ในขณะที่ระบบการศึกษาชักหน้าไม่ถึงหลัง  เกิดกองทุกข์อย่างใหญ่หลวงของทุกคนที่เกี่ยวข้องทุกระดับ  มีความพยายามที่จะแก้ไขภายใต้การปฏิรูประบบการศึกษา  แต่ก็ยังลุ่มๆดอนๆเหมือนบัวแล้งน้ำ  จนกระทั้งมีการจัดตั้งสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์กรมหาชน)  ทำให้โรคทางการศึกษาได้มีการตรวจวัดประเมินผล  พบว่าการศึกษาเจ็บป่วยร่อเร่  ต้องเข็นเข้าห้องICU. หลายหมื่นโรง


   ในขณะที่นักเรียนและครูผู้สอนไปเดินวนเวียนอยู่รอบเชิงตะกอน  ท่านผู้บริหารสถานศึกษา  ที่มีทั้งบริหารผ่านการประเมินและไม่ผ่านการประเมิน  ต่างมุ่งมั่นกับการทุ่มเทที่จะยกวิทยฐานะผู้เชี่ยวชาญระดับ9-10 ผมนึกไม่ออกว่าจะเอาอะไรไปการันตีว่าท่านเหล่านี้สมควรอยู่ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ  จะเอาผลงานที่เตาะแตะนี่ละหรือไปใส่ตะกร้าล้างน้ำ  มันจะไม่เป็นการดำน้ำไปชนปะการังหัวแตกหรือ 
   

  ปัญหาที่เราไม่สามารถยกระดับการศึกษาได้ส่วนหนึ่งมาจากผู้บริหารสถานศึกษาไม่มีคุณภาพ ไม่มีศักยภาพ และไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร  ผมไม่เชื่อว่าการอบรมนิดๆหน่อยอย่างที่กำลังทำกันอยู่ แล้วมายกระดับให้เป็นผู้เชี่ยวชาญโหลๆจะแก้ไขปัญหาการศึกษาของชาติได้  สงสารอนาคตการศึกษาไทยให้หนักกว่านี้หน่อยเถอะครับ


   คิดใหม่ได้ไหมครับ  ถ้าเราจะเอาวิธีการที่จัดการอบรม ให้รวบรวมผลงาน ให้ทำโน่นทำนี่แบบที่คิดกันอยู่นี้50%  แล้วให้ท่านว่าที่เชี่ยวชาญทั้งหลาย  มาเรียนรู้วิธีบริหารจัดการการศึกษาเสนอผ่านบล็อก 50% แบบวัดครึ่งหนึ่งกรรมการครึ่งหนึ่ง อย่างนี้พอจะเชื่อถือได้ว่าท่านเหล่านี้มีความสามารถจริง อีกทั้งวิธีนี้ช่วยให้สถาบันการศึกษา เอาระบบจัดการศึกษามาเปิดเผยสู่สาธารณชนด้วยศักยภาพของระบบบล็อก แทนที่จะไปเขียนป้ายผุๆแขวนไว้หน้าโรงเรียนว่า “เชิญแวะเยี่ยมโรงเรียนของท่าน” ผมเชื่อแน่ว่าคนไทยจะได้เห็นความเป็นจริงในแต่ละสถานศึกษาอย่างครอบคลุมและกระจ่างแจ้ง  บางท่านอาจจะสงสัยว่าจะให้บุคลากรทางการศึกษาทำอะไรกันบล็อกบ้าง


   ผู้บริหารสถานศึกษา  ทำการบ้านผ่านบล็อกในเรื่องบริหารจัดการนโยบายการศึกษา ในระดับชั้นที่สถานศึกษานั้นๆรับผิดชอบ บันทึกเรื่องการส่งเสริมและพัฒนาการศึกษา  โครงการวิจัย โครงการความร่วมมือกับภาคสังคม ชุมชน และองค์กรต่างๆ โครงการที่โรงเรียนจัดการศึกษาเชิงรุก  เช่น การจัดค่ายเรียนรู้ การจัดนิทรรศการ การศึกษาวิจัยในโรงเรียน การทำโครงการพิเศษต่างๆกับองค์กรอื่น เช่นรณรงค์เรื่องยาเสพย์ติด การป้องกันโรค การดูแลสภาพแวดล้อม การร่วมจัดงานประเพณี การส่งเสริมกิจกรรมเรียนรู้เชิงประจักษ์  การประสานความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและพัฒนาต่างๆ
   ครูผู้สอน  บันทึกเรื่องราวที่ตนเองออกแบบวิธีการเรียนการสอน ผ่านกิจกรรมในชั้นเรียน ผ่านกิจกรรมพิเศษ การศึกษาวิจัยในชั้นเรียน  การออกแบบกิจกรรมเสริมสร้างเสริมทักษะ เช่น การจัดค่ายวิทยาศาสตร์ ค่ายภาษา ค่ายศิลปวัฒนธรรม  การออกไปเรียนรู้กับชุมชน การสนับสนุนให้ลูกศิษย์ได้ออกไปแสดงความสามารถ เช่นการแข่งขันที่หน่วยงานอื่นจัดขึ้นหรือ การไปร่วมงานเทศกาลประเพณีในชุมชน 
   เด็กนักเรียน  บันทึกเรื่องที่ได้เรียนผ่านประสบการณ์ เช่น ประสบการณ์เข้าค่าย  ประสบการณ์จัดกิจกรรมอาชีพ ประสบการณ์ไปจัดนิทรรศการ ประสบการณ์จัดงานในวันสำคัญๆของโรงเรียน  ประสบการณ์ที่ค้นพบจากการค้นจากสื่อIT. ประสบการณ์จาการทำวิจัย ประสบการณ์จากการเรียนรู้กับชุมชน 
   กรรมการการศึกษาและผู้ปกครอง  บันทึกความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางปรับปรุงปัญหาที่ควรแก้ไขในโรงเรียน   บันทึกข้อเสนอแนะ และประสานความร่วมมือจากภายนอก บันทึกบทบาทที่ตนเองเกี่ยวข้องกับสถานศึกษา
   ชุมชน/ภูมิปัญญาท้องถิ่น  บันทึกเกี่ยวกับ กิจกรรมที่ให้ความร่วมมือกับสถานศึกษา บุคลากรการศึกษา เช่น บันทึกการเข้าไปมีส่วนร่วมในการอธิบายเรื่องสมุนไพร ยาพื้นบ้าน จารีตประเพณี หรือเรื่องต่างๆที่เคยช่วยตามที่โรงเรียนร้องขอ
  

