“การคิดอย่างมีเหตุมีผล”(Logical Thinking)
การคิด (Thinking)
เป็นกระบวนการทางสมองที่เกิดขึ้น เมื่อมีสิ่งเร้ามากระตุ้น ทำให้จิตและสมองนำข้อมูลที่มีอยู่ มาหาวิธีการเพื่อที่จะแก้ปัญหานั้น
ต้นเหตุของการคิด
สิ่งเร้าที่เป็นปัญหา: สถานการณ์ เหตุการณ์ หรือสภาวะที่มากระทบ
สิ่งเร้าที่เป็นความต้องการ: ความต้องการสิ่งที่ดีขึ้นกว่าเดิม
สิ่งเร้าที่ชวนสงสัย: สิ่งเร้าแปลกใหม่ที่กระตุ้นให้สงสัย
ความสำคัญของการคิด
การคิดนำไปสู่การกระทำและการเปลี่ยนแปลง
การคิดทำให้ได้วิธีการที่มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหา
การคิดที่ถูกต้อง ช่วยลดเวลาในการแก้ปัญหา ลดการใช้ทรัพยากร ซึ่งนำไปสู่การป้องกันและแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพ
การคิดที่ไม่ถูกต้อง นอกจากจะไม่แก้ปัญหาแล้ว ยังเป็นการสร้างปัญหาและก่อให้เกิดความสูญเสีย
คุณภาพของความคิด
มีความลึกซึ้ง มีเป้าหมาย เป็นอิสระ มีความอ่อนตัว มีความรวดเร็ว มีความกว้างขวาง
รูปแบบของการคิด
- ■ การคิดเชิงวิพากย์ (Critical Thinking)
- ■ การคิดเชิงวิเคราะห์ (Analytical Thinking)
- ■ การคิดเชิงสังเคราะห์ (Synthesis-Type Thinking)
- ■ การคิดเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Thinking)
- ■ การคิดเชิงมโนทัศน์ (Conceptual Thinking)
- ■ การคิดเชิงประยุกต์ (Applicative Thinking)
- ■ การคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinking)
- ■ การคิดเชิงบูรณาการ (Integrative Thinking)
- ■ การคิดเชิงอนาคต (Futuristic Thinking)
- ■ การคิดเชิงสร้างสรรค์ (Creative Thinking)
- ■ การคิดอย่างมีเหตุมีผล (Logical Thinking)
การใช้เหตุผล
- ■ เหตุ เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดสิ่งต่าง ๆ ขึ้น
- ■ ผล เป็นผลผลิตที่เกิดมาจากเหตุ
- ■ ภาษาที่ใช้แสดงเหตุผลต้องมี 2 ข้อความ คือ ข้ออ้าง (Premise) และข้อสรุป (Conclusion)
ลักษณะของภาษาที่ใช้แสดงเหตุผล
- ■ ต้องมี 2 ข้อความ คือ ข้ออ้าง (Premise) และข้อสรุป (Conclusion)
- ■
รูปแบบของการใช้เหตุผล
- ■ การใช้เหตุผลแบบอุปนัย (Inductive Reasoning)
อุปนัย คือการพิสูจน์โดยอ้างประสบการณ์จากสิ่งเฉพาะไปสู่สิ่งทั่วไป การศึกษาเพื่อการใช้เหตุผลแบบอุปนัย
- ■ การตั้งสมมติฐาน (Hypothesising)
- ■ การอ้างสิ่งทั่วไป (Generalization)
- ■ การคิดตามเหตุและผล (Tracing causes and effects)
การใช้เหตุผลแบบนิรนัยคือ การพิสูจน์สิ่งเฉพาะโดยอ้างจากสิ่งที่รู้แล้วทั่วไป
เมื่อรู้หลักใหญ่อันใดอันหนึ่งแล้ว ก็คิดแบ่งแยกสาขาออกไป ทำให้เกิดความรู้ที่แตกแขนง
ประกอบด้วย ประโยคอ้างหลัก ประโยคอ้างรอง และข้อสรุป
“การคิดอย่างมีเหตุมีผล”(Critical Thinking)
ในสังคมที่มีมนุษย์อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ทำให้เห็นถึงความแตกต่างที่มนุษย์เรามีความคิดที่ผิดแผก แตกต่างกันไป บางคนจากที่เราสื่อสารด้วย จะแสดงความมีเหตุ มีผล อ่อนน้อมถ่อมตน พูดจาไพเราะ นอบน้อม...แต่บางคนที่เราสื่อสารด้วย กลับแสดงตนไม่มีเหตุ ไม่มีผล บางคนแสดงอาการก้าวร้าว แข็งกระด้าง หยาบคายบ้าง บางคนก็เอาแต่ใจ (ความรู้สึก) ของตนเองเป็นใหญ่ ไม่คำนึงถึงเหตุผล ไม่สนใจว่าผู้ที่เขากำลังจะสื่อสารด้วยจะเกิดความรู้สึกเช่นไร...เพียงแต่ให้สนองความต้องการของตนเองเป็นพอ ...ในบางครั้งไม่สนใจในเรื่องของกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ กฎหมายที่มีไว้ให้ถือปฏิบัติ...จะให้มีความยืดหยุ่น (ซึ่งปฏิบัติการยืดหยุ่นไม่ได้แล้วเพราะมีประกาศได้กำหนดไว้ให้ปฏิบัติในภาพของส่วนรวมแล้ว)...แสดงให้เห็นถึงพื้นฐาน ที่มาของแต่ละบุคคลที่มีพื้นฐาน ครอบครัว สิ่งแวดล้อมในการดำรงชีพ ว่าเป็นอยู่อย่างไร...
