บทความเรื่อง It’s past time to fix the broken international architecture for education (1) โดย Nicholas Burnett อดีตผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ UNESCO ตีพิมพ์ใน International Journal of Educational Development บอกว่าโครงสร้างระบบการศึกษาโลกขณะนี้แตกเป็นเสี่ยงๆ (broken) หรือมั่ว จึงล้มเหลว เป็นระบบที่ก่อปัญหาทั่วโลก
ท่านผู้เขียนให้นิยามคำว่า international architecture for education ว่าหมายถึงระบบองค์การระหว่างประเทศ (ทั้งองค์การสาธารณะ และองค์การเอกชน) ที่ได้รับทรัพยากรระหว่างประเทศ สำหรับทำหน้าที่เข้าไปช่วยเหลือประเทศต่างๆ เน้นประเทศยากจน อ่านถึงตอนนี้ก็คิดว่าประเทศไทยไม่อยู่ในข่ายความสนใจของบทความนี้
แต่เอาเข้าจริง เราก็อยู่ในนั้นด้วย เพราะเขาบอกว่า หน้าที่ขององค์การนานาชาติเหล่านั้นมี ๖ ประการ ได้แก่
- หน้าที่ผู้นำระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดลำดับความสำคัญ
- กำหนดวิถีปฏิบัติ (norms) และมาตรฐาน
- สร้างและเผยแพร่ความรู้
- ติดตามผล (performance)
- ดูแลความรับผิดรับชอบ
- จัดสรรทรัพยากรช่วยเหลือสู่จุดที่มีความต้องการสูงสุด ด้วยวิธีการที่ก่อผลกระทบสูงสุด
ผมตีความว่า เป้าหมายสูงสุดคือ เพื่อให้สังคมโลกมีพลโลกที่มีปัญญา โดยที่เราสามารถทำให้พลโลกในอนาคตมีปัญญาสมดุลครบถ้วนลุ่มลึกเชื่อมโยงมากกว่านี้ได้มากมายหลายเท่า
เขาบอกว่า SDG4 บกพร่องในด้านการขับเคลื่อนการศึกษาโลก ได้แก่ (๑) เอ่ยถึง education แต่ไม่เอาใจใส่ learning (๒) ไม่เอาใจใส่ equity (๓) ละเลยการพัฒนาเด็กเล็ก (๔) ละเลยการศึกษาหลังระดับมัธยม (๕) ละเลยเรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิต
บทความนี้เขียนในลักษณะวิพากษ์ เขาวิพากษ์ global leadership ด้านการศึกษา ว่าอ่อนแอ เขาเอ่ยถึง Abidjan Principle (2) ที่เรียกร้องให้รัฐจัดการศึกษาให้แก่พลเมือง ไม่ปล่อยให้ตกอยู่ในกำมือภาคธุรกิจ โดยถือว่าการเข้าถึงการศึกษาเป็นสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่โอกาสค้ากำไร เขาบอกว่าภาวะผู้นำเรื่องนี้ในวงการศึกษานานาชาติอ่อนแอ ซึ่งที่จริงก็คือ ตำหนิ UNESCO เองว่าอ่อนแอ แทนที่จะรับผิดชอบขับเคลื่อนเรื่องการศึกษากับสิทธิมนุษยชน กลายเป็นองค์กร เอ็นจีโอนานาชาติชื่อ Right to Education Initiative เป็นแกนหลักในการล็อบบี้ให้มีการยอมรับ Abidjan Principle (2) ซึ่งก็ไม่ทราบว่าจะได้ผลในทางปฏิบัติแค่ไหน เพราะเห็นกันทั่วโลก ว่าโรงเรียนของรัฐคุณภาพต่ำ จนพ่อแม่ทนไม่ได้ ต้องตะเกียกตะกายหาเงินส่งลูกเข้าโรงเรียนเอกชนที่คุณภาพสูงกว่ามากมาย สภาพนี้ค่อยๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อ ๖๐ - ๗๐ ปีก่อน ในประเทศไทย โรงเรียนเอกชนเกือบทั้งหมดคุณภาพสู้โรงเรียนของรัฐไม่ได้ ตอนที่ผมสอบเข้าเรียนชั้นมัธยมที่โรงเรียนประจำจังหวัดได้ เพื่อนๆ ที่สอบเข้าไม่ได้มีทางเลือก ๓ ทาง คือ (๑) เข้าโรงเรียนเอกชน (สมัยนั้นเรียกว่าโรงเรียนราษฎร์) (๒) เข้าโรงเรียนช่างไม้ ถ้าเป็นผู้ชาย เข้าโรงเรียนการช่างสตรี ถ้าเป็นผู้หญิง (๓) ไม่เรียนต่อ มีวุฒิการศึกษาแค่ ป. ๔
