ตำนานอินโดจีน : ชนกลุ่มน้อยในอินโดจีน ตอน 2
โดย นายต้นสัก สนิทนาม

ชนกลุ่มน้อยในอินโดจีน
ในแถบอินโดจีนนี้มีอาณาจักรโบราณตั้งอยู่หลายแห่ง ก่อนจะจัดระเบียบเป็นประเทศต่างๆในปัจจุปัน การเคลื่อนย้ายของกลุ่มคนเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ต่างอาศัยแม่น้ำเป็นเส้นทางหลัก ในการสร้างเมือง สร้างชุมชน และอยู่ติดกับแม่น้ำ พร้อมที่เคลื่อนย้ายได้ทุกที่ทุกเวลา หากแม่น้ำเปลี่ยนเส้นทาง หรือเกิดโรคระบาดขึ้น แม้ว่าชาวอินเดียโบราณนำอารยธรรมของตนและศาสนาเข้ามาเผยแพร่ก็ต้องพยายามทำ ให้คนพื้นเมืองเข้าใจ และรับเอาอารยธรรมไปปรับใช้ ผู้นำหลายเมืองยอมรับ การได้ในประโยชน์ของการค้าแลกเปลี่ยนศาสนา จนทำให้วัฒนธรรมอินเดียมีบทบาทในทุกเมืองที่มีการติดต่อค้าขาย และศาสนานั้นได้เผยแผ่หลักธรรมจนหลอมรวมความคิด สติปัญญาให้เกิดระบบการปกครองดูแล การควบป้องกันและการค้าขาย อย่างมีระบบและเอื้ออาทรจนเป็นชุมชนเมืองใหญ่

สำหรับเผ่าที่อาศัยห่างไกลแม่น้ำมากเท่าใด ก็จะหากจาการรับรู้ความเจริญมากเท่านั้น ทำให้เกิดช่องว่างในความเป็นอยู่แตกต่างกัน ทั้งระบบความคิดแลสติปัญญา จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ชนชาติใหญ่จะกลายเป็นชนกลุ่มน้อยได้ ในพื้นที่ของอินโดจีนที่มีแม่น้ำ สาละวิน แม่น้ำโขง แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก และอื่นๆนั้น แม้จะเกิดชุมชนเมืองหลายแห่ง ในส่วนที่เทือกเขาปิดกันอยู่หลายแห่งก็ไม่มีความเป็นชุมชนเมืองปิดกันอยู่ ดังนั้นการมีชนเผ่าต่างๆย้ายไปตามเทือกเขา จนไม่สามารถมีชุมชนของตนเองเป็นหลักแหล่ง นอกจากจะทำให้มีจำนวนน้อยลงจากภัยธรรมชาติแล้ว การมีชีวิตในระยะยาวก็มักจะน้อยลง จึงเป็นเหตุให้มีชนกลุ่มน้อยเหลือเกิดขึ้นหลายแห่ง ในทุกแห่งที่เป็นดินแดนของอินโดจีน

สำหรับพื้นที่ทางตอนเหนือรอยต่อ เมียนมาร์ ไทย ลาว นั้นมีชนชาติต่างๆอยู่มากมายมากกว่า 30 เผ่าเหมือนๆกัน เช่น ลัวะ อยู่กันในบ้านละอุบ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัแม่ฮ่องสอนถิ่นหรือทิ่น อยู่มากในจังหวัดน่าน อาข่า มูเซอ ม้ง ลีซอ เย้า มีมากในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงรายไทยลื้ออยู่มากในอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ข่า ขมุ ส่วย กวย เยอ อยู่มากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กะเหรี่ยง อยู่ในภาคเหนือ และภาคตะวันตก พวกชองอยู่มากในภาคตะวันออกคือจันทบุรีและตราด ภูไท หรือผู้ไท อยู่มากที่อำเภอวาริชภูมิ บ้านม่วง บ้านขมิ้น อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม อำเภอสหัสขันธ์ กุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธ์ ที่บ้านคำพอก อำเภอหนองสูง และอำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร ไทยกะเลิงอยู่ที่อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ที่บ้านบัว อำเภอกุดบาก บ้านนายอ บ้านดงมะไฟ (ตีมีด ตีขวาน) บ้านกุดแฮด ไทยโย้ย อยู่ที่อำเภอวานรนิวาส