| 4 |
บางครั้งในสังคมที่คนเราคิดว่าเป็นสังคมชุมชน ชนบท คือ คนที่ได้รับการศึกษาน้อย จะมีเรื่องการคิดที่ไม่มีเหตุผลมาก...แต่หากลับเป็นเช่นนั้นไม่...จากที่ผู้เขียนได้เคยอยู่กับสังคมดังกล่าวทำให้ทราบว่า...บางครั้ง ตนเองมีความสุขที่อยู่ในที่ที่ตรงนั้น คนรอบข้างก็ว่ากันด้วยเหตุด้วยผล...แต่เมื่อเติบใหญ่ ต้องเปลี่ยนสถานที่ที่เคยอยู่มาอยู่กับอีกสังคมหนึ่งที่เรียกว่ามีการศึกษาสูง...แต่กลุ่มคนที่ได้พบกลับตรงกันข้ามกับที่เราเคยอยู่ในสังคมชุมชน...ความคิดของพวกเขาเหล่านั้น...เรียกว่า “คิดนอกกรอบ” แต่ความคิดนอกกรอบ กลับกลายเป็น "ความคิดที่ไม่มีเหตุมีผล" ซึ่งขัดแย้งกับที่นักวิชาการให้คำนิยามของคำว่า
“การคิดอย่างมีเหตุมีผลนั้นจะครอบคลุมถึงการวิเคราะห์ข้อมูล การให้เหตุผล การตั้งคำถามและการคำตอบอีกทั้งยังรวมถึงการประเมินผลอีกด้วย”มนุษย์เราพอเมื่อมีการศึกษาสูงขึ้น กลับกลายใช้อำนาจทางการที่มีความรู้สูงขึ้นมาใช้เพื่อหาผลประโยชน์ให้กับตัวเอง...ไม่ค่อยได้คำนึงถึงความมีเหตุ มีผล คำนึงถึงคุณธรรม + จริยธรรม กันสักเท่าไร?...แต่ปากกลับบอกว่า ฉันเป็นคนมีการศึกษาสูง...แต่การปฏิบัติตนยิ่งกว่าคนที่ไม่มีการศึกษา
การใช้ภาษาแสดงเหตุผล
ความหมายของคำว่าเหตุผล
เหตุผล หมายถึง ความคิดอันเป็นหลักทั่วไปกฎเกณฑ์ รวมทั้งข้อเท็จจริง ที่สนับสนุนข้อสรุป ข้อวินิจฉัย ข้อตัดสินใจ หรือข้อยุติ เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เนื่องจากเราใช้ เหตุผล ในการสนับสนุน ข้อสรุป เราอาจจะเรียก เหตุผล ว่าข้อสนับสนุนก็ได้ และข้อสรุป เป็นคำกลาง ๆ เป็นศัพท์เฉพาะ ที่เกี่ยวกับการแสดงเหตุผล ในภาษาที่ใช้กันอยู่ตามปกตินั้นอาจเรียกว่า ข้อสังเกต,การคาดคะเน, คำวิงวอน, ข้อคิด, หรือการตัดสินใจ ก็ได้โครงสร้างของการแสดงเหตุผลและภาษาที่ใช้ในการแสดงเหตุผล ดังนี้
- 1. โครงสร้างของการแสดงเหตุผล ประกอบด้วย
- ตัวเหตุผล หรือเรียกว่า ข้อสนับสนุน
- ข้อสรุป - 2. ภาษาที่ใช้ในการแสดงเหตุผล มี 4 ลักษณะดังต่อไปนี้
2.1 ใช้สันธานที่จำเป็นบางคำ มักเรียงเหตุผลไว้ก่อนสรุป โดยใช้สันธาน จึง เพราะ เพราะว่า เพราะฉะนั้น เพราะ……จึง หรืออาจเรียงข้อสรุปไว้ก่อนเหตุผล โดยใช้คำสันธาน เพราะ เพราะว่า ทั้งนี้เพราะว่า
2.3 ไม่ใช้สันธาน แต่เรียบเรียงข้อความโดยวางส่วนที่เป็นเหตุผล หรือส่วนที่เป็น
ข้อสรุปไว้ให้เหมาะสม ผู้ฟังก็จะรับสารได้ว่า ข้อความนั้นเป็นการแสดง เหตุผล อยู่ในตัว
