กรณีข่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจขอตรวจใบอนุญาตขับรถแล้วมีประเด็นเรื่องราวใหญ่โต ผมตั้งใจว่าพอเรื่องเงียบสักพักแล้วจะเขียนถึง แต่ว่าวันนี้ว่างพอดีเลยขอเขียนถึงสักหน่อย
เมื่อตุลาคม 58 ผมได้รับการแต่งตั้งเป็นรักษาการผู้อำนวยการ โรงเรียนเทศบาล 4 ณ ตอนนั้นมีนักเรียนราว 760 คน ครูรวมๆ45คน นักศึกษาฝึกสอน 13 คน ภารโรง 3 คน น้องๆการเงินธุรการ 3 คน พี่เลี้ยงแม่ครัว 3 คน รวมๆแล้วผมมีลูกน้องใต้บังคับบัญชาประมาณ 60 คน ครูบางท่านเรียก ผอ. บางท่านเรียกรองฯ บางท่านเรียก รก. เป็นช่วงที่คิดว่าตัวเองมีความสุขเพราะได้เป็น ผอ. มีห้องส่วนตัว มีโต๊ะทำงานส่วนตัว จำได้ว่าผมซื้อเก้าอี้ประจำตัวใหม่ราคาตัวละ5-6พันบาท ทั้งๆที่อันเก่าก็ยังมีอยู่ ก่อนนั้นตอนผมเป็นรองฯ ผมนั่งทำงานรวมกับน้องๆธุรการและการเงิน พอได้เป็นรักษาการ ผอ. ผมย้ายมาทำห้องส่วนตัวพร้อมกับความรู้สึกที่ว่า โต๊ะตัวเดิมเล็กไปสำหรับผม
เวลาผ่านไป ไม่ใช่แค่โต๊ะทำงานเท่านั้นที่มันเล็กไปสำหรับผม แต่สิ่งรอบข้างตัวผมก็เล็กลงไปด้วยมีเพียงผมที่รู้สึกใหญ่ขึ้น เพราะหัวโขนที่สวมอยู่แต่ไม่รู้ว่ามันเป็นแค่อุปกรณ์ชิ้นนึง ถ้าถอดออกก็เป็นคนเดิมคนธรรมดาเท่านั้น ผมเริ่มมีความรู้สึกประหลาดๆ เช่น ถ้ามีครูคนไหนเรียกผมว่า “วิทย์” ผมรู้สึกว่าเขาไม่ให้เกียรติทั้งๆที่ คนเรียกก็เรียกอย่างนี้มาตั้งนานแล้วเพราะเขาเป็นพี่ ผมรู้สึกว่าเป็นเรื่องน่าโมโหที่สุดถ้ามีใครมาจอดรถในช่องจอดรถของผม ผมจึงทำป้ายไปติดในช่องเดิมนั้นว่า “ที่จอดรถ ผอ.(ทั้งๆที่ผมเป็นแค่รักษาการ)” ผมมีความรู้สึกว่าผมไม่ได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสมถ้าผมขับรถผ่านป้อมยามรักษาการในศูนย์การทหารม้าแล้วทหารยามไม่ลุกขึ้นทำความเคารพ(ผมติดป้ายผ่านนายทหารสัญญาบัตรไว้ที่กระจกรถ) มันบ้าจริงๆ แค่เป็นรองฯผอ.โรงเรียนแต่กลับแยกไม่ออกว่าอันไหนชีวิตจริง อันนั้นภาพลวงตา
ย้อนกลับมากรณีชายในรถทำเฉยไม่แสดงใบอนุญาตขับรถให้เจ้าหน้าที่ โดยอ้างว่าเป็นอธิบดีผู้พิพากษา... ผมไม่แปลกใจเลย ไม่แปลกใจจริงๆ ระบบราชการเราไม่ว่าจะเป็นส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค หรือส่วนท้องถิ่น มักได้รับการยกย่องว่าเป็นเจ้าคนนายคน เมื่อถูกยกใหเเป็นเจ้าคนนายคนบ่อยๆ ก็เกิดการอุปโลกน์ขึ้นมาจริงๆว่า ฉันนะพิเศษนะ ฉันเหนือกว่านะ ฉันต้องได้รับการปฏิบัติให้สมกับความเป็นเจ้าคนนายคน เชื่อเถอะว่า100คนจะเป็นสัก85คน อีก15คนที่เหลือแบ่งเป็นไม่ยึดติดกับตำแหน่งเพราะถูกขัดเกลามาดี 5 คน อีก10คนที่เหลือเคยอยู่สูงแล้วร่วงลงมาจึงเข้าใจในสัจธรรมชีวิต(อันนี้เรียกว่ากลุ่มที่ได้รับบทเรียน)
ถอดออกสิ สวมทำไมตลอดเวลา! นี่คือสิ่งที่ทุกคนพูด แต่พอเรื่องจริงคนที่พูดอย่างนี้เกินครึ่ง มีงานแต่งก็ต้องไปเชิญเจ้าคนนายคนที่ว่ามาเป็นประธาน มีงานศพก็ไปกราบไปเชิญเขามา มีงานบุญก็ไปบอกบุญขอบริจาค มีงานเลี้ยงก็ไปลากเจ้าคนนายคนเหล่านี้มา เพื่อเป็นเกียรติแก่ตัวเองที่เขามา แล้วอย่างนี้คนถูกเชิญมาจะไม่ลอยไปกับเกียรติที่ถูกประเคนให้ได้ยังไง ยกเว้นถ้าเจอคนดีจริง ซึ่งก็มีเยอะแยะผมเคยได้มีโอกาสทำงานกับผู้ใหญ่อยู่บ้าง หลายท่านน่ารักมากไม่ถือตัวและยังสอนให้เราเป็นคนไม่ยึดติดกับตำแหน่ง
ดังนั้นกรณีข่าวตรวจใบขับขี่นี้ จึงมองได้ว่าเป็นความผิดพลาดส่วนบุคคลก็น่าจะได้ แต่เราเองถ้าอยากให้ทุกคนปฏิบัติอย่างเท่าเทียม ก็ต้องไม่ยกยอเขาให้อยู่สูงเกินไป ให้เกียรติอย่างสมควรไม่ใช่เกินควร เช่นกันเราก็ต้องไม่เอาเปรียบคนอื่นเมื่อมีโอกาส โดนจับไม่สวมหมวกกันน๊อค ก็ต้องยอมรับผิด ไม่ใช่โวยวายด่าเจ้าหน้าที่ว่าหาเรื่องเอาเงิน โดนใบสั่งขับรถเร็วเกินกำหนดก็ต้องยอมรับเพราะสังคมดีเริ่มจากตัวเรา ไม่ใช่เริ่มจากให้คนอื่นทำก่อน อย่างนี้ตายแล้วเกิดใหม่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นครับ
ในประเทศนี้ เวลาสร้างพระ จะทำพิธีกรรมที่เรียกว่า”เบิกเนตร”… พระพุทธรูป ค่ะ..เปิดตาตน.. ให้เห็น ตัวตน.. ถูกหยิบยกไปไว้ แค่พิธีกรรม.. เป็นไป ดังนั้นแล… นักการ… เมือง จึง ต้องผูกผ้าขาวม้าคาดเอวทีละหลายๆผืน เวลาไป ทำท่าเยี่ยม ราษฎร ตาดำๆ.. ละห้อยๆ.. ให้เห็น….
สังคมไทยเป็นเช่นนั้นจริง ๆ