ช่วงป.6 เพื่อนๆร่วมห้องเรียนต่างคิดกันว่าจะเตรียมตัวสอบกันอย่างไร ลองสอบที่โรงเรียนไหนดีบ้าง และจะไปเรียนต่อที่โรงเรียนไหนดี ในตอนนั้นตัวหนูเองไม่ได้คิดอะไรจริงจังเรื่องเรียนต่อเลย ไม่ได้คิดว่าการเรียนต่อจะมีการแข่งขันกันสูง จนกระทั่งวันที่ผลสอบเข้าโรงเรียนโพธิสารพิทยากรออกมา หนูและแฝดพี่ต่างก็ไม่ได้คาดหวังกันมากเพราะคนไปสอบกันเยอะ แต่ผลที่ออกมาคือมีเพียงหนูคนเดียวที่สอบติด ในตอนนั้นถ้าใครได้รู้ข่าวก็จะดีใจแทนหนูกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะ ครอบครัวญาติๆ เพื่อนๆ หรือแม้กระทั่งอาจารย์ แต่ตัวหนูในตอนนั้นไม่ได้ดีใจเลยแม้แต่นิดเดียวที่สอบติดที่โรงเรียนแห่งนี้เพียงลำพังเลย ทุกๆครั้งที่คนรอบตัวถามว่าติดแล้วก็จะเรียนใช่ไหม ตอนหนูในตอนนั้นทำได้เพียงแค่ยิ้มรับและไม่พูดอะไร แต่ในใจของหนูก็ตัดสินใจว่าจะสละสิทธิ์ เพราะหนูและแฝดพี่ไม่เคยแยกจากกันเลย เรียนก็เรียนห้องเดียวกันตลอด ไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ แล้วหนูได้เอาความกังวลใจนี้ไปเล่าให้แม่ฟัง หนูจำไม่ได้ว่าแม่พูดว่าอะไรบ้าง แต่จำความรู้สึกในตอนนั้นได้ว่าเพราะคำพูดของแม่ ทำให้หนูเลือกที่จะเรียนแยกโรงเรียนกับแฝดพี่ เราต่างก็ต้องใช้ชีวิตเป็นของตัวเอง ต้องมีสังคมเป็นของตัวเอง แยกกันบ้างก็คงไม่ได้แย่

          นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ แน่นอนว่าหนูได้เติบโตขึ้น ทำอะไรด้วยตัวเองและกล้าที่จะเป็นตัวของตัวเองมากยิ่งขึ้น หนูดีใจที่ในวันนั้นหนูตัดสินใจเล่าเรื่องกังวลใจให้แม่ฟัง หนูดีใจที่แม่พูดกับหนูด้วยเหตุและผลอย่างใจเย็น หนูก็ดีใจที่หนูเชื่อในสิ่งที่แม่พูด และหนูก็ดีใจที่ตัวเองกล้าก้าวออกมาจากเซฟโซนของตัวเอง แน่นอนว่าจากการที่เรียนกันคนละโรงเรียนทำให้สภาพสังคม ความคิด ทัศนคติเราแตกต่างกัน อาจจะเพราะฮอร์โมนของวัยรุ่นที่พลุ่งพล่านบ้างจึงทำให้เราทะเลาะกันอยู่บ่อยครั้ง และในบางครั้งหนูก็พูดจาทำร้ายจิตใจแฝดพี่กับแม่โดยที่ไม่ได้ตั้งใจ สิ่งที่ทั้ง2คนทำให้หนูเห็นมาตั้งแต่เด็กจนถึงทุกวันนี้คือ ไม่ว่าหนูจะทำตัวแย่แค่ไหน ทำนิสัยเลวร้ายใส่พวกเขาแค่ไหน แต่ทั้งคู่ไม่เคยเลยที่จะเกลียดหนูหรือด่าว่าหนู แต่กลับให้อภัยหนูเสมอมา และเมื่อหนูอารมณ์เย็นลงทั้งคู่ก็จะมาอธิบายให้หนูฟังอย่างใจเย็นด้วยเหตุและผล ทั้งคู่แสดงให้หนูเห็นเสมอว่าพวกเขารักหนูมากแค่ไหน หนูรักและชื่นชมทั้งคู่จริงๆที่อดทนกับการกระทำแย่ๆของหนูมาตลอด หนูพยายามปรับปรุงตัวเอง ทำได้บ้าง ทำไม่ได้บ้าง แต่ทั้งคู่ก็ยังอยู่กับหนูเสมอ เข้าใจและให้กำลังใจกันเสมอ หนูไม่รู้ว่าชีวิตนี้หนูจะสามารถเจอใครที่รักหนูได้อย่างครอบครัวหนูไหม แต่หนูอยากเป็นคนนั้น คนที่รักและเข้าใจคนอื่นได้อย่างแม่และแฝดพี่ของหนู คนที่ในวันที่แย่ที่สุดของชีวิตก็จะอยู่กับเรา ไม่ทิ้งเราไปไหน ทั้งคู่เป็นไอดอลและแรงบันดาลใจให้หนูเป็นนคนที่ดีขึ้นในทุกๆวัน หนูอยากดีให้ได้อย่างทั้งคู่และนำความรักความเข้าใจที่มีนี้มอบให้กับคนรอบๆตัว ให้คนรอบๆตัวได้รู้ว่าไม่เป็นไร ถึงแม้คุณจะมีช่วงเวลาที่ยากลำบากมากน้อยแค่ไหน แต่หนูจะยังอยู่ข้างๆพวกเขา 

          7 ปีต่อจากนี้หนูจะเป็นตัวเองในรูปแบบที่ดียิ่งขึ้น แต่ยังคงเป็นตัวของตัวเอง หนูอยากปรับปรุงตัวเองให้ระมัดระวังคำพูดและการกระทำ คิดให้มากๆก่อนจะพูดหรือทำอะไร หนูไม่อยากจะทำร้ายความรู้สึกใครอีกแล้ว และหนูก็อยากจะรักและเข้าใจคนรอบข้างให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ค่ะ

          หากนำหลักการ OA มาวิเคราะห์แล้ว จะพบว่า Person คือตัวของหนูเองมีความต้องการที่ไม่อยากให้ตัวเองเผลอพูดหรือทำอะไรที่ทำร้ายจิตใจคนใกล้ตัวและคนรอบข้าง และอยากจะรักและเข้าใจคนรอบตัวให้ได้อย่างแม่กับแฝดพี่ Occupational environtment คือแม่และแฝดพี่ที่อยากให้หนูเป็นเด็กที่ดีและน่ารักกับทุกๆคน ไม่อยากให้ใครต่อว่าและดุหนู จึงพูดและสอนทุกอย่างด้วยความเมตตาและใจเย็นมาตลอด และเพราะความต้องการของทั้งตัวหนู แม่ และแฝดพี่จึงทำให้เกิด Interaction ซึ่งก็คือความท้าทายต่อตัวหนูเองที่อยากจะทำตัวให้ดีขึ้นในทุกๆวัน ไม่ทำร้ายจิตใจคนอื่น พยายามรักคนรอบข้าง พยายามทำความเข้าใจและคิดเสมอว่าทุกๆการกระทำของคนล้วนมีเหตุผล