วันที่ผมเดินอยู่ชายหาดทรายเหลืองหยาบ ลมแรงจนชายเสื้อปลิว เหลียวเห็นขวดใสลอยตามฟองคลื่นมาเกยฝั่ง สะท้อนแสงรุ้งเล็กๆ มาเข้าตา ผมป้องมือ มองทะลุคราบน้ำบางๆ เข้าไปข้างในขวดมีม้วนกระดาษเก่าๆ แน่นอนใครเห็นก็ต้องอยากเปิดอ่าน แน่ะ ท่านเองก็อยากรู้ด้วยละซิ ลายมืออ่านยากสักหน่อย แต่ ผมจะแกะมาเล่าให้ฟังอย่างละเอียด...
มันเป็นเรื่องราวของเมืองในตำนานเมืองหนึ่ง ที่แต่เดิมโบราณกาลเป็นพื้นที่ป่าชอุ่ม อากาศโปร่งเบาสบาย ไม่หนาวยะเยือก หรือร้อนระอุเหนียวตัว เขียวอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชและสัตว์ป่านานาชนิด ทั้งบกและน้ำ ชาวเมืองนี้อยู่กันผาสุกด้วยอาหารที่ราวกับเนรมิตได้ แค่จับคันเบ็ดหรือคันธนูเดินจากบ้านไปไม่เกินสิบก้าวชายฉกรรจ์ ก็หาของกินติดมือมาลงท้องได้แล้ว ผิดแผกกับเมืองอื่นที่หาอาหารได้ยากกว่านัก พืชพรรณรึก็โตช้ากว่า อาหาร ณ เมืองนี้รสโอชาสุดวิเศษ ราวกับอาหารสวรรค์ด้วยเครื่องเทศสมุนไพรอันหายากจากแหล่งอื่นบนพื้นพิภพนี้ ...เมืองสวรรค์ อ่านแล้วก็เห็นภาพความสุขลอยมา
พอท้องอิ่มไงต่อล่ะ ก็หาเรื่องนำพาความสุขมากขึ้น ตามหลักจิตวิทยาของมนุษย์ที่ไม่เคยพึงพอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่ง่ายๆ บางพวกก็รบกันเพื่อขยายอำนาจตน นี่เป็นความสุขที่เกิดจากความกร่าง และชัยชนะ รบกันบ่อยจนชำนาญมีวิชาป้องกันตัวอันเลื่องชื่อของเมืองตนเอง และแปลกตรงที่ยามศึกภายนอกร่วมกันรบ ยามสงบกัดเอ้ย...รบกันเอง แสดงถึงความเป็นนักรบในทุกวาระ ทุกโอกาส หรือว่าที่แท้มีจุดประสงค์จะหาเรื่องฝึกปรือวิชาป้องกันตัวให้ชำนาญก็ไม่ทราบได้ !!
บางพวกชอบนักเรื่องพนันขันต่อ แหม เมืองรวยด้วยทรัพยากร เมืองเศรษฐีนั่นแหละ เอามาเล่นพนันนิดหน่อยไม่เป็นไรหรอก เล่นเท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด บางพวกรักสงบหน่อยก็หาความสุขจากน้ำเมา ตั้งวงเหล้าซัดกันข้ามวันข้ามคืน ร้องรำทำเพลง เหมือนจะไม่มีวันพรุ่งนี้อีกต่อไป ตามนิสัยคนรวย แต่ซัดไปซัดมากบางทีก็จบลงที่รบกันอีก !! ด้วยเหตุนี้ประเพณีร้องรำทำเพลงจึงเป็นที่ลือชื่อ และมนต์คาถาของขลังเพื่อหนังเหนียวตีฟันไม่เข้าจึงเป็นเรื่องจำเป็นของเมืองนี้อีกเช่นกัน
เมืองนี้ชายคือผู้นำเบ็ดเสร็จ ศักดิ์ศรีคือเรื่องใหญ่ ฆ่าได้หยามไม่ได้ หญิงมีหน้าที่ปรบนิบัติหุงหาอาหาร พร้อมบริการระบายความเครียดจากการรบ และไกวเปลเลี้ยงลูกที่เกิดจากการระบายความเครียดอีกที แต่จะว่าไป รวมๆ ก็อยู่กันมาด้วยความสงบพอสมควร เพราะเหตุที่ผู้เฒ่านักพรตผู้ทรงวิชาของขลังก็สอนจริยธรรมอันดี จนเป็นประเพณีอันดี ที่หายากในละแวกอื่น และเรื่องเบาะแว้งแย่งอาหารกันก็ไม่มีปรากฏในดินแดนอุดมนี้ จนกล้าพูดว่า ดินแดนสงบ
