บันทึกชุด สอนเข้ม เพื่อศิษย์ขาดแคลนนี้ ตีความจากหนังสือ Poor Students, Rich Teaching : Seven High-Impact Mindsets for Students from Poverty (Revised Edition, 2019)  เขียนโดย Eric Jensen ผู้ที่ในวัยเด็กมีประสบการณ์การเป็นเด็กขาดแคลนอย่างรุนแรง และมีปัญหาการเรียน    และเคยเป็นครูมาก่อน    เวลานี้เป็นวิทยากรพัฒนาครู    ผมคิดว่าสาระในหนังสือเล่มนี้ เป็นชุดความรู้ที่เหมาะสมต่อ “ครูเพื่อศิษย์” ที่สอนนักเรียนที่มีพื้นฐานขาดแคลน ผมเข้าใจว่าในประเทศไทยนักเรียนกลุ่มนี้เป็นนักเรียนส่วนใหญ่ของประเทศ   

บันทึกที่ ๑๙. พลังของชุดความคิดว่าด้วยการสร้างความเอาใจใส่ของนักเรียนนี้ เป็นบันทึกแรก ใน ๔ บันทึก ภายใต้ชุดความคิดสร้างความเอาใจใส่ของนักเรียน(engagement mindset)    ตีความจาก Part Six :  Why the Engagement Mindset?          

คำหลักของบันทึกนี้คือ engagement    ซึ่งมีความหมายถึงความผูกพัน ความเอาใจใส่    เน้นที่ความผูกพันหรือเอาใจใส่ของนักเรียนต่อการเรียน    และยังน่าจะรวมถึงความเอาใจใส่ของครูต่อนักเรียน   แต่ในบันทึกนี้ ท่านผู้อ่านจะพบว่า การสร้างความเอาใจใส่ของนักเรียนมีหลากหลายระดับ หลากหลายมิติ

สาระหลักของบันทึกนี้คือ ครูต้องทำหน้าที่สร้างความเอาใจใส่ต่อการเรียนให้แก่ศิษย์  โดยที่ศิษย์ขาดแคลนต้องการความช่วยเหลือนี้มากเป็นพิเศษ    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเตรียมสมองให้พร้อมต่อการเรียน    และวิธีทำหน้าที่นี้ของครู เน้นที่ปฏิสัมพันธ์เชิงแสดงการยอมรับอย่างไร้เงื่อนไข  และช่วยแก้ไขความเข้าใจผิดอย่างเห็นอกเห็นใจ   

กล่าวด้วยคำง่ายๆ คือ ครูต้องหาวิธีให้นักเรียนเรียนสนุก ทำให้การเรียนน่าสนใจ    ไม่ปล่อยให้สภาพการเรียนมีบรรยากาศน่าเบื่อ   

เด็กๆ มีความอยากรู้อยากเห็นอยู่โดยธรรมชาติ    การจัดการเรียนรู้พึงกระตุ้นธรรมชาตินี้    โดยครูทำเป็นตัวอย่าง  หาตัวอย่างบุคคลที่เด็กๆ ถือเป็นฮีโร่    และสร้างอารมณ์คึกคักว่าได้เรียนรู้สิ่งที่มีความหมายต่อเด็ก  

เพื่อการนี้ เด็กต้องได้ทำและสัมผัส “การเรียนรู้” ด้วยตนเอง     ด้วยหลากหลายกิจกรรม ได้แก่ การสร้างหรือเลือกกระบวนการเรียนรู้  พูดถึงหรืออธิบาย  เขียนถึง  ร่วมมือกับเพื่อน  ถกเถียง  ใคร่ครวญสะท้อนคิด  และแสดงจุดยืน ของตน    ครูต้องจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่นักเรียนรู้สึกว่าคุ้มค่าที่จะทำ    เพื่อการนี้ ครูต้องมีกระบวนทัศน์ หรือเสียงในสมอง ว่า “ฉันจะเชื่อมโยงผูกพันเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กับศิษย์ทุกคน ทุกวัน และทุก ๙ นาที”

ครูที่ชั้นเรียนมีบรรยากาศที่นักเรียนเรียนรู้อย่างเอาใจใส่จริงจัง มีความคิดต่องานของตนแตกต่างจากครูคนอื่นๆ    ตัวอย่างวาทกรรมในใจหรือถ้อยคำที่กล่าวออกมา เช่น “ศิษย์ของฉันอยากมาโรงเรียนทุกวัน เพราะมีเรื่องน่าสนใจให้ทำและภาคภูมิใจ”    ครูเหล่านี้ให้ความสำคัญต่อการดำเนินการเพื่อสร้างความเอาใจใส่ของนักเรียน    การเรียนรู้ในทุกขณะต้องน่าสนใจ  