แต่เดี๋ยวนี้ รู้กันว่า โรงเรียนเอกชนส่วนใหญ่คุณภาพสูงกว่าโรงเรียนของรัฐส่วนใหญ่ โรงเรียนของรัฐคุณภาพดีก็มี แต่มีน้อย ต้องแข่งขันกันหรือแย่ง และเป็นต้นเหตุของคอร์รัปชั่นในวงการศึกษา
เอาเข้าจริงผู้เขียนซึ่งเป็นอดีตผู้ช่วยผู้อำนวยการ UNESCO จงใจสับหรือปอกเปลือกความอ่อนแอของ UNESCO จากหลายสาเหตุ รวมทั้งการเมืองภายใน แต่เขาก็บอกว่า มีหน่วยงานของ UNESCO ที่เข้มแข็ง ได้แก่ UIS (UNESCO Institute of Statistics), GEMR (Global Education Monitoring and Report), IIEP (International Institute for Educational Planning), และหน่วยงานพิเศษภายใต้ UNESCO อีกหลายหน่วย และนอกจากนั้น UNESCO ยังมีพลังเข้มแข็งด้านการจัดการประชุม ที่ยอมรับกันทั่วโลก อ่านถึงตรงนี้ผมนึกถึง WHO ที่ผมค่อนข้างคุ้นเคย
รัฐบาลนอร์เวย์ได้ร่วมกับ UNESCO จัด Commission Report ชื่อ The Learning Generation : Investing in Education for a Changing World (3) และ Nicholas Burnett วิจารณ์ว่า มีกิจกรรมดำเนินการตามข้อเสนอแนะน้อยมาก (ทำให้ผมนึกถึงประเทศไทยเรา) และรายงานดังกล่าวขาดประเด็นเรื่องโครงสร้าง (architecture)
ผมไม่ได้ตั้งใจสรุปประเด็นจากบทความนำมาเล่า แต่ตั้งใจเล่าความประทับใจของผมเมื่อได้อ่านเอกสารนี้ เขาบอกว่า มีไม่ถึง ๑๐ ประเทศที่มี National Education Account ในขณะที่กว่า ๗๐ ประเทศมี National Health Account ผมขอบันทึกด้วยความภูมิใจว่า ประเทศไทยมีการวิจัยบัญชีรายจ่ายแห่งชาติของทั้งสองระบบที่กล่าว โดยบัญชีรายจ่ายด้านสุขภาพนำโดย นพ. วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร แห่ง IHPP และบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาสนับสนุนโดย วสศ. / กสศ. และดำเนินการโดย รศ. ดร. ชัยยุทธ์ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์ แห่งคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เขาบอกว่า UNESCO เคยเป็นองค์กรนำ ในด้านการศึกษาของโลก แต่เวลานี้องค์กรนำคือ GPE - Global Partnership for Education
หัวข้อที่น่าสนใจคือ Learn from other sectors และแน่นอนว่า sector แรกที่เขาเอ่ยถึงคือ health และอีก sector คือ financial เปรียบเทียบกับภาคสุขภาพ ภาคสุขภาพมีเป้าหมายร่วมของทุกประเทศในโลกชัดเจนคือ UHC – Universal Health Care – บริการสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งประเทศไทยอยู่ในฐานะประเทศแนวหน้า และเขาบอกว่า มีตัววัดชัดเจนคือ DALYs และ NHA (National Health Accounts – บัญชีรายจ่ายแห่งชาติด้านสุขภาพ) สรุปได้ว่าทั้งสอง sector นี้กลไกระดับโลกสนับสนุนความรู้และเทคนิค เชื่อมโยงกับการสนับสนุนด้านการเงิน ซึ่งกลไกโลกด้านการศึกษาไม่ได้ทำ หรือทำได้ไม่ดี
Nicholas Burnett เสนอ ๓ กิจกรรมที่วงการการศึกษาโลกควรทำ ได้แก่ (๑) ร่วมกันทำความชัดเจนเรื่องอนาคตของการศึกษา (๒) สร้างกลไกสนับสนุนระบบการศึกษาภาคสาธารณะของโลก (๓) กิจกรรมริเริ่มสร้างสรรค์วิธีให้การสนับสนุนด้านเทคนิคและการเงินแก่ประเทศยากจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอัฟริกา
วิจารณ์ พานิช
๓ มิ.ย. ๖๒
ล็อบบี้ โรงแรมแมนดาริน สามย่าน