[review] รีวิว Chernobyl (2019)


[review] รีวิว Chernobyl (2019) mini series 5 ตอนจากช่อง HBO จัดได้ว่าเป็น series ซึ่งแนวสารคดี ที่มีลีลาการเล่าเรื่องน่าสนใจ และยังสอดแทรกสาร สำคัญที่เกี่ยวข้อกับผลกระการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ได้อย่างแยบยล

Chernobyl ว่าด้วยเรื่องราวของการระเบิดของแกนปรมณูโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Chernobyl สหภาพโซเวียต เมื่อปี 1986 เป็นการแสดงถึงความพยายามของรัฐบาล เจ้าหน้าที่รัฐ นักวิทยาศาสตร์ที่ร่วมมือกันในการระงับเหตุร้ายที่จะเกิดขึ้นหลังจากการระเบิด รวมไปถึงการเปิดเผยสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการระเบิด

แม้จะดูเป็นภาพยนตร์ซีรีส์แต่วิธีการดำเนินเรื่องนั้นเน้นสอดคล้องกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์มากที่สุดบุคคลหลายคน ล้วนแต่มีชีวิตอยู่จริงและเกี่ยวข้องจริงกับเหตุการณ์หลังการระเบิด

ซีรี่ย์ทำออกมาได้ค่อนข้างดีเยี่ยม มีการลงทุนมหาศาล มีการค้นคว้าข้อมูลแน่ ในฐานะคนดูจึงรู้สึกว่าดูแล้วคุ้มมากๆ

ภาพการกระจายของฝุ่นละอองหรือรังสีที่เกิดจากการระเบิดนั้น สะท้อนใกล้ถึงการแพร่กระจายทางความคิดในระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ไปสู่ประชาชนทั่วไป ซึ่งแน่นอนว่าในครั้งแรกมันคือสิ่งที่ มีคุณประโยชน์มหาศาล แต่ในทางกลับกันก็สามารถสร้างความเสียหายได้อย่างมหาศาลด้วยเช่นกัน

ให้ภาพผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากการระเบิดครั้งนั้น ในแง่วิถีชีวิตทั่วไป ความเป็นอยู่ ผู้คนหลายคนต้องพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รัก ผู้ที่ทำหน้าที่ระงับเหตุหลายคนต้องเสียชีวิตไปโดยที่พวกเขาไม่รู้ถึงคิดภัยมาก่อน หลายคนต้องย้ายออกจากบริเวณนั้น ย้ายออกจากบ้านที่เคยอยู่หลายชั่วคนไปอยู่ที่ใหม่ ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นแค่ทางตรงเท่านั้นแต่เกิดขึ้นทางอ้อมอีกหลายจุด ทั้งในแง่สิ่งแวดล้อม ความรู้สึก จิตใจของผู้คน รวมถึงปัญหาความมั่นคงของชาติอีกด้วย และมันยังส่งผลต่อไปอีกนับสิบปี หรือร้อยปี

สิ่งที่เป็นมากกว่าภาพยนตร์เล่าเรื่องเหตุการณ์ระเบิดแกนปฏิกรณ์ปรมณูโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ คือแสดงภาพสะท้อนการล่มสลายของระบบการปกครองสังคมนิยมที่สหภาพโซเวียตถือปฏิบัติมาตั้งนับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองปี 1912 ซึ่งสภาพโซเวียตได้ใช้วิธีการปกครองนี้แล้วแพร่กระจายความคิดไปสู่หลายประเทศในโลก นับเป็นขั้วอำนาจที่สำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งตรงกันข้ามกับระบอบเสรีนิยมสหรัฐอเมริกา

การที่โรงไฟฟ้า chernobyl ระเบิดนั้นก็ไม่ต่างกับการปกครองในลัทธิสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ล่มสลาย เพราะเป็นที่ทราบกันว่าโรงไฟฟ้าปรมาณูนิวเคลียร์ เป็นการผลิตไฟฟ้าที่ให้พลังงานมหาศาล และไม่สิ้นสุด ก็เหมือนกับภาพของสหภาพโซเวียต ที่เป็นประเทศมหาอำนาจโลก แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องล่มสลายไป เพราะระบอบการปกครองที่มีปัญหาไม่สามารถนำพาชีวิตให้ประชากรนั้นอยู่ดีกินดีได้ เช่นเดียวกับโรงไฟฟ้าปรมาณูนิวเคลียร์ chernobyl ที่มีส่วนประกอบใจการสร้างที่เป็นปัญหานั้นเอง

หนังยังทำให้เห็นถึงวิถีชีวิตของผู้คนในชนชั้นแรงงาน ภายใต้ระบอบการปกครองคอมมิวนิสต์นั้น ทุกคนไม่สามารถเลือกหรือแทบจะไม่มีอิสระในการเลือกที่จะทำงานได้อย่างเต็มที่ จะต้องทำงานภายใต้คำสั่งยกตัวอย่างเช่นจะต้องทำงานในจุดที่อันตรายที่สุด จะต้องทำงานในสิ่งที่ตัวเองไม่อยากทำ การให้ค่าชีวิตของผู้คนชนชั้นแรงงานที่ต่ำกว่าจุดความเป็นมนุษย์

ในจุดนี้เองส่วนตัวแล้วผมชอบฉาก เจ้าหน้าที่กลุ่มหนึ่งที่จะต้องเข้าไปยิงสัตว์ที่อยู่อาศัยในเขต chernobyl หนังเปรียบเทียบชีวิตของมนุษย์กับสัตว์ และฉากที่ทหารเข้าไปเคลื่อนย้ายผู้คน มีคนแก่คนหนึ่งกำลังรีดนมวัว เธอได้เล่าเรื่องใช้ถืออาวุธเข้ามาในบ้านของเธอนับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบกษัตริย์มาจนถึงระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ผ่านวิกฤตการณ์สงครามมากมายสุดท้ายมาจนถึงวิกฤตการณ์ chernobyl นี้เอง