  เรื่องราวทั้งหมดนี้ถ้าคลี่ออกมาดูผ่านบล็อก จะเห็นร่องรอยการดำเนินงานทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลัง เห็นแนวคิด เห็นวิธีการ  เห็นขั้นตอนการดำเนินงาน เห็นบทบาทผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด  เป็นการตีแผ่วิธีบริหารการศึกษาออกมาสู่สาธารณะ   ถ้า(สมศ.) มาประเมิน สถานศึกษาก็จะมีความจริงให้ประเมิน  หมอรักษาโรค(สมศ.) ก็จะตรวจอาการให้ถูกต้อง ไม่ต้องมาพะอืดพะอมรักษาโรคแบบกัลยานมิตร   ซึ่งมันไม่ค่อยจะได้ผลเท่าไหร่นัก  คนเป็นโรคอะไรๆ หมอจะจ่ายยาหม่องยาดมอยู่แค่นี้   ไข้ทางการศึกษาไม่ตายก็เลี้ยงไม่โตสิครับ
 

  ไหนๆจะทำเรื่องพัฒนาบุคลากรทางการศึกษา เสริมสร้างสวัสดิการนักการศึกษา สนับสนุนความก้าวหน้าวิชาชีพของครู  ถ้ายังคิดแค่ครึ่งเดียว  ไม่หาทางให้ครูได้แสดงฝีมือเต็มตามศักยภาพ  ศักดิ์ศรีครู  เกียติภูมิของครู  เมื่อไหร่จะเกิดความยั่งยืนและชอบธรรม  จะชอบธรรมได้ต้องชอบทำ และทำให้ถูกทำนองคลองธรรม   ปัญหาอยู่ที่ว่า ท่านอาจารย์ใหญ่ .ดร.สมหวัง พิธิยานุวัฒน์  จะรับลูกเรื่องนี้ไหมครับ  ไม่ต้องกังวลว่า ผู้บริหารและโรงเรียนจะทำได้หรือเปล่า เรื่องนี้มหาชีวาลัยอีสานและเครือข่ายพันธมิตรครูไม่ได้คิดเล่นๆ  เรียนเชิญดร.แสวง รวยสูงเนิน  มาเป็นวิทยากร อบรมผู้บริหารรุ่นหมูไม่กลัวน้ำร้อน ในหัวข้อ “การใช้บล็อกเป็นเครื่องมือสร้างเสริมระบบบริหารการศึกษา” ในวันที่ 14 เดือนนี้ รุ่นที่ 1 จำนวน 40 ท่าน  งานนี้เราลงมือช่วย สคส.ขยายสมาชิกบล็อกอย่างเป็นระบบ เพราะจะติดตามดูและตั้งแต่ระยะตั้งไข่ ให้ลุกขึ้นวิ่งปร๋อพล่านไปในสนามแม่เหล็กความรู้ได้อย่างสนุก
 

  วัตถุประสงค์เพื่อให้นักการศึกษาได้อาศัยบล็อกเป็นเครื่องมือในการพัฒนางาน พัฒนาความรู้ และพัฒนาเกียติภูมิของครู  ถ้า(สมศ.) จะใจดีมาเป็นเจ้าภาพร่วม   โดยการให้ทุนนักวิจัยสายสังคมศาสตร์  ทำการวิจัยเรื่องนี้เป็นเวลา 2 ปี เราน่าจะได้ทิศทางการสร้างนักบริหารการศึกษาสายKM. ที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ เหมาะสมกับฐานะผู้เชี่ยวชาญการศึกษาตัวจริงเสียงจริง  เรื่องนี้มหาชีวาลัยอีสานไม่ได้คิดสนุกๆ แต่เราเอาจริงในระดับ  รักจริงหวังแต่ง เลยละครับ