“มารย่อมรังควาญบุคคลผู้มีปรกติเห็น
อารมณ์ว่างาม  ผู้ไม่สำรวมแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย
 ไม่รู้ประมาณในโภชนะ  เกียจคร้าน  มีความเพียรเลว
เหมือนลมระรานต้นไม้ที่ทุรพล”

    ต้นไม้ที่ผุกร่อน เปราะบาง กรอบแห้ง เมื่อถูกลมมีกำลังแรงพัดก็จะหักโค่นหรือแตกหักไปตามกำลังของลม เช่นกับบุคคลที่มีความอ่อนไหว จิตใจไม่มั่นคง ไม่เคยฝึกฝนจิตและฝึกฝนจิตไม่ถึงขั้นก็มักจะต้องอยู่ภายใต้อำนาจอารมณ์ที่ยั่วยวนนั้น

    บุคคลที่ไม่รู้จักประมาณในการบริโภค มีความเกียจคร้าน ขวักไขว่แต่เรื่องไม่ดีก็เหมือนกับต้นไม้ที่เปราะบางนั้น มารคือความรู้สึกหรืออารมณ์ร้ายๆ ก็จะคอยรังควาญบุคคลนั้นให้เดือดเนื้อร้อนใจอยู่เป็นนิตย์ แม้จะพยายามทำสิ่งดีๆเพียงใด ก็มักถูกมารคืออารมณ์ร้ายๆที่สะสมไว้นั้นคอยรังควาญไม่ให้บรรลุสิ่งดีนั้นตลอดเวลา และบุคคลบางคนในโลกนี้ไม่ค่อยสำรวมระวังอินทรีย์คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามอารมณ์ เขาย่อมถูกมารคือความรู้สึกไม่ดีรังควาญไม่ให้ได้รับความสุขใดๆ ดังนั้น การที่เราจะชนะมารเหล่านี้ได้ เราต้องฝึกฝนตนเองโดยเฉพาะด้านจิตใจ เห็นสักแต่ว่าเห็น ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน ได้กลิ่นสักแต่ว่าได้กลิ่น รับรสสักแต่ว่ารู้รส สัมผัสสักแต่ว่าสัมผัส รู้สึกสักแต่ว่ารู้สึก เมื่อนั้นเขาย่อมชนะมารได้

    อย่างไรคือ “สักแต่ว่า..” ยกตัวอย่างการเห็น เมื่อตามองรูป ไม่เข้าไปเสริมความรู้สึก (ปรุงแต่ง) ว่า รูปนี้ช่างสวยจริงแท้ มีความละเอียดอ่อน มีสีนวลน่ารักน่าใคร่ ทำด้วยฝีมือประณีตวิจิตรแท้ ..... เห็นสักแต่ว่าเห็นคือ รูปคือรูป แต่หากต้องการให้การเห็นนั้นเกิดปัญญา ก็ต้องพิจารณาถึงสภาพที่เป็นจริงของรูป ว่า รูปนี้คือองค์ประกอบของธาตุพื้นฐาน ๔ มีอันเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา วันหนึ่งก็แตกสลายไม่เหลือความเป็นรูป การเข้าไปยึดถือว่ารูปนี้จะคงอยู่ตลอดไป เป็นความเขลาแท้ อย่างนี้เป็นต้น