้ครูไม่เก่งสอนนักเรียนห้องที่เรียนไม่เก่ง อาจยิ่งเป็นการสร้างความไม่เท่าเทียมกันในระบบการศึกษา
รายงานนี้ระบุว่า ในประเทศที่คุณภาพการศึกษาต่ำมาก การจัดชั้นเรียนตามระดับพื้นความรู้ของนักเรียน ช่วยให้ผลลัพธ์การเรียนรู้สูงขึ้น หรืออย่างเลวที่สุดก็ไม่ก่อผลดี ไม่พบที่ผลลัพธ์การเรียนรู้ลดลง เขาอ้างผลการวิจัยในประเทศเคนยา และอินเดีย และบอกว่าแม้ในสหรัฐอเมริกา ผลการวิจัยก็ให้ผลทำนองเดียวกัน
สาระในรายงานที่น่าตกใจคือ เขามีหลักฐานว่า ในกลุ่มนักเรียนที่เรียนอ่อนที่สุด ผลลัพธ์การเรียนรู้ในแต่ละปีไม่เพิ่มขึ้น หรือเพิ่มน้อยมาก มาตรการที่ช่วยให้ครูเอาใจใส่การสอนเด็กกลุ่มนี้ จึงให้ผลดีทั้งสิ้น
การใช้ข้อมูลวินิจฉัยสภาพ (diagnostic data)
การทดสอบพื้นความรู้ของนักเรียนในตอนเริ่มปีการศึกษา หรือเริ่มภาคเรียน แล้วจัดกิจกรรมเสริมพื้นฐานให้แก่เด็กที่ฐานอ่อน ทำในหลายประเทศ และได้ผลดี ประเทศที่ทำจริงจังมากคือสิงคโปร์ ผมขอเพิ่มเติมวิถีปฏิบัติของโรงเรียนเพลินพัฒนา ที่ครูพัฒนาทักษะการวัด “met before” (ความรู้เดิม – prior knowledge) ของนักเรียนในเรื่องที่จะเรียน เพื่อครูเข้าใจพื้นความรู้ของนักเรียนเป็นรายคน คนที่พื้นความรู้ส่วนใดอ่อนแอ ครูก็จัดการเสริมให้ เพื่อให้นักเรียนใช้ความรู้เดิมดักจับความรู้ใหม่ที่เป็นเป้าหมายการเรียนรู้
รายงานเสนอว่า ในกระบวนการผลิตครูใหม่ และพัฒนาครูประจำการ ควรฝึกทักษะการประเมินความรู้เดิมของนักเรียนเป็นรายคน และจัดการเรียนรู้เสริมฐานและต่อยอดความรู้ตามระดับของนักเรียน ซึ่งหมายความว่า ครูมีทักษะการสอนในชั้นเรียนที่มีลักษณะเป็นการเรียนรู้หลายระดับ (multiple level) ผมมีความเห็นว่า วงการจัดการการศึกษาไทยน่าจะใช้เรื่องนี้เป็นโจทย์ของชุดโครงการวิจัยชั้นเรียนตามแนวทางจัดการเรียนรู้หลายระดับ
ในรายงานมีการกล่าวถึงผลการวิจัยและพัฒนาทดลองใช้การวินิจฉัย (diagnostics) ในรูปแบบที่แตกต่างออกไปในประเทศเม็กซิโก กับประเทศอาร์เจนตินา
ประเทศเม็กซิโก ทดลองในรัฐ Colima โดยจัด Learning Improvement Program ให้แก่โรงเรียนของรัฐที่ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนต่ำ เป้าหมายคือยกระดับผลการสอบ National Exam ให้แต่ละโรงเรียนมีที่ปรึกษาทางวิชาการ ที่ไปเยี่ยมโรงเรียนเดือนละ ๓ ครั้ง เพื่อฝึกครูให้วิเคราะห์ข้อมูลจากการทดสอบเป็น และทำความเข้าใจเหตุผลที่สอบได้คะแนนต่ำ เมื่อร่วมกันวินิจฉัยสภาพแล้ว ที่ปรึกษาวางแผนแก้ไขปัญหาร่วมกับผู้อำนวยการโรงเรียนและครู โดยที่เป็นแผนจำเพาะต่อสถานการณ์ของโรงเรียนนั้น ที่ทางโรงเรียนเป็นผู้ดำเนินการ ที่ปรึกษาทำหน้าที่สนับสนุนระยะยาว ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนดีขึ้นในวิชาภาษา และคณิตศาสตร์ หลังดำเนินการสองสามเดือน
พร้อมๆ กัน ประเทศอาร์เจนตินา เผยแพร่ผลการทดลองในโรงเรียนประถมของรัฐ ว่าการทำให้ครูเข้าใจจุดแข็งและจุดอ่อนของนักเรียนของตน ช่วยให้ผลการเรียนรู้ของนักเรียนเพิ่มขึ้น โดยนักเรียนบอกว่าครูเอาใจใส่นักเรียนมากขึ้น มีปฏิสัมพันธ์กับนักเรียนมากขึ้น และพฤติกรรมน้อยลงในเรื่องออกจากโรงเรียนก่อนเวลา
ผมตีความว่า การที่ครูมีข้อมูลเกี่ยวกับนักเรียน ช่วยให้ครูเอาใจใส่นักเรียนเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ ข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนรู้ช่วยให้ครูเอาใจใส่การเรียนรู้ของนักเรียน
ผมขอเพิ่มเติมว่า ความเข้มแข็งด้านคุณภาพการศึกษาของฟินแลนด์ ส่วนสำคัญมาจากครูมีทักษะในการประเมินว่านักเรียนคนใดเรียนไม่ทันชั้นเรียนตามปกติ และครูเอาใจใส่ช่วยเด็กคนนั้น และหากเกินกำลังครู ก็แจ้งครูใหญ่ โดยทุกโรงเรียนมีระบบช่วยเหลือนักเรียนที่เรียนไม่ทันชั้นเรียนเป็นรายวิชา เพื่อให้นักเรียนคนนั้นกลับไปเรียนวิชานั้นกับเพื่อนในชั้นเดียวกันได้อีก ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้เรียนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน (๙ ปี) ของฟินแลนด์ ได้ใช้ประโยชน์จากระบบช่วยเหลือนี้
สอนโดยใช้ภาษาถิ่นของนักเรียน
มีการทดลองในประเทศเคนยา พบว่าในชั้นเรียนระดับต้นๆ มีผลการฝึกทักษะอ่านเอาเรื่อง (reading comprehension) สูงขึ้น หากครูสอนโดยใช้ภาษาถิ่นของนักเรียน และวัสดุช่วยการเรียนรู้ใช้ภาษาถิ่น
การทดลองสอนโดยใช้ภาษาถิ่นในฟิลิปปินส์ ให้ผลว่าผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านอ่านเอาเรื่องและคณิตศาสตร์เพิ่มขึ้น
ผลการวิจัยในประเทศเอธิโอเปีย พบว่าการสอนโดยใช้ภาษาถิ่นช่วยให้นักเรียนเรียนในระดับชั้นที่ตรงกับอายุของตน และข้อมูลจาก ๒๖ ประเทศบอกว่า การสอนโดยใช้ภาษาถิ่นช่วยเพิ่มอัตราการคงอยู่ในโรงเรียน
มีผลการวิจัยบอกว่าการเรียนอ่านโดยใช้ภาษาถิ่น ช่วยเพิ่มทักษะในการเรียนภาษาที่สอง แต่มีผู้ไม่เห็นด้วยกับการสอนโดยใช้ภาษาถิ่น เพราะภาษาที่ใช้ในตลาดแรงงานเป็นภาษาที่เป็นทางการ แต่ก็มีผลการวิจัยในประเทศอัฟริกาใต้ มาลาวี และฟิลิปปินส์ ว่า เด็กที่เรียนโดยใช้ภาษาถิ่นในชั้นต้นๆ มีทักษะภาษาอังกฤษดีกว่าในชั้นที่สูงขึ้น
แต่ในประเทศที่มีภาษาถิ่นจำนวนมาก (เคนยามีมากกว่า ๗๐ เปรูมีมากกว่า ๑๐๐) การสอนโดยภาษาถิ่นที่ตรงกับภาษาที่เด็กพูดที่บ้านอาจทำยากและสิ้นเปลืองมาก
แรงจูงใจ และรางวัลจูงใจต่อครู
ครูเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดต่อผลลัพธ์การเรียนรู้คุณภาพสูง ประเทศที่ระบบการศึกษามีความเข้มแข็ง เช่นฟินแลนด์ ครูได้รับการยกย่องนับถือ ได้รับการฝึกอบรมอย่างดี เงินเดือนดี และมีอิสระในการทำงานยกระดับคุณภาพการเรียนรู้
แต่ในประเทศที่ระบบการศึกษาอ่อนแอ ครูผลงานดีไม่ได้รับการตอบแทน ครูผลงานต่ำไม่ได้รับโทษ ในหลักการถือกันว่าครูเป็นนักวิชาชีพ ที่ต้องได้รับการยอมรับนับถือ และได้รับการสนับสนุน พร้อมๆ กับมีความคาดหวังสูงต่อครู รายงานนี้สรุปว่า ระบบการศึกษาที่ไม่ตรวจสอบผลงานครู และไม่มีระบบรับผิดรับชอบ ครูไม่ควรได้รับการยอมรับดังกล่าวข้างต้น เขาอ้างถึงการวิจัยในประเทศอินโดนีเซีย ที่ทำอย่างรัดกุม เพื่อตอบคำถามว่า การเพิ่มเงินเดือนเท่าตัวแก่ครูที่มีวุฒิตรงมาตรฐาน มีผลเพิ่มผลลัพธ์การเรียนรู้หรือไม่ คำตอบคือไม่