เช่น ฉันจะไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคใด ๆ เป็นอันขาด ฉันได้รับการสั่งสอนจากคุณแม่ให้สู้เสมอ
จะเห็นว่า วรรคแรก เป็นข้อสรุป วรรคที่สอง เป็นเหตุผล
ที่สนับสนุนข้อสรุป
2.4 ใช้กลุ่มคำเรียงกันบ่งชี้ว่า ตอนใดเป็นเหตุผล หรือข้อสรุป เมื่อต้องการชี้เหตุผล
และข้อสรุป ให้ชัดแจ้งลงไป ก็ระบุไปว่า ข้อสรุป ข้อสรุปว่า เหตุผลคือ เหตุผลที่สำคัญคือ
2.5 ใช้เหตุผลหลาย ๆ ประกอบกันเข้า เพื่อเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้แก่ข้อสรุปของตน
โดยแยกแยะเหตุผลเป็นข้อ ๆ ไป เพื่อช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้น
| 5 |
การคิดอย่างมีเหตุผล และภาษาที่ใช้แสดงเหตุผล
การคิดของมนุษย์แบ่งออกได้กว้างๆ เป็น 2 ประเภท คือ
1. การคิดอย่างมีเหตุผล ต้องอาศัยหลักการหรือข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง สนับสนุนอย่าง เพียงพอ จึงทำให้ผิดพลาดน้อย
2. การคิดอย่างไม่มีเหตุผล เป็นการคิดที่ขาดข้อสนับสนุนที่มีน้ำหนักเพียงพอ จึงมัก
ผิดพลาดไม่เกิดประโยชน์ บุคคลที่ชอบคิดอย่างไม่มีเหตุผล เมื่อได้รับข้อเท็จจริงบางอย่างมักสรุปเองง่ายๆ ว่าจะต้องเป็นเช่นนั้น เช่นนี้ ส่วนบุคคลที่คิดอย่างมีเหตุผล มักจะเป็นคนที่ไม่หลงเชื่ออะไรง่ายๆ ก่อนที่จะไตร่ตรองให้ถ่องแท้เสียก่อน การคิดอย่างมีเหตุผลเป็นวิธีการตั้งข้อสรุปโดยมีเหตุผลสนับสนุนข้อสรุปและเหตุผลต้องมีน้ำหนักเพียงพอด้วย การแสดงความคิดที่มีเหตุผลแต่ละตอนจะต้องประกอบด้วยข้อความ 2 ช่วงด้วยกัน คือ เหตุผลและข้อสรุป จะขาดช่วงหนึ่งช่วงใดไม่ได้
ตัวอย่างการคิดอย่างมีเหตุผล
ทำไมยางลบต้องอยู่บนดินสอ
ครูเขียนบนกระดาน " ทำไมต้องมียางลบอยู่บนหัวดินสอ ...
ครูเขียนตอบ "เพราะคนเรามีสิทธิ์ทำผิดกันได้"
แต่จงจำไว้ว่า. .. .. “เราไม่ควรใช้ยางลบให้หมดก่อนดินสอ
เพราะนั่นอาจหมายความว่า เรากำลังทำผิดซ้ำๆ จนความผิดนั้นอาจสายเกินแก้"
ครูเองยังไม่รู้เหมือนกันว่าสิ่งที่คิดต่อจาก คำถามของลูกชายนั้นมันจะถูก หรือไม่
และนักเรียนที่อ่าน ประโยคคำถามนี้ จะเข้าใจในสิ่งที่ครูต้องการจะบอกหรือเปล่า
จะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ. . ..นั่นไม่ใช่สิ่งที่ครูต้องการมากสักเท่าไหร่
ลึก...ลึก ครูก็แค่หวังว่า นักเรียนของครูคงจะกล้าเผชิญหน้ากับความผิดพลาด
และไม่ประมาทในการใช้ชีวิต และยอมรับการกระทำของตัวเอง. . . เพียงแค่นั้น
