เรื่อง  แผนการออม  100  ล้านกีบภายใน  2 ปี

เขียนโดย... สอนลอ โสตุกี ( Sonelor Sotouki )

แปลโดย...อุทัย เอกสะพัง ( Uthai Eksaphang )

    สำหรับคนที่มีรายรับมากเป็นเจ้าของธุรกิจต่าง ๆ มันไม่ใช่สิ่งยาก  2  ปี  เขาสามารถทำได้มากกว่าพันล้านกีบ  และไม่ต้องอดออมทุกวัน  ทุกเดือน  แต่สำหรับคนที่มีรายรับและรายจ่ายคล้ายเส้นเดียวกันแล้วมันไม่ใช่สิ่งที่ง่าย  บางที 10 ปียังทำไม่ได้ก็มี

        แผนการออม  100  ล้านกีบภายใน 2 ปี  ที่นำมาเสนอเป็นตัวอย่างในหนังสือเล่มนี้เป็นแผนการออมของผมเอง  ซึ่งผมได้ปฏิบัติและสำเร็จไปแล้ว  ผมไม่คิดว่าจะเอามาอวดหรือโชว์ใคร  ผมเอามาเป็นตัวอย่างให้คุณรู้ว่าคนที่มีรายรับและรายจ่ายเกือบเท่ากันในทุกเดือนก็สามารถทำได้  ถ้าเราควบคุมรายรับ-รายจ่าย  ในแต่ละวันให้ดีและลงมือทำตามแผนของเราให้สม่ำเสมอ

        นี่เป็นผลสำเร็จเล็กน้อยที่ผมทำเป็นแผนครั้งแรกเงินก้อนแรกและดินตอนแรกที่ผมได้มาจากการทุ่มเท  อดออมตามแผนที่ผมสร้างขึ้นมามันเป็นผลงานน้อย ๆ แต่ผมก็ภูมิใจอย่างน้อยมันก็ทำให้ผมรู้ว่า  ผมสามารถทำได้และแผนใหญ่กว่านี้ผมก็สามารถทำได้  ความจริง  ผมเป็นคนมีรายรับเพียงน้อยเดียวแถมยังมีภาระมากอีก  คือผมต้องเลี้ยงดูครอบครัวดูแลน้องชาย 2 คนที่กำลังเรียนอยู่  คนหนึ่งเรียนมัธยมอีกคนเรียนมหาวิทยาลัยแห่งชาติ  ค่าเช่า  ค่าผ่อนรถ  ค่าน้ำมัน  ค่าน้ำ  ค่าไฟ  ค่าอินเทอร์เน็ต  ค่าอาหารต่าง ๆ หลายอย่างในทุกวัน  ทุกเดือนผมต้องจ่ายไปมากมาย  บางเดือน  ผมยังได้ส่งเงินไปช่วยแม่เพื่อให้ค่าใช้จ่ายอยู่บ้านที่ต่างแขวงอีก

        ผมมีอาชีพเป้นครูสอนประจำอยู่วิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง  เป็นมนุษย์เงินเดือนน้อย ๆ ธรรมดาและผมมีร้านขายเสื้อผ้าน้อย ๆ อยู่ใกล้ตลาดนัดริมฝั่งแม่น้ำโขง  แต่ละวันผมตื่นแต่เช้ามาทำงานประจำ  ตอนเย็นหลังเลิกงาน  ผมไม่ได้กลับบ้านแต่ไปเข็นรถขายเสื้อผ้าอยู่ริมโขงถึงห้าทุ่มจึงกลับถึงบ้านพัก  ปกติผมนอนประมาณเที่ยงคืนเกือบทุกวันและชีวิตผมเรียบง่ายแบบนี้มาได้หลายปีแล้ว  ผมรู้สึกสนุกกับงานทั้ง 2 อย่างนี้ที่ผมทำทุกวันแต่ผมชอบงานขายมากที่สุด

