ตอน 3 อินโดจีน มาจากอินเดียโบราณเเละการเผยแผ่พุทธศาสนา


        ผู้ที่ออกเดินทางไปมาหาสู่กันในบริเวณแหลมอินโดจีนนั้น ต้องถือว่าชาวอินเดียโบราณนั้นน่าจะเป็นชาติแรกที่เดินทางเข้ามาติดต่อกับ เมืองต่างๆในแหลมมลายู และเมืองต่างๆในแคว้นแดนสุวรรณภูมิ จากการสำรวจทางโบราณคดีนั้น ได้พบเครื่องใช้หลายชนิด เช่น ภาชนะดินเผา ลูกปัด ตะเกียงโรมัน จากอารยธรรมโรมัน และพระพุทธรูปศิลปะแบบอมราวดี จากอินเดียโบราณนั้นได้เข้ามาอยู่ในดินแดนแห่งนี้แล้ว พบที่เมืองนครราชสีมา บุรีรัมย์ ปราจีนบุรี เป็นต้น

legends of indochina  legends of indochina
  ดังนั้นจึงมีเหตุผลที่น่าเชื่อว่าบริเวณอ่าวไทยกับปากแม่น้ำโขงในกัมพูชานั้น น่าจะเป็นประตูที่เปิดให้ชาวอินเดียโบราณหรืออารยธรรมอินเดียใต้ได้เดินทาง เข้ามาเผยแผ่ศาสนาและความรู้ต่างๆในแหลมอินโดจีนโดยเฉพาะเมืองคันธาระ-กาปิ ศะ ของราชวงศ์กุษาณะ อันเป็นเมืองที่มีพระอริยสงฆ์ในนิกายสรรวาสติกวาท คอยแสดงตำแหน่งต่างๆ ในชาดก (วิชาปุราณา) อยู่ในแคว้นคันธาระ สับสนุนให้ราชวงศ์นี้ได้สร้างความเจริญรุ่งเรืองจนเป็นแคว้นใหญ่ที่มีวิทยา การความรู้เกิดขึ้นมากมาย

  เมื่อราชวงศ์กุษาณะเสื่อมอำนาจลงและได้เกิดตำแหน่งราชวงศ์ปัลลวะ ให้มีอำนาจสืบต่อราชวงศ์อานธระขึ้นในอาณาจักรอมราวดีของดินแดนอินเดียตอนใต้ นั้น ได้ทำให้คติความเชื่อถือในเรื่องพระรามาธิบดีมีอิทธิพลมากขึ้น และมีบทบาทเข้ามาเป็นตำนานการเกิดของราชวงศ์เกาฑิณยะ ในอาณาจักรฟูนันเช่นเดียวกับราชวงศ์ปัลลวะซึ่งมีเนื้อกาแบบเดียวกัน ในครั้งนั้นภาษาสันสกฤตในพุทธศาสนาจากพระอริยสงฆ์ นิกายสรรวาสติกวาท ได้มีอิทธิพลมากขึ้น จนนับถือเป็นภาษาหลักที่ใช้แพร่หลายกันในดินแดนที่มีอารยธรรมอินเดียจากลุ่ม แม่น้ำสินธุด้วยเหตุนี้ภาษาสันสกฤตจึงเผยแผ่ไปยังดินแดนอื่นๆด้วยการเผยแผ่ อารยธรรมอินเดียโบราณเมื่อราว 2500 ปีที่ผ่านมาแล้วนั้น จึงเริ่มต้นจากชาวอินเดียโบราณ ซึ่งเดินทางเข้ามาค้าขายแลกเปลี่ยนสิ่งของกับหัวหน้าของชุมชนต่างๆ ที่อยู่ในบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก่อน ทำให้ชุมชนนั้นต่างก็มีความมั่งคั่งจากการค้าขายทางทะเลและมีทรัพยากรอุดม สมบูรณ์ ชนิดมีเสียงกล่าวขานกันว่าในบริเวณนี้เป็นแห่งที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยพืช พันธ์ธัญญาหารและแร่ธาตุสำคัญ ที่พ่อค้าชาวอินเดียต้องการมากโดยเฉพาะทองคำ จนทำให้มีการเรียกดินแดนนั้นว่า สุวรรณทวีป หรือ สุววณภูมิ หรือ อู่ทอง อันเป็นชื่อแพร่หลาย และกลายเป็นนามเรียกของพื้นที่แห่งนี้ไป

       ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของการเป็นแผ่นดินทองดังกล่าวนี้ ทำให้พ่อค้าชาวอินเดียตั้งนิคมการค้าของตนเองขึ้นตามเมืองท่าต่างๆ ที่เดินทางไปติดต่อค้าขาย บรรดาเมืองท่าที่ทำการติดต่อค้าขายหเหล่านี้ต่อมาภายหลังได้กลายเป็นเมือง ที่นักบวชและนักปราชญ์ต่างๆ จากอินเดียซึ่งเป็นคนในวรรณะกษัตริย์ พราหมณ์ นักบวช พากันเดินทางมาพร้อมกับเรือสินค้านั้น ใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการเผยแผ่วัฒนธรรมของชาวอินเดียในเวลาต่อมาในที่สุด ต่างก็พากันใช้ประโยชน์ของดินแดนของแหลมมลายู แหลมอินโดจีนตั้งถิ่นฐานบ้านเกิด บางกลุ่มก็ตั้งหลักแหล่งอาศัยอยู่ชั่วคราวแล้วก็เดินทางไปๆมาๆ บางกลุ่มตั้งหลักแหล่งมั่นคงถาวรตามความประสงค์บางประการ เช่น ลี้ภัยทางการเมือง ตั้งเป็นแหล่งหาผลประโยชน์จากการค้าและตั้งชุมเป็นโจรสลัดปล้นเรือสินค้า เป็นต้น เมื่ออาศัยอยู่นานวันนับปีบนบนพื้นที่ดังกล่าวในไม่ช้าก็กลายเป็นประชากรของ เมืองนั้นไป ชาวอินเดียโบราณบางพวกได้แต่งงานกับชนพื้นเมือง สืบเชื้อสายเป็นประชากรของชนชาตินั้น

       เมื่อนักบวช นักปราชญ์ พ่อค้าชาวอินเดียโบราณได้พากันแยกย้ายอาศัยอยู่ในเมืองต่างๆ แถบอินโดจีนอย่างมั่นคงถาวรขึ้น การสร้างถิ่นฐานเพื่อให้เป็นชุมชนของพวกตนโดยเฉพาะนั้น ได้ทำให้เกิดการสร้างโบราณสถานตามความเชื่อของตนขึ้นในชุมชนนั้น พร้อมกับเชิญชวนให้คนพื้นเมืองได้พร้อมยอมรับนับถือตามอย่าง โดยผู้นำชุมชนและประชากรในแถบนั้นจะเป็นฝ่ายเลือกรับเอาวัฒนธรรมอินเดีย โบราณที่ตนมีความพอใจอยู่แล้ว คือนับถือทั้งศาสนาพราหมณ์ ฮินดูและศาสนาพุทธ จึงทำให้มีการผสมผสานกับวัฒนธรรมพื้นเมืองเดิม ด้วยเหตุเหตุนี้รูปทรงของเทวสถานหรือพุทธสถานที่สร้างขึ้นจากความศรัทธาของ คนพื้นเมืองกับผู้รู้ใหม่นั้นจึงมีรูปแบบของศิลปกรรมตามอย่างกันและพัฒนาการ ไปตามฝีมือช่างท้องถิ่น ดังเห็นได้จากเทวสถานหรือโบราณสถานที่ปรากฏขึ้นหลายแห่งล้วนมีลักษณะที่แต่ง ต่างกัน เช่น พระบรมธาตุเมืองไชยา พระมหาธาตุเมืองนครศรีธรรมราช จุลประโฑณ และพระประโฑณเจดีย์ ที่เมืองนครปฐมโบราณเป็นต้น

       ส่วนบริเวณอาณาจักรฟูนัน หรืออาณาจักรขอมนั้น ความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ไวษณพนิกายนั้นมีอิทธิพลค่อนข้างสูง จึงสร้างเทวสถานของพระผู้เป็นเจ้าของพราหมณ์ในรูปแบบของปราสาทหิน ตามต้นแบบอินเดียโบราณ ซึ่งได้มีกันสร้างกันมากมายในแถบดินแดนขอมและแถบอีสานของไทย