ครูก็มั่นใจ....ในสำนึกดีของลูกศิษย์
จากเรื่องราวข้างต้น คำถามหรือปัญหาที่พบ จะทำให้เราคิดหาข้อสรุปและคำตอบ
คำตอบที่ได้ หรือข้อสรุปที่ได้ จะหนักแน่น และน่าเชื่อถือ ก็ต้องมีข้อมูลมาสนับสนุน ข้อมูลที่นำมาสนับสนุน ต้องเป็นข้อมูลที่สมเหตุสมผล อธิบาย และตีความข้อมูลที่นำมาได้
ด้วยภาษาที่ชัดเจน ทั้งหมดเป็นกระบวนการคิดอย่างมีเหตุผล การคิดอย่างมีเหตุผล คือการตั้งข้อสรุปโดยมีเหตุผลสนับสนุนข้อสรุปนั้นและเหตุผลนั้นต้องมีน้ำหนักเพียงพอ เหตุผลอาจเป็นข้อเท็จจริงหรืออาจเป็นหลักการ หรือทั้งสองอย่างประกอบกัน ทั้งนี้ต้องเป็นข้อเท็จจริงหรือหลักการที่ถูกต้อง (มิฉะนั้นข้อสรุปอาจผิดพลาด) ผลของการคิดอย่างมีเหตุผลนี้มีโอกาสผิดพลาดน้อย สามารถคาดการณ์ได้ถูกต้อง
***** ลักษณะของคนที่คิดอย่างมีเหตุผล*****
มักไม่หลงเชื่อใคร หรือเรื่องอะไรง่ายๆ จะตริตรองให้ถ่องแท้ก่อนจึงเชื่อ
******ลักษณะของคนที่คิดอย่างไม่มีเหตุผล *****
การคิดอย่างไม่มีเหตุผลนั้น มีลักษณะตรงกันข้าม เป็นการคิดที่ขาดข้อสนับสนุน
ที่มีน้ำหนักเพียงพอ หรือข้อสนับสนุนนั้นเป็นข้อสนับสนุนที่มีอคติ ชอบหรือไม่ชอบผลของการคิดอย่างไม่มีเหตุผล จึงมักผิดพลาด หรือเลื่อนลอย ไม่เกิดประโยชน์ ลักษณะของคนที่มีปกติวินัยคิดอย่างไม่มีเหตุผล เมื่อได้รับข้อเท็จจริงบางอย่าง มักสรุปง่ายๆ หรือปักใจเชื่อง่ายว่า ต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งๆ ที่ไม่มีเหตุผลสนับสนุนเลย
กระบวนการคิดอย่างมีเหตุผล
1. การระบุปัญหาที่แท้จริง
2. ระบุสาเหตุที่อาจทำให้เกิดปัญหา ปัญหาใดปัญหาหนึ่ง
3. การเก็บรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล
4. ประเมินสาเหตุที่เป็นไปได้มากที่สุด
5. ระบุแนวทางแก้ไข
6. ตรวจสอบและประเมินผล
เทคนิคการคิดแบบมีเหตุมีผล
1. การเปิดกว้าง (ยอมรับข้อมูลใหม่ ๆ ที่เข้ามาเสมอ)
2. กล้าเปลี่ยนจุดยืน (กล้ายอมรับ + การเปลี่ยนแปลง)
3. การหาเหตุผลและการให้เหตุผล (จะนำไปสู่การสรุปข้อมูล โดยมีเครื่องมือที่ใช้ คือ การวิเคราะห์)
4. มุมมอง (การพิจารณาทุกแง่มุมของปัญหา)
5. การวางตัวเป็นกลาง (ต้องระวังไม่ให้ถูกชักนำไปทางข้างใดข้างหนึ่ง)
6. การตั้งคำถาม (ทำให้ทราบ + เข้าใจรายละเอียดได้อย่างครบถ้วน)
ที่กล่าวมาข้างต้น...ก็มีบางคนที่เราได้คบ ได้พูดคุย ก็จะทำให้ตัวเรารู้สึกว่า คน ๆ นี้เป็นคนที่มีเหตุ มีผล...