       เมื่อมีนักศึกษาที่ผมสอนอยุ่วิทยาลัยมาเห็นผมกำลังเข็นรถขายเสื้อผ้าอยู่ตลาด  พวกเขาตกใจ  เพราะคนที่เป็นอาจารย์สอนอยู่วิทยาลัยกับคนที่เข็นรถขายนี้มันคนละคนกัน  ผมเคยบอกนักศึกษาทั้งหลายว่าผมชอบงานขายนี้มากกว่าการเป็นอาจารย์สอนอีก  ค่าใช้จ่ายผมในแต่ละเดือนมีมาก  แต่ผมโชคดีมีคู่ชีวิตที่ผมว่าเธอหาเงินเก่งและเก่งกว่าผมอีก  เธอเป็นผู้หญิงที่พร้อมจะสู้ชีวิตกับผมทุกเวลา  ซึ่งผมรู้สึกขอบใจที่สุดที่เราสองคนได้ผ่านร้อนผ่านหนาว  อดหลับ  อดนอนมาด้วยกันหลายปี  เพื่อสู้ชีวิตอันจน ๆ ของเรา  พวกเรา 2 คน  รู้ดีว่าชีวิตของเราต้องเริ่มจาก  0 

        ฉะนั้น  เราจึงสู้เต็มที่  ผมอยากเป็นคนมีเงินอยากมีชีวิตที่ดีกว่านี้อยากมีดินแถวตัวเมืองและมีบ้านหลังใหญ่เป็นของตัวเองและอยากไปเที่ยวต่างประเทศ

        งานทั้ง 2 อย่างที่ทำประจำมันไม่หนักเกินไปสำหรับผม  ผมรู้สึกอยากทำหลายอย่างกว่านี้อยากทำแบบเต็มความสามารถเลย  แต่ผมไม่มีเวลาอีกแล้ว  นอกจากขายสิ่งของทางออนไลน์หรือเป็นนายหน้าต่าง ๆ ที่ใช้เวลาครั้งคราวมาทำก็ได้  และทุกอย่างผมก็เคยทำมาแล้วเช่นกันแต่ทุกอย่างมันมีวิธีของมันและมันไม่ง่ายดังที่คิด  ผมถามตัวเองตลอดเวลาว่า  เมื่อผมพยายามแล้วแต่ยังไม่สามารถหามาได้มากกว่านี้ผมจะทำไม่ได้จริงรึ..?  คำถามนี่เองคือก้าวแรกที่ทำให้ผมต้องจับสมุดดินสอมาคิดทบทวน  รายรับ-รายจ่ายที่ผมและครอบครัวจ่ายทุก ๆ ปีเพื่อให้รู้ว่าผมสามารถเริ่มวางแผนการออมได้อย่างจริงจังหรือไม่ ..?  เพราะผมต้องเริ่มจากการออมให้ได้ก่อน

สุดท้าย  ผมก็ได้แผนการออมแบบง่าย ๆ  ของตัวเองขึ้นมา  ดังที่คุณจะอ่านต่อไปนี้

เป้าหมายการออม

        ดิน 1 แปลงที่มีมูลค่าประมาณ  100 ล้านกีบภายใน  2  ปี  เป้าหมายการออมของผมต้องการได้ดินแปลงหนึ่งที่มีมูลค่า  100  ล้านกีบและต้องการได้ภายใน  2 ปี  ผมรู้ว่าทางเดียวที่จะทำได้ก็คือ  ต้องเก็บออมและต้องใช้เวลา  ผมรู้ว่าผมไม่สามารถได้เงินก้อนใหญ่นี้มาทีเดียวได้และไม่สามารถได้มาในเร็ว ๆ นี้ได้  นอกจากต้องเก็บอดออมและต้องใช้เวลา

ดังนั้น  ผมจึงได้วางแผนที่จะเก็บเงินเป็นวัน  ผมมีแผนจะตัดกำไรจากการขายสิ่งของในแต่ละวันมาเก็บ  ขั้นตอนแรก  ผมต้องทำขณะนั้นคือ  