พุทธศาสนา เผยแผ่ในสุวรรณภูมิ

ดินแดนอินโดจีน เมื่อครั้งพรุพุทธเจ้า ศาสดาของศาสนาพุทธ ได้เสด็จปรินิพพานแล้ว 300 ปี คือระหว่าง พ.ศ. 200 – 300 นั้น ได้มีการส่งพระโสณะกับพระอุตรเถระ เป็นสังฆทูตทางศาสนาเดินทางข้ามมหาสมุทรอินเดียเข้ามายังประเทศที่อยู่ทาง ทิศตะวันออกเฉียงใต้ของอินเดีย โดยอาศัยเรือสินค้าของพ่อค้าชาวอินเดียที่เดินทางค้าขายนั้นเข้ามาในดินแดนสุวรรณภูมิเป็นครั้งแรก ภารกิจหลักก็คือ การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในพื้นที่แหลมมลายู (อาณาจักรศรีวิชัย) สุวรรณภูมิ (อาณาจักรทวาราวดี) และอินโดจีน (อาณาจักรขอม) ด้วยเหตุที่มีพุทธธรรมเข้าไปเป็นหลักของบ้านเมืองแทนความเชื่อดั้งเดิม จึงทำให้อิทธิพลของการเผยแผ่หลักธรรมพระพุทธศาสนานั้นได้มีความมั่นคงขึ้น ถึงกับมีการสถาปนาพระพุทธศาสนาขึ้นในบริเวณดังกล่าว โดยเฉพาะดินแดนสุวรรณภูมินั้น ได้มีการสร้างเจดีย์ขึ้นเป็นครั้งแรกในบริเวณเมืองนครปฐมโบราณ ซึ่งมีพระปฐมเจดีย์ พระประโฆณเจดีย์ จุลประโฑณเจดีย์ เป็นต้น แล้วยังแพร่ขยายไปสร้างในบริเวณเมืองอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี และบ้านดอนตาเพชร อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี
legends of indochina
         อิทธิพลการนับถือศาสนาในชุมชนต่างๆนั้น จึงมีทั้งชุมชนที่ยอมรับนับถือศาสนาฮินดู พราหมณ์และศาสนาพุทธ ต่อมาได้มีการเปลี่ยนไปนับถือพุทธบ้าง ศาสนาฮินดูบ้าง โดยนิยมตามแต่ผู้นำหรือหัวหน้าชุมชนจะยอมรับความเชื่อจากนักบวช ที่นำศาสนาเข้ามาเผยแผ่ ทำให้ชุมชนแต่ละแห่งมีความเชื่อและนับถือศาสนาต่างๆผสมปะปนกันไปทำให้มีการ สร้างเทวสถานของศาสนาฮินดู – พราหมณ์ สร้างพุทธสถาน และเจดีย์ ของพระพุทธศาสนา อยู่ผสมกลมกลืนไปในพื้นที่ต่างๆ จนเกิดการประนีประนอมยอมให้หลักพระพุทธศาสนากับพิธีกรรมของพราหมณ์ได้ใช้ ร่วมกันมาช้านาน แม้กระทั่งศิลปกรรมก็มีการนำเอารูปแบบของศิวลึงค์หรือเทวสถานในศาสนา ฮินดู-พราหมณ์นั้นมาตั้งบนฐานเจดีย์ของพุทธศาสนา เป็นองค์พระปรางค์ขนาดใหญ่ในสมัยสุวรรณภูมิ และสมัยอยุธยา
       สำหรับการเดินทางค้าขายระหว่างพ่อค้าชาวอินเดียโบราณกับชุมชนที่อยู่บริเวณเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้นั้น น่าจะมีเหตุมาจากการเกิดวิกฤตทางการเมืองในบริเวณเมดิเตอร์เรเนียนและบริเวณ เอเชียกลาง ที่ทำให้พ่อค้าชาวอินเดียโบราณนั้นมีความต้องการที่จะหาแร่ทองคำให้มากขึ้น กล่าวคือเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 4-5 อินเดียได้ถูกตัดขาดจากเส้นทางคมนาคมกับภาคกลางของทวีปเอเชีย จึงทำให้ไม่สามารถหาซื้อทองคำจากแคว้นไซบีเรียต่อไปได้อีก