การสร้างความผูกพันเอาใจใส่ของนักเรียน ส่งผลดี ๓ ประการคือ  (๑) ทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ระดับสูง  (๒) สร้างอารมณ์บวก  และ (๓) สร้างบรรยากาศการเรียนที่น่ารื่นรมย์    ในสภาพเช่นนี้ การเรียนรู้ช่วยทำให้จิตใจและร่างกายอยู่ในสภาพพร้อมเรียนสูงสุด  

สภาพร่างกายและจิตใจของนักเรียนเปลี่ยนแปลงนาทีต่อนาที    มีเรื่องราวหรืออารมณ์ต่างๆ แวบเข้ามา ได้แก่ ความวิตกกังวล ความหวัง ความกลัว ความคาดหวัง ความรู้สึกสบาย ความอยากรู้  ความหิว และอื่นๆ     สภาพเหล่านี้มีขึ้นมีลงอยู่ตลอดเวลาเป็นธรรมดา     แต่ที่ครูต้องสนใจคือระดับค่าเฉลี่ยตามปกติของนักเรียนเกือบทุกคน ที่เอื้อต่อการเรียนรู้    หากแต่ละวันนักเรียนทั้งชั้นมีเวลาคุณภาพสูง ในสัดส่วนที่มาก ผลการเรียนรู้จะเพิ่มขึ้น     

หลักฐานจากงานวิจัย

แม้ว่าครูจะสร้างบรรยากาศในห้องเรียนให้น่าสนใจ  แต่ก็ยังมีปัญหาที่นักเรียนบางคน (หรือหลายคน หรือเกือบทั้งชั้น) เบื่อเรียน    นี่คือความเป็นจริง    ผลงานวิจัย (ในสหรัฐอเมริกา) บอกว่า นักเรียนชั้นมัธยมใช้เวลาหนึ่งในสี่ของแต่ละวันปล่อยให้จิตใจล่องลอยไปกับเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ใช่การเรียน

นักเรียนชั้นมัธยมส่วนใหญ่รายงานว่าตนรู้สึกเบื่อในทุกคาบเรียน    และมีผลการวิจัยบอกว่า นักเรียนชั้นประถมปลาย ใช้เวลาถึงร้อยละ ๙๑ นั่งอยู่กับตัวเอง โดยไม่ได้ทำกิจกรรมหรือปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น   และมีหลักฐานบอกว่า การมีกิจกรรมดึงดูดความสนใจของนักเรียนในชั้นเรียน (classroom engagement) เป็นปัจจัยสำคัญอันดับต้นๆ ต่อผลสำเร็จในการเรียน    และมีผลงานวิจัยบอกว่า การที่ห้องเรียนไม่น่าสนใจ เป็นสาเหตุสำคัญที่สุดต่อการที่นักเรียนออกจากการเรียนกลางคัน   

ครูพึงหาวิธีทำให้นักเรียนทั้งชั้นอยู่ในสภาพสมองที่อยากรู้อยากเห็น  สนใจ  คาดหวัง  สนุก และมีพลัง     ผลการวิจัยบอกว่า การดำเนินการดังกล่าวก่อผล effect size ต่อผลการเรียนสูงถึง ๑.๕๑ 

ในห้องเรียนคุณภาพสูง จะสังเกตเห็นบรรยากาศของความหวัง เชื่อมั่น สะท้อนคิด อยากรู้อยากเห็น สับสน  คาดหวัง  ร่วมมือช่วยเหลือกัน และการฉลองความสำเร็จ    ในขณะที่ในห้องเรียนคุณภาพต่ำ จะสังเกตเห็นบรรยากาศ เฉื่อยชา  ไม่สนใจ  โกรธ  อึดอัดขัดข้อง  และอาจมีบรรยากาศหวาดกลัว   

สภาพพื้นฐานสมองของเด็ก แสดงในถาพข้างล่าง    สภาพที่พึงประสงค์อยู่ทางขวาของภาพ  และใช้ตัวอักษาเข้ม

สภาพพื้นฐาน (baseline state) ของสมองเด็กแต่ละคนยามอยู่นิ่งๆ ไม่เหมือนกัน    และสภาพดังกล่าวของนักเรียนบางคนเอื้อต่อการเรียนรู้  ในขณะที่สภาพพื้นฐานของสมองเด็กอีกหลายคน (โดยเฉพาะเด็กขาดแคลน) ไม่เอื้อ    ครูเพื่อศิษย์ต้องศึกษาและฝึกวิธีการช่วยเปลี่ยนสมองศิษย์ ให้มีสภาพพื้นฐานที่เอื้อต่อการเรียนรู้    ซึ่งเป็นงานที่ไม่ง่าย ต้องใช้เวลาและความพยายาม    แต่ก็ทำได้    โดยวิธีการที่จะกล่าวถึงในบันทึกอีก ๓ ตอนข้างหน้า    

วิจารณ์ พานิช

๙ พ.ค. ๖๒