และที่บ้านม่วงริมยาม อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร ไทยโส้ อยู่ที่อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร ไทยทรงดำ หรือไทยโซ่ง เคยอยู่ที่แคว้นสิบสองจุไทย เดียนเบียนฟู ประเทศเวียดนาม อพยพมาเมืองไทยในสมัยกรุงธนบุรีถึงรัชกาลที่ 3 ปัจจุปันอยู่กันมากที่อำเภอบ้านแหลม และอำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี บางส่วนอยู่ที่จังหวัดนครปฐม จังหวัดสุพรรณบุรี และจังหวัดพิษณุโลก ไทยพวน อยู่ที่สระบุรี ไทยก่วย หรือกูย หรือส่วย อยู่บริเวณจังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ มีความสามารถพิเศษในการเลี้ยงช้าง ข่า หรือขมุ เป็นชนพื้นเมืองโบราณ อยู่แถบแม่น้ำโขง มีหลายพวก เช่น ข่าระแด ข่าจะราย ข่าขมุ รูปร่างเตี้ย ผิวดำ พูดภาษาคล้ายละว้าไม่มีหนังสือเขียน โพกผ้าบนศีรษะ หญิงนุ่งซิ่นสีครามแก่ ชำนาญการจับปลา และสัตว์ปลา อยู่แถบเหนือจังหวัดน่าน อำเภอบึงกาฬ จังหวัดนครพนม และอุบลราชธานี ทิ่น หรือถิ่น เป็นกลุ่มชนโบราณอยู่ตามภูเขาแถบจังหวัดน่าน มีภาษาพูดคล้ายภาษาขมุ รูปร่างเล็ก ผิวดำ นับถือผี มีอาชีพเพาะปลูก ซาไก เป็นมนุษย์โบราณ อาจจะมีที่มาตั้งแต่สมัยหิน รูปร่างเตี้ย ผิวดำ ฝีปากหนา ท้องป่อง น่องสั้นเรียว ผมหยิกเป็นก้นหอยติดศีรษะ ชาติพันธุ์เนกรอยด์ หรือเนกริโต ตระกูลออสโตร เอเชียติก อยู่กระจายกันเป็นกลุ่มเล็กๆราว 7-10 คน ในรัฐเคดาห์ มาเลเซีย ในส่วนลึกของเกาะนิวกินี เกาะฟิลิปปินส์ และหมู่เกาะอันดามัน เรียกตัวเองว่า มันนิ ส่วนผู้อื่นเรียกว่า เงาะ เงาะป่า ชาวป่า ซาไก หรือ โอรัง อัสลี (Orang Asli)
ภาคใต้ของไทยมีซาไกอยู่สี่กลุ่มรวมประมาณ 200 คน คือ ซาไกกันซิว อยู่ในอำเภอธารโต จังหวัดยะลา ซาไกยะฮาย อยู่ในอำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส ซาไกแตะเดะ หรือเยแด อยู่บริเวณภูเขาสันการาคีรีแถบจังหวัดยะลา และอำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส และซาไกแต๊นเอ็น อยุ่บริเวณเทือกเขาบรรทัดแถบคลองตง คลองหินแดง บ้านเจ้าพระและถ้ำเขาเขียด อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง (ประมาณ 100 คน) จังหวัดพัทลุง และจังหวัดสตูล กลุ่มชนชาวซาไก กินเผือกมัน กล้วยป่า มะละกอ และสัตว์ป่า จับสัตว์น้ำด้วยมือเปล่าหรือเบ็ด พืชผัก ผลไม้ โดยมักไม่เพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ อาศัยสมุนไพรจากป่าเป็นยารักษาโรค ใช้ไม้ซางลูกดอกอาบยาพิษเป็นอาวุธ


ชนชาติกลุ่มน้อยนี้แม้ในปัจจุปันจะดำรงได้โดยอาศัยธรรมชาติ แต่เมื่อมีชุมชนเมืองต่างสร้างความเจริญ และมีความทันสมัยมากขึ้นก็ยิ่งทำให้เกิดความแตกต่างจนกลายเป็นโลกเก่าที่ล้า สมัย แม้จะมีการฟื้นฟูวัฒนธรรมเก่าให้คงอยู่ ก็ยากที่จะดำรงอยู่ได้ในโลกของเทคโนโลยี ดังนั้นการสร้างสังคมให้ชนกลุ่มน้อยได้อยู่ร่วมกันในสังคมปัจจุปันเป็น ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และความเป็นวัฒนธรรมในโลกเก่า ก็สามารถสร้างเศรษฐกิจรายได้ให้เกิดขึ้นได้จากผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมที่ยังคง รักษาอยู่ ตลอดจนความสำคัญทางการศึกษาเรื่องมานุษยวิทยาชนเผ่าดั้งเดิม ไม่ใช่นำมาเป็นตัวแสดงทางการท่องเที่ยวที่ชอบทำกันอยู่เป็นจำนวนมาก