การคิดอย่างมีเหตุผลและไม่มีเหตุผลต่างกันอย่างไร
| การคิดของมนุษย์แบ่งออกได้กว้างๆ เป็น 2 ประเภท คือ ต้องอาศัยหลักการหรือข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง สนับสนุนอย่างเพียงพอจึงทำให้ผิดพลาดน้อย 2. การคิดอย่างไม่มีเหตุผล การใช้คำนำหน้าข้อความแสดงผล เช่น จึง ฉะนั้น เพราะฉะนั้น ฉะนั้น.....จึง เพราะฉะนั้น.....จึง การใช้คำนำหน้าทั้งข้อความแสดงเหตุและข้อความแสดงผล เช่น ทำอย่างไรจึงจะฝึกตนให้เป็นคนมีเหตุผล คนมีเหตุผล คือผู้ที่สามารถตัดสินใจด้วยตนเองได้ เนื่องจากมีความเห็นถูกตามมาตรฐานของผู้รู้จริง คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณด้วยพระองค์เองความเห็นถูก ภาษาพระเรียกว่า สัมมาทิฐิ หมายถึง ความเห็นถูกหรือความเข้าใจถูกในเรื่องของกรรม แม้กระทั่งในโรงเรียน ถ้าผู้อำนวยการสถานศึกษาลงมานำคณะครู นักเรียน ลูกจ้าง ภารโรง ให้ทำความดีร่วมกัน เป็นแบบอย่างให้เห็นจนคุ้นตาคุ้นใจ ก็จะเป็นการปลูกฝังให้ทุกคนได้คุ้นเคยกับการทำความดีและเห็นผลแห่งการทำความดีเช่นกัน เพราะการทำงานทุกอย่างที่ร่วมมือกันทำด้วยความรับผิดชอบร่วมกัน จะก่อให้เกิดความสามัคคี ความมีวินัย ความอดทน และความเคารพ แล้วคุณธรรมความดีต่าง ๆ จะเกิดตามมาเป็นขบวนเริ่มต้นที่ฝึกความรับผิดชอบ ทำงานอะไรขอให้รับผิดชอบงานนั้น เพียงเท่านั้นคุณธรรมความดีต่าง ๆ จะหลั่งไหลสู่ใจคนทำมากมาย 3. ฝึกมองผลกรรมในอนาคต เป็นพื้นฐานของความมีวิสัยทัศน์เมื่อใครก็ตามมีโอกาสทำความดีจนคุ้นเช่นนี้ จะเข้าใจเรื่องของกรรมว่า ‘ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว’ อย่างลึกซึ้ง จะเป็นคนมองการณ์ได้ไกลว่า ประกอบเหตุอย่างไรจะส่งผลอย่างไรต่อไปอีกกรรมที่ทำในชาตินี้ ไม่ได้แค่ส่งผลในชาตินี้ แต่ยังส่งผลไปถึงชาติหน้า ละโลกไปแล้วยังส่งว่าจะไปนรกหรือสวรรค์ พอได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ก็ยังตามมาเป็นที่พึ่งให้เราอีก ตามมาเป็นพวกพ้องได้อีก เป็นโปรแกรมชีวิตให้อีก การ “คิด” อย่างไรที่จะให้ได้ผลลัพธ์แบบที่มีเหตุมีผล และเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ คนส่วนใหญ่ไม่ชอบการคิด ไม่ชอบการตั้งเป้าหมาย เพราะเมื่อคิด คาดหวังแล้ว ลงมือทำแล้ว บางครั้งสุดท้ายผลลัพธ์อาจจะไม่เป็นดังที่หวังไว้ก็เป็นได้ การคิดที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิตต้อง ปฏิบัติดังนี้ 1: คิดใหญ่ แต่ให้เริ่มทำจากจุดเล็ก ต้องการที่จะสร้างบริษัทใหญ่โตไหม? ต้องการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคุณหมู่มากไหม? ต้องการสร้างผลงานที่เป็นประโยชน์กับคนทั้งโลกไหม? ต้องการเป็นเศรษฐีพันล้านไหม? ซึ่งก็แน่นอน ทุกคน “อยาก” แต่มันจะไม่มีทางที่จะเป็นจริงขึ้นมาได้เลย ถ้าเกิดเรามีความคิดบางอย่างแบบด้านล่างขวางกั้นตัวเองเอาไว้ มันยากเกินไป ทำไม่ได้หรอก มันมีคนทำไปเรียบร้อยแล้ว เราสู้เขาไม่ได้หรอก แล้วมีอะไรดีขึ้นไหมล่ะ? เราต้องวางเป้าหมายให้สูงเข้าไว้ ยังไงเราก็ไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว ความล้มเหลวก็เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จเหมือนกัน แค่ให้แน่ใจว่าเราเริ่มทำจากสิ่งเล็กๆ หมั่นทำมันบ่อยๆ ให้คิดว่าสิ่งเดียวที่เราต้องการก็คือ เป้าหมายอันยิ่งใหญ่ที่เราวางเอาไว้ตั้งแต่แรก แต่ถ้าเราตั้งเป้าหมายไว้ต่ำเกินไป ผลลัพธ์ก็จะออกมาแบบต่ำๆ เช่นกัน 2: ปัญหาต่างๆ ก็เป็นแค่คำถามที่ยังหาคำตอบไม่เจอ ทำไมเวลาคนเราชอบตื่นตระหนกเวลาเจอปัญหาใหญ่ๆ บางคนก็บอกว่า “มันเลวร้ายที่สุด ตั้งแต่เคยเจอมาแล้ว” ทุกครั้งๆ ที่เราใส่ความคิดเครียดๆ แบบนี้ ก็เหมือนกับการบั่นทอนชีวิตของเราเองไปเรื่อยๆ จนพังทลายลงไปในที่สุด ให้เราคิดแบบนี้แทนว่าปัญหามันก็แค่คำถามธรรมดาของชีวิต หรืออาจจะยากบ้าง ที่ยังหาคำตอบไม่เจอก็เท่านั้นเอง ให้เราใช้สติ พยายามหาคำตอบของคำถามเหล่านั้น ก็เท่านั้นเอง 3: สร้างความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ให้มั่นคงด้วยความรัก มีเหตุผลหลายๆ อย่าง ที่ทำให้มนุษย์ต้องออกไปแสวงหาความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ เช่น เรื่องเงิน ความกลัวที่จะอยู่อย่างโดดเดี่ยว ความต้องการให้คนอื่นสนใจในตัวเรา เป็นต้น ซึ่งไหนๆ มันก็เป็นสิ่งที่เราต้องทำอยู่แล้ว ก็ให้มองมันในรูปแบบของ “ความรัก” ซะเลย เพราะเมื่อเรารักใครเข้าแล้ว เราก็คงไม่สามารถที่จะรู้สึกเกลียดเขาได้ในเวลาเดียวกัน เพราะฉะนั้นความมั่นคงของความสัมพันธ์ระหว่างเรากับผู้อื่นควรจะต้องมีพื้นฐานมาจาก ความรัก ความเคารพให้เกียรติ การเชื่อใจกัน ความอดทน เพื่อนร่วมงานที่ดี เสียงหัวเราะ 4: ไม่มีของฟรีในโลก ไม่สำคัญว่าเราจะทำอะไร แต่บอกได้เลยว่าไม่มีอะไรที่ได้มาฟรีๆ ในชีวิตแน่ๆ เราต้องจ่าย “เงิน” หรือ “เวลา” โดยเฉพาะเวลาซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุด และอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อแลกกับสิ่งที่เราต้องการชีวิตคนเรามันก็เหมือนการทำธุรกิจประเภทหนึ่ง ซึ่งนักธุรกิจเก่งๆ เขาใช้เวลาที่มีอยู่ทุกนาทีอย่างคุ้มค่า ถามว่าเขาทำได้อย่างไร? ตอบได้ง่ายๆ เลย คือ เขา “ประเมิน” ว่าสิ่งไหนทำแล้วคุ้มกับเวลาที่เสียไป ถึงจะทำ และรู้จัก “ปฏิเสธ” ในสิ่งที่ไม่จำเป็นด้วย เพราะการปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างไร้ประโยชน์ ถือเป็นสิ่งสุดท้ายในชีวิตที่พวกเขาเหล่านี้จะทำเลยทีเดียว 5: อย่ากลัวที่จะตัดสินใจ บางครั้งเราอาจจะคิดว่า การที่เราอยู่เฉยๆ โดยไม่ต้องตัดสินใจอะไรในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จะทำให้เราปราศจากความผิดพลาด แต่จริงๆ แล้ว สิ่งที่อันตรายที่สุดก็คือการที่เราไม่ทำอะไรเลยเนี่ยแหละ เช่น การรอคอยคนอื่นมาทำแทน การผลัดวันประกันพรุ่ง การตั้งข้อสงสัยมากเกินไปแต่ไม่ลงมือทำ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันไม่ได้ช่วยให้ประโยชน์กับชีวิตเราขึ้นมาเลย เพราะฉะนั้นแล้ว เมื่อถึงเวลา จงกล้าที่จะตัดสินใจ “เลือก” อย่างหนักแน่น ถึงแม้ถ้าท้ายที่สุดแล้วเราตัดสินใจผิด ก็ไปขอโทษ ขออภัยกัน และเลือกตัดสินใจใหม่อีกครั้ง ยังดีเสียกว่าไม่ยอมตัดสินใจเสียอีก 6: เป็นผู้นำตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ในบางครั้งคนเราเป็นผู้นำ บางครั้งก็เป็นผู้ตาม ตอนอยู่ที่ทำงานเราอาจจะเป็นผู้นำ และกลายเป็นผู้ตามเมื่อกลับถึงบ้าน