การให้แรงจูงใจ และรางวัลจูงใจแก่ครูเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อน มีปัจจัยเกี่ยวข้องหลากหลายมิติ มีข้อมูลในหลายประเทศ ที่บอกว่า ระบบแรงจูงใจที่ไม่รัดกุมนำไปสู่การโกงหรือการทุจริตของครูหรือของนักเรียน แทนที่จะก่อผลดี กลับก่อผลร้ายต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ คือส่งเสริมให้เป็นคนโกง
ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับแรงจูงใจในการทำงานยกระดับผลลัพธ์การเรียนรู้ของศิษย์ได้แก่
- ระดับเงินเดือนเฉลี่ยที่เหมาะสม
- แยกแยะระดับเงินเดือนระหว่างครูที่มีผลงานสูง กับครูที่มีผลงานต่ำ อย่างชัดเจน
- มีระบบสนับสนุนครูในการทำงานเพื่อผลลัพธ์การเรียนรู้ที่สูง
- ระบบคัดเลือก และระบบดึงดูดครูดีไว้ในระบบ
- ระบบการจ้างงานที่เน้นผลงาน ไม่ใช่เน้นเส้นสาย
- มีระบบครูฝึกงาน ๓ - ๕ ปี เพื่อแยกแยะคนที่ไม่เหมาะต่อวิชาชีพครูออกไป
- มีระบบให้ครูที่ผลงานต่ำสุด ออกไปจากระบบ มีข้อเสนอในสหรัฐอเมริกาว่า หากมีระบบให้ครูที่ผลงานต่ำสุดร้อยละ ๗ – ๑๒ ออกจากการเป็นครู คุณภาพการศึกษาของสหรัฐอเมริกาจะยกระดับขึ้นไปเท่าของฟินแลนด์
- มีระบบแรงจูงใจที่ผูกอยู่กับการรับผิดรับชอบ (accountability) ต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ เรื่องความรู้สึกรับผิดชอบของครู ต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ของศิษย์นี้ น่าตกใจมาก ที่มีผลการวิจัยจากประเทศอาร์เจนตินาและอูกานดา ครูร้อยละ ๓๐ ตอบการ survey ว่าตนไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ของศิษย์ ตัวเลขนี้สูงกว่าร้อยละ ๕๐ ในประเทศเซเนกัล
เรื่องแรงจูงใจของครูนี้ นอกจากซับซ้อนแล้ว ยังมีรายละเอียดลึกซึ้ง เช่นมีผลการวิจัยบอกว่าปัจจัยที่เรามักนึกไม่ถึงว่ามีผลต่อแรงจูงใจหรือความเอาใจใส่ทำหน้าที่ครู ได้แก่
- การที่ครูรู้สึกว่ามีคนคอยตรวจสอบการทำหน้าที่ของตน เป็นแรงจูงใจให้ครูตั้งใจสอนให้เกิดผลลัพธ์การเรียนรู้
- การที่ครูรู้ว่า มีการประเมินการจัดการเรียนการสอนของตน
- การมีระบบให้เงินตอบแทนแก่ครูสอนดี และปลดครูที่ไม่เอาใจใส่งานออกไป
- การมีระบบสนันสนุนที่ดี แก้ไขข้อผิดพลาดในระบบ
เรื่องแรงจูงใจต่อครู เพื่อให้ครูเอาใจใส่สร้างผลลัพธ์การเรียนรู้ของศิษย์นี้มีรายละเอียดมาก หลักการสำคัญคือ ต้องไม่ทำแบบแยกส่วน หรือต้องทำอย่างเป็นระบบ ทำทั้งในระดับระบบ/โรงเรียน และระดับตัวบุคคล (คือครู) ในระดับตัวบุคคล มีทั้งแรงจูงใจเป็นเงินและไม่ใช่เงิน แรงจูงใจต่อตัวบุคคลต้องทำอย่างมีเงื่อนไข คือให้ตามผลงาน และมีทั้งมาตรการเชิงบวก และมาตรการเชิงลบ คือกดดันให้ครูไม่ดีออกไปจากระบบ
จะเห็นได้ชัดเจนว่า ระบบการศึกษาไทยมีโอกาสพัฒนาได้อีกมากในเรื่องนี้
วิจารณ์ พานิช
๗ ก.ค. ๖๒
ห้อง D301 โรงแรมธารามันตรา รีสอร์ท ชะอำ