เวลาผ่านไปหลายศตวรรษ เมืองนี้กลายเป็นเมืองที่ ยามศึกร่วมกันรบ ยามสงบรบกันเอง ฝังในดีเอ็นเอซะแล้ว หยามกันนิดนึงก็ไม่ได้ หรือจะเสียหน้าไม่ได้เลย หน้าต้องใหญ่ไว้ก่อน กระเป๋าจะแฟบมีกินหรือไม่มี ก็ช่างหัวมัน ทั้งยังเป็นเมืองที่บริโภคน้ำเมาและมีหญิงบริการพร้อมให้ระบายความเครียดด้วยความสมัครใจ เลื่องชื่อกระฉ่อน เมาและเอากันได้เป็นเรื่องปกติ ผู้คนหัวใสจากดินแดนอื่นเล็งเห็นนิสัยคนละแวกนี้ จึงหลั่งไหลมาลงทุนธุรกิจเกี่ยวกับเรื่องพรรณ์นี้ แล้วก็รวยเอา รวยเอา จนแทบจะเงินไปถมที่ได้ และบ้านเมืองไหนทำพนัน หรือแชร์ลูกโซ่ ให้มาลงที่เมืองนี้เหอะ เปิดประตูต้อนรับอย่างเต็มที่ ไม่มีการปิดกั้น
จริยธรรมอันเคยงดงามเดิมๆ ก็เสื่อมถอย ของขลังกลายเป็นของงมงายจากคำบอกเล่าของคนต่างถิ่นที่เข้ามาปั่นหัวเพื่อหวังครอบครองดินแดนนี้ โดยการเปลี่ยนความเชื่อ ให้หลงใหลในวัตถุของพวกเขาแทน ดูดทรัยากรไป ดูดไป จนสุดท้ายก็ได้ครองดินแดนนี้ไปเรียบร้อยแล้วโดยที่คนเมืองนี้เองก็ไม่รู้ตัว หลงคิดว่าตนยังมีเอกราชอยู่ ทั้งๆ ที่ต้องคิดตามเขา แต่งตัวตามเขา กินตามเขา เขาให้ทำอะไรก็ทำตามเขาไปทุกอย่าง แทบไม่มีอะไรเป็นของตัวเองเลย !! หลงเหลือความดีที่ปรากฏอย่างเดียวคือความเมตตา อันเหลือล้น และรอยยิ้มเป็นเอกลักษณ์ที่ยังพอกล่าวได้ว่า เป็นเมืองที่เคยมีอารยธรรมรุ่งเรือง...
ผู้คนหลงหาความสุขด้วยน้ำเมา เก่งเรื่องร้องรำทำเพลง ตลกขบขัน แต่งหน้าทาปากทำสวยทำหล่อ ด้วยเข้าใจผิดว่า เมืองตัวเองยังเป็นเมืองเศรษฐี ไม่ต้องขวนขวายทำงานเท่าไหร่หรอก จึงทำงานไม่เก่ง เก่งแต่เรื่องรบ ยิ่งทำงานเป็นหมู่คณะใหญ่ๆ ที่ เรียกว่า ทีมเวิร์คนั้นอย่าหวัง ทำไปไม่นานก็กัด เอ้ย รบกันเองแย่งผลประโยชน์และศักดิ์ศรีที่ไม่ค่อยจะมีกันแล้ว ส่งผลให้คนเมืองนี้อยู่กันลำบากมากขึ้นกว่าแต่โบราณกาล มากขึ้น และมากขึ้น ไม่รู้จะพลิกฟื้นกลับมาเป็นเมืองเศรษฐีเหมือนเดิมหรือไม่ คิดว่าคงไม่แล้วล่ะ มัวแต่จะกัด เอ้ยรบกันแย่งผลประโยชน์ และก็ถูกปั่นหัวจากคนนอก แถมชอบเมาอีกต่างหาก โอ้ย ยากเลย สิ่งที่เมืองนี้ขาดอย่างแรง คือ ไม่รู้ตัว ไม่รู้กำพืดอันรุ่งเรืองของตนเองนั้นโดนยึดไปเรียบร้อยแล้ว !! ... เรื่องราวก็จบแบบค้างเติ่ง แบบไม่มีทางไป ไว้เพียงเท่านี้ ...
ผมอ่านจบก็หัวเราะหึๆ แห้งๆ จากอ่านแล้วมีความสุขทีแรกก็รู้สึกอืมครึมแทนในตอนจบ ม้วนกระดาษลวกๆ ยัดลงขวด ปิดฝา แล้วลุยน้ำปาลงทะเลอีกครั้งไปไกลๆ สุดแรง ใจก็คิดว่าไอ้ห่าน เอ้ย ไม่น่าจะมีเมืองแบบนี้อยู่จริง ผู้เขียนคงแต่งเองจากจินตนาการดราม่าเพ้อฝัน เมืองอะไรจะห่วยระเบิดได้ขนาดนี้ รวยทรัพยากรราวเศรษฐี รบเก่งราวเทพเจ้า รึจะมาตกต่ำกลายเป็นทาสเมืองอื่นได้เพียงนี้เชียวรึวะ ไม่มีหัวคิดจะพลิกฟื้นบ้างหรือไง ดราม่าแท้ๆ ว่ะ จะว่าไป คนแต่งก็ถือว่าเก่ง อ่านแล้วได้หลายอารมณ์นะ ทำเราอินกะเรื่องไปได้... แต่ยังไงผมก็เชื่อว่า คนที่ได้อ่านข้อความจากที่ผมแกะลายมือไก่เขี่ยไปนี้ คงจะนึกยังไง ก็นึกไม่ออกเช่นกันว่าจะมีเมืองแบบนี้จริงๆ ด้วยหรือ ใช่ไหมครับ ? ใช่ไหมครับท่าน...!!