ซึ่งก็ไม่เห็นจะมีอะไรผิดเลยเมื่อเรารู้ว่า อะไรผิด และพบว่าคนอื่นๆ หันไปมองรอบๆ เพราะไม่มีใครอยากที่จะรับผิดชอบในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ถ้าคุณกล้าที่จะแบกความรับผิดชอบไว้ นั่นแหละ คุณคือผู้นำที่แท้จริง มันคือคุณ 7: มีความรู้สึกที่เป็นเจ้าของ ในสิ่งที่ตนทำอย่างภาคภูมิใจ มีสิ่งเดียวเท่านั้น ที่ช่วยให้คุณจากการที่ไม่มีอะไรเลย เป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จได้ ก็คือ การทำงาน เพราะฉะนั้นแล้ว เวลาทำงานใดๆ ก็ตาม ให้ทำอย่างเต็มที่ มีความคิด ความรู้สึก เหมือนมันเป็นลูกของเรา แล้วผลลัพธ์จะออกมาอย่างดีเยี่ยมเอง 8: มองตัวเองเหมือนเป็นพนักงานขาย จริงๆ แล้วทุกคนก็คือพนักงานขายนั่นแหละ อย่างเช่น เวลาคุณไปออกเดทกับหนุ่มหรือสาว คุณก็จะขายใสสิ่งที่ตัวเองมี ตัวเองทำ พยายามทำให้อีกฝ่ายเชื่อใจในตัวคุณให้ได้ หรือในการสมัครงานก็เช่นกัน คุณต้องทำให้บริษัทเชื่อให้ได้ว่า ถ้าเขารับคุณเข้ามาแล้ว เขาจะไม่ผิดหวังเพราะฉะนั้นแล้ว เมื่อใดก็ตามที่คุณ “ขาย” จงทำตัวให้โปร่งใส ซื่อสัตย์ และเลือกเป้าหมายที่คุณจะ “ขาย” ให้ถูกด้วย ไม่ต้องไปเสียเวลากับคนที่ไม่ชอบคุณ การขายไม่ใช่การมานั่งคิดว่าจะมีคนที่ไม่ชอบสินค้าหรือตัวคุณมากน้อยแค่ไหน แต่เป็นการมองหาคนที่ใช่ต่างหาก 9: ถ้าอยากเพิ่มความมั่นใจในตัวเอง จงหมั่นฝึกฝน ถ้าคุณรู้สึกไม่มั่นใจในสิ่งที่ทำเมื่อไหร่ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม อย่าไปเสียเวลามากกับการหาแรงบันดาลใจจากที่อื่น เช่น หนังสือ โพส talk เป็นต้นให้จำไว้เลยว่า การที่คุณจะมีความมั่นใจในการทำสิ่งใดๆ มันเกิดจากเรียนรู้ ลงมือทำ วิเคราะห์ผลลัพธ์ นำมาปรับปรุงแก้ไข หลังจากนั้นก็วนลูปแบบเดิมไปเรื่อยๆ ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร เพราะความมั่นใจนั้นมันจะค่อยๆ เติบโตอย่างช้าๆ ทุกวัน นั่นเอง 10: ให้ความสำคัญกับมิตรสหาย มนุษย์เรานั้นเป็นสัตว์สังคม จำเป็นต้องอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม ถ้าคุณอยู่ลำพัง คุณจะตายก่อนเป็นอันดับแรก คุณอาจจะคิดว่าคุณไม่จำเป็นต้องมีเพื่อนก็ได้ แต่สุดท้ายคุณก็พยายามผูกมิตรกับคนอื่นไปโดยที่ไม่รู้ตัวอยู่ดีนั่นแหละ เพราะฉะนั้นแล้ว จงให้ความสำคัญกับเพื่อน และยอมรับด้วยว่าเขาก็ต้องมีชีวิตในแบบของพวกเขาเช่นกัน เมื่อระยะเวลาผ่านไป เมื่อความคิดของคุณโตมากขึ้น มีความรับผิดชอบมากขึ้น และมีเวลาน้อยลง หลายสิ่งหลายอย่างแปรเปลี่ยนไป คุณเปลี่ยน ผู้คนเปลี่ยน แต่มิตรภาพระหว่างคุณกับเพื่อนเท่านั้นที่จะยังคงอยู่เช่นเดิม 11: อย่าเชื่อในทุกสิ่งที่เห็น มนุษย์เราอาศัยอยู่ในโลกที่ต้องการมีชื่อเสียงโด่งดัง ได้รับยอมรับจากคนอื่น ซึ่งพวกเขาก็จะพยายามแสดงออกมาในสิ่งที่เราอยากเห็น หรือทำให้เขาดูดีเพราะฉะนั้นแล้วอย่าเชื่อในทุกๆ เรื่องราวความสำเร็จของคนอื่นที่คุณได้พบเจอมา ไม่ว่าจะเป็น YouTubers, นางแบบต่างๆ ใน Instagram, เศรษฐีเงินล้านจากการทำธุรกิจ มันก็จริงอยู่ที่ว่า พวกเขาเหล่านั้นดูดี ไร้ที่ติ แต่จริงๆ แล้วคุณมองเห็นแต่เพียงภายนอกเท่านั้น แต่คุณก็ห้ามไปมองพวกเขาในแง่ร้ายนะ แค่อย่าสนใจกับเปลือกนอกมากจนเกินไปก็พอ 12: เรียนรู้ที่จะรับฟังคำวิจารณ์ เวลามีใครก็ตามมาวิจารณ์คุณ ไม่ว่าจะเป็นในเชิงที่ดีหรือไม่ดีก็ตามแต่ คุณควรจะขอบคุณเขา เพราะว่ามันเหมือนเป็นแหล่งพลังงานในการขับดันให้ชีวิตคุณก้าวต่อไปข้างหน้าได้เป็นอย่างดี คุณสามารถที่จะนำคำวิจารณ์เหล่านั้นมาพัฒนาตัวคุณ ผลิตภัณฑ์ของคุณ บริการต่างๆ ของคุณ หรือถ้าในบางครั้งคำวิจารณ์เหล่านั้นมันฟังดูไร้สาระเหลือเกิน แน่นอนมันอาจทำให้คุณเกิดอาการหัวร้อนได้ แต่มันก็จะเป็นพลังให้คุณพิสูจน์ว่า นายนั่นแหละที่ไร้สาระ ได้เช่นกัน 13: ถ้าคุณดูแลสุขภาพตัวเองไม่ได้ คุณก็ไม่สามารถดูแลอะไรได้เลย ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ก็ตาม แต่คุณก็รู้อยู่เต็มอกว่า คนเราไม่สามารถที่จะควบคุมร่างกายเราให้ได้ดั่งใจ 100% เต็ม ทำได้ดีสุดก็แค่ กินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย และอย่าใช้ร่างกายตัวเองหักโหมจนเกินไป พักผ่อนเสียบ้าง และไม่ใช่ว่าทำแค่ไม่กี่วันแล้วเลิก แต่ควรจะทำเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอด้วย ถ้าบอกว่า “เวลา” ไม่สามารถเอากลับคืนมาได้ “สุขภาพ” ก็คงไม่ต่างกันเท่าไหร่ 14: จงเลือกที่จะมีความสุขอยู่ตลอดเวลา มีเพียงตัวคุณเองเท่านั้นที่ควบคุมความคิดของตนเองได้ ซึ่งมันส่งผลกับสิ่งที่คุณจะทำต่อไปในภายภาคหน้า ถ้าคุณเลือกที่จะไม่พอใจ โกรธ สิ้นหวัง นั่นแหละ คือ ตัวคุณเองในอนาคต บางครั้งคนเราก็มีความคิดที่ว่า “ฉันไม่สามารถมีความสุขได้ ฉันต้องรวย ซื้อรถหรูๆ ขับ มีบ้านหลังใหญ่ๆ อยู่” แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย คุณสามารถที่จะมีความสุขได้ในทุกๆ ขณะของช่วงชีวิต มันขึ้นอยู่กับมุมมองชีวิตของคุณเองต่างหาก ว่าเลือกที่จะมองมันแบบไหน 15: สร้างบางสิ่งบางอย่าง เมื่อคุณกำลังเริ่มทำบางสิ่งบางอย่างในทางที่ดี ไม่สำคัญว่ามันจะเป็นอะไร แต่คุณกำลังทำมันแล้วนี่ คุณอาจจะช่วยแก้ปัญหาให้กับคนอื่นๆ ได้ หรือไม่ก็ให้ความบันเทิงกับพวกเขาเหล่านั้นได้ มองยังไงก็เป็นประโยชน์ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นแล้ว จงอย่ารอที่จะบริโภคข้อมูล สินค้า หรือความบันเทิงต่างๆ จากคนอื่นเพียงฝ่ายเดียว แต่ให้ลองสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ เพื่อคนอื่นบ้าง ซึ่งไม่จำเป็นต้องทำคนเดียวก็ได้ ทำกันเป็นคู่ เป็นกลุ่ม ก็ว่ากันไป ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว มันไม่สำคัญหรอกว่าคุณ หรือเพื่อนคุณกำลังทำอะไรกันอยู่ ขอแค่ทำตนเองให้มีประโยชน์ก็เพียงพอแล้ว อ้างอิง http://www.dmc.tv/pages/good_QA/ทำอย่างไรจึงจะฝึกตนให้เป็นคนมีเหตุผล.html รายงาน เรื่อง การคิดอย่างมีเหตุมีผล เสนอ อาจารย์ ดร.วารนันท์ นิติศักดิ์ โดย นางกาญจณศิริ อันภักดี รหัสนักศึกษา 613861502 นางณปภัช พลรักษา รหัสนักศึกษา 613861507 นางณาตยา บุญชื่น รหัสนักศึกษา 613861508 หมู่เรียนที่ 5 รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา การพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนรู้ และ สิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ รหัสวิชา 102104 หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.eledu.ssru.ac.th/ba... |