ชนกลุ่มน้อยของอินโดจีนนั้นยังมีการสำรวจพบอยู่เสมอบนโลกปัจจุปัน เมื่อ พ.ศ. 2541 ได้มีการสำรวจพบชนโบราณเผ่าเงาะอัสลีซึ่เป็นภาษายาวี แปลว่าคนโบราณหรือเก่าแก่ ในภาคใต้ของไทยอยู่ประมาณ 30 คน อาศัยอยู่ในบริเวณป่าลึก ของเทือกเขาสันกาลาคีรี รอยต่อระหว่างไทยและมาเลเซีย เช่นที่ฝายทดน้ำโต๊ะโมะ ตำบลภูเขาทอง อำเภอสุคิริน นราธิวาส
ลักษณะของเงาะกลุ่มนี้มีผิวสีดำ ผมหยิกหย็อง ร่างกายสูงใหญ่แข็งแรงบึกบึน กินหัวเผือกมันปิ้ง ใช้ธนูไม้และลูกดอกอาบยาพิษเป็นอาวุธ นุ่งโสร่งหรือผ้าเตี่ยวผืนเดียว สร้างที่พักด้วยไม้ไผ่และหวายเป็นกระท่อมคล้ายสุ่มไก่ พูดภาษายาวีปนภาษามือ นอกจากนี้ยังเคยพบพวกเงาะป่าในป่าลึกของบ้านวังสายทอง และบ้านทับทุ่ง อำเภอละงู จังหวัดสตูล รวมทั้งที่จังหวัดพัทลุงและที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลาอีกด้วย
สำหรับฝั่งทะเลอันดามัน มีพวกชาวเล ทำอาชีพประมงที่เกาะอาดัง เกาะบูโหลนจังหวัดสตูล คือ ชาวเล พวกอุรักละโว้ย ที่เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ และชาวเล พวกมอร์แกน ที่จังหวัดภูเก็ต
ในภาคเหนือยังมีชนเผ่าผีตองเหลือง หรือมลาบรี (Mlabry) จำนวนประมาณ 100 คน อยู่ที่บ้าสนห้วยห้อม อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ ที่ตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน และที่อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ชาวตองเหลืองไม่ปลูกพืช มีผัวเดียวเมียเดียว ชอบอพยพย้ายถิ่นไปเรื่อยๆ สร้างที่พักมุงด้วยใบตองกล้วย พอใบตองที่พักเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลืองก็จะย้ายที่อยู่ใหม่ ชอบกินมันหมูเผาในกระบอกไม้ไผ่ นับถือผี

นอกจากนี้เมื่อ พ.ศ. 2540 ยังได้สำรวจพบชุมชนที่ใช้ภาษามอญโบราณ อยู่บนภูเขาแทบแม่น้ำป่าสักในจังหวัดเพชรบูรณ์ และนครราชสีมา โดยเฉพาะที่จังหวัดชัยภูมิในเขตอำเภอหนองบัวระเหว และอำเภอจตุรัส กลุ่มชนดังกว่าวเรียกตนเองว่า “ญัฮกุร (Nyah-Kur)” แปลว่าคนภูเขาส่วยคนไทยในเมืองเรียกชนกลุ่มนี้ว่า ชาวบน ซึ่งพูดภาษาที่คนไทยภาคต่างๆ ฟังไม่รู้เรื่อง นักโบราณคดีบางกลุ่มสันนิษฐานว่ากลุ่มนี้น่าจะสืบเชื้อสายมาจากชาวทวาราวดี โบราณ นอกจากนี้ที่บ้านดง ตำบลเหมืองหม้อ อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ ก็ยังมีชุมชนอีกแห่งหนึ่งพูดภาษาทิเบต ที่คนไทยทั่วไปฟังไม่รู้เรื่อง
เช่นเดียวกัน ชาวชอง เป็นชนเผ่าโบราณอีกเผ่าหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ออสโตร เอเชียติก ตระกูลมอญ – เขมรมีภาษาพูดของตนเองแต่ไม่มีภาษาเขียน นับถือศาสนาพุทธ มีวัฒนธรรมประเพณีเป็นเอกลักษณ์ของชนเผ่า ซึ่งอาจมีมาแต่ก่อนสมัยสุโขทัยสืบทอดมาจนถึงปัจจุปัน เช่นการใช้ต้นคลุ้มมาจักสารสมุก ชนาง เสวียน มีประเพณีผีโรง ผีหิ้ง ทำมาหากินด้วยการหาของป่า ทำไร่ ทำนา และปลูกต้นกระวาน ซึ่งชาวอินเดียและอาหรับชอบมาก