และลองคิดดูว่าในภาวะที่โลกเผชิญหน้ากับสงครามเย็น cold war ซึ่งขั้วมหาอำนาจทางด้านเสรีนิยมนำโดยสหรัฐอเมริกาและขั้วอำนาจ ทางด้านสังคมนิยมนำโดยสหภาพโซเวียตที่อยู่ในช่วงแข่งขันกันอย่างเข้มข้นทั้งทางด้านการข่าว วิทยาศาสตร์ อาวุธยุทโธปกรณ์ อุดมการณ์ทางการเมือง ซึ่งหากข่าวการระเบิดของโรงไฟฟ้าปรมาณูนิวเคลียร์ chernobyl แพร่กระจายออกไปแล้วจะส่งผลกระทบอันเดอร์เทลร้ายอย่างไรต่อความน่าเชื่อถือของประเทศสมาชิกที่รับอุดมการณ์สังคมนิยมไป ซึ่งแน่นอนว่าว่งผลกระทบต่อสหภาพโซเวียตอย่างมหาศาล

แม้กระทั่งประธานาธิบดี มีฮาอิล กอร์บาชอฟ ก็ยังกล่าวในภายหลังหลังจากลงจากตำแหน่งประธานาธิบดีไปแล้วว่า เอาเข้าจริงๆแล้วสาเหตุที่แท้จริงที่สุดของการล่มสลายระบอบการปกครองสังคมนิยมคอมมิวนิสต์รัสเซียคือการระเบิดของโรงไฟฟ้า chernobyl นั่นเอง

อย่างที่กล่าวไปในตอนต้นคือซีรีย์ชุด chernobyl เป็นภาพยนตร์ที่เน้นการนำเสนอเหตุการณ์หลังการระเบิดของโรงงานไฟฟ้า chernobyl ดังนั้นทีมสร้างจึงให้ความสมจริงกับเนื้อหา ข้อมูล อีกทั้งยังมีการลงทุน มหาศาลที่ทำให้คนดูรู้สึกว่าสมจริง มุมภาพหลายมุมทำให้รู้สึกว่าเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์รู้สึกถึงอารมณ์ของผู้คนได้ดีเยี่ยม

ที่น่าชื่นชมเป็นอย่างมากคือ chernobyl เป็นซีรีย์ขนาดสั้นเพียง 5 ตอนทำให้เราดูแล้วรู้สึกไม่น่าเบื่อ ไม่ต้องรอกันเฉลยหัวใจของเรื่องอย่างยาวนาน และขอแอบบอกว่าตอนที่ 4 กับตอนที่ 5 ถือว่าเป็นหัวใจหลักของเรื่องเลยทีเดียว ที่ต้องขอชื่นชมแบบสุดๆคือหลังจากจบตอนที่ 5 แล้วซีรีย์ได้นำเสนอถึงบทสรุปของตัวละครสำคัญว่าหลังจากนั้นแล้วจะมีชีวิตอย่างไรต่อไป เป็นช่วงเวลาไม่กี่นาทีแต่ดูแล้วได้อารมณ์และเกิดความสุขอันส่งผลต่อการดูซีรีย์ทั้งหมดอย่างสะเทือนอารมณ์เลยทีเดียว

ท้ายที่สุด สารสำคัญของซีรีย์ Chernobyl (2019) อาจหมายถึง การไม่พูดความจริง? และไม่พูดความจริงนี่เอง สร้างความเสียหายให้กับผู้คน อาจจะมากกว่าการระเบิดของโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ก็เป็นได้

chernobyl อาจมีข้อเสียอยู่บ้างตรงที่เป็นภาพยนตร์ที่เน้นเล่าเหตุการณ์จริง ดูแล้วออกแนวสารคดีเสียด้วยซ้ำดังนั้น จึงจำเป็นจะต้องเล่าถึง องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับฟิสิกส์นิวเคลียร์ ซึ่งหากใครไม่ชอบวิทยาศาสตร์เลย ดูแล้วอาจรู้สึกปวดหัวเพราะมีคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์อยู่เยอะมาก และถ้าหากเป็นคนที่ไม่สนใจในประวัติศาสตร์เลย อาจดูแล้วเข้าใจยากไปสักหน่อย หรือไม่มีความรู้เกี่ยวกับ ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในช่วงยุคสงครามเย็น รวมถึงองค์ความรู้เกี่ยวกับแนวคิดและการปกครองระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ก็อาจจะเข้าถึงอารมณ์และความรู้สึกของซีรีย์ชุดนี้ได้ไม่ดีเท่าที่ควร ดังนั้นซีรีส์ชุด chernobyl จึงค่อนข้างเลือกคนดูอยู่พอสมควร

จึงอาจกล่าวได้ว่า chernobyl 2019 คือภาพยนตร์ซีรีส์กึ่งสารคดีที่มีการเล่าเรื่องสนุก น่าสนใจ น่าติดตาม ให้ภาพการระเบิดของโรงงานไฟฟ้าประมาณนิวเคลียร์สหภาพโซเวียตเป็นภาพสะท้อนการล่มสลายของระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ได้อย่างดียิ่ง

8/10

วาทิน ศานติ์ สันติ

#MovieStation #สถานีหนัง

#ภาพยนตร์ซีรีส์ #ภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์

#ภาพยนตร์กึ่งสารคดี #ภาพยนตร์สะท้อนสังคม #ภาพยนตร์สะท้อนการเมืองการปกครอง

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สถานีหนัง



ความเห็น (0)