       ด้วยเหตุนี้ในพุทธศตวรรษที่ 6-7 อินเดียจึงหันไปหาซื้อทองคำจากอาณาจักรโรมัน จนทำให้เศรษฐกิจของโรมันเกิดการกระทบกระเทือนไปด้วย จนจักรพรรดิโรมันนั้นได้มีคำสั่งให้ระงับไม่ให้ทองคำออกนอกอาณาจักร อันเป็นเหตุที่ทำให้อินเดียจึงมุ่งมาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเชื่อว่าเป็นแหล่งแร่ทองคำ มีชื่อเรียกบริเวณแทบนี้ว่า ดินแดนสุวรรณภูมิ เพราะพื้นที่นี้ได้มีการพบบ่อแร่ทองคำจำนวนมาก จนมีชื่อเรียกว่า เป็นแหลมที่มีทองคำมากมาย อยู่ในคาบมหาสมุทรอินเดียกับทะเลจีนบริเวณอินโดจีนนั้นเอง
       ประการสำคัญที่เป็นปัยจัยในการเดินทางก็คือ การพัฒนาการเดินเรือในมหาสมุทรนั้น ทั้งอินเดียและจีนซึ่งต่างก็มีการเดินทางติดต่อค้าขายทางทะเลแล้ว ยังได้มีพัฒนาการต่อเรือสินค้าขึ้นเองด้วย ดังนั้นการติดต่อขึ้นเองด้วย ดังนั้นการติดต่อค้าขายกับชุมชนเมืองในบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงมีเรือสินค้าของพ่อค้าอินเดีย และเรือสำเภาของพ่อค้าชาวจีนมาจอดถ่ายสินค้าแล้ว ยังมีการเดินสินค้าของพ่อค้าจากประเทศต่างๆ ที่อยู่ในเอเชียอีกด้วย โดยมีพ่อค้าชาวญี่ปุ่น พ่อค้าชาวอินโดนีเซียและพ่อค้าชาวมลายู นำเรือสินค้าเดินทางติดต่อค้าขายด้วย ทำให้บริเวณคาบมหาสมุทรอินเดียกับทะเลจีนใต้ นั้นเกิดเส้นทางของเรือเดินทะเลที่สามารถเข้ามาติดต่อค้าขายและพัฒนาจนเป็น เศรษฐกิจหลักของพื้นที่อินโดจีนโบราณขึ้นต่อมา
       เส้นทางการเดินทางมาสู่ดินแดนสุวรรณภูมิของพ่อค้าชาวอินเดียหรืออารยธรรมจาก อินเดียใต้นั้น มีเส้นทางโบราณของการใช้เรือเดินทะเลกล่าวคือเรือนั้นจะมาขึ้นบกที่ท่าเรือ ตักโกลาแล้วจึงขนถ่ายสัมภาระเดินทางบกเข้าสู่เส้นทางไปยังเมืองต่างๆที่อยู่ ในดินแดนสุวรรณภูมิและอินโดจีน

legends of indochina
       เมืองโบราณที่ถือว่าเป็นเมืองค้าขายของชาวอินเดีย ที่ต่างพากันเดินทางมาตั้งหลักแหล่งและนำวิทยาการที่เป็นอารยธรรมอินเดีย โบราณเข้ามาสู่ดินแดนสุวรรณภูมิครั้งแรกนั้น น่าจะเป็นเมืองตามพรลิงค์ หรือตมพลิงคม (ปัจจุปัน คือ เมืองนครศรีธรรมราช) และเมืองไชยา เนื่องจากเป็นชื่อที่เชื่อว่าชาวอินเดียนั่นแหลี่ตั้งชื่อไว้
       ดังนั้นทั้งอาณาจักรศรีวิชัยและอาณาจักรตามพรลิงค์ จึงเป็นจุดเริ่มของพระพุทธศาสนาที่เดินทางมากับการค้าของชาวอินเดียโบราณ ซึ่งพุทธศาสนานั้นได้มีการเผยแผ่จนแพร่หลายในสุวรรณภูมิเช่นเดียวกัน