ชาวชองอยู่กันมากแถบเชิงเขารอยต่อกัมพูชา เช่นที่บริเวณเขาสอยดาวเหนือ บ้านคลองพลู บ้านกระทิง บ้านตะเคียนทอง บ้านคลองพลู บ้านคลองน้ำเย็นในใกล้น้ำตกกระทิง กิ่งอำเภอเขาคิชฌกูฏ บ้านวังแซม บ้านปิด อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี รวมไปถึงชาวชองที่บ้านคลองแสม บ้านด่านชุมพล และบ้านปะเดา อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด มีจำนวนทั้งหมดประมาณ 6000 คน ปัจจุปันชาวชองนี้ได้ปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมใหม่เหมือนกับคนทั่วไป
สำหรับในพื้นที่ของประเทศต่างๆ นั้น ทั้งในเมียนมาร์ ลาว เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ต่างก็มีชนกลุ่มน้อยอยู่ และเป็นปัญหาในการดูแลของประเทศนั้นมาตลอด ไม่แตกต่างกับไทย

การศึกษาเรื่องมานุษยวิทยาเป็นความจำเป็นเพราะจะทำให้เข้าใจธรรมชาติและ วัฒนธรรมของเผ่าพันธุ์นั้น และคงจะไม่นำมาเป็นเครื่องมือสำหรับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเท่านั้น ในลาวก็เคยมีดำริสร้างหมู่บ้านวัฒนธรรมเพื่อชนกลุ่มน้อยในลาวอยู่กับ ธรรมชาติเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่ไม่สามารถทได้เพราะไม่ใช่เรื่องที่แท้จริงของชนกลุ่มน้อยที่อยู่กับ ธรรมชาติมาตลอด และคงไม่ใช้ตัวแสดงเพื่อการท่องเที่ยว ในที่สุดก็ต้องเลิกล้มบ่อยให้บริเวณดัวกล่าวเป็นสวนไปในที่สุด
ดังนั้นการศึกษาเพื่อให้เข้าใจถึงความเป็นมนุษย์ในดินแดนอินโดนีเซีย จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการจะได้อยู่ร่วมกัน และรับเอาวัฒนธรรมใหม่เข้าไปใช้ในส่วนที่มีการยอมรับได้ จึงไม่แปลกที่ชนกลุ่มน้อยนั้นจะใช้เครื่องยนต์เข้ามาแทนการพายเรือตามลำธาร หรือรู้จักที่จะใช้เครื่องอำนวยความสะดวกแบบใหม่ในชีวิตประจำวัน นั่นหมายถึงการมีการศึกษาเข้าใจถึงวัฒนธรรมและภาษา ความเชื่อของชนกลุ่มน้อยนั้นเป็นอย่างดีแล้ว ในคุณหมิงของจีนมีการจัดหมู่บ้านของชนกลุ่มน้อยที่สร้างรูปแบบอาคาร และจัดสิ่งของตามแบบของชนชาติต่างๆ ให้ศึกษาและมีการแสดงประกอบ เช่นเดียวกับซาราวัคที่มีหมู่บ้านชนกลุ่มน้อยที่มีบทบาทสำคัญในเกาะ บอร์เนียวของเผ่า มนุษย์ที่อยู่ดั้งเดิมนั้นมีหลายกลุ่มที่เหลืออยู่เป็นกลุ่มใหญ่คือ พิดายุ พีนาน เมเลเนา โอรังอูลู (ชื่อเรียกรวมกลุ่มต่างๆ) ส่วนชนชาติใหญ่ที่มีอยู่มากในพื้นที่ก็คือ มาเลย์ และจีน ปรระเด็นสำคัญอยู่ต้องที่รัฐได้ให้ความสำคัญทางวัฒนธรรมของเผ่าพันธุ์แต่ละ กลุ่มจนสามารถทำให้เกิดความภาคภูมิใจและมีความหมาย ที่เรียนรู้ถึงศิลปวัฒนธรรมที่แสดงถึงคุณค่าของตน กับวิถีชีวิตอยู่ตามธรรมชาติ มีประเพณีของตน และปรับตัวให้อยู่ร่วมกันในสังคมปัจจุปันได้อย่างดี แม้ว่าจะมีความแตกต่างในการที่เป็นชนเผ่า (เจาะ) หูยาว ชนเผ่าล่าหัวคน หรือชนเผ่าที่รู้จักการใช้ลูกดอกอาบยาพิษก็ตาม ก็สามารถเรียนรู้และถ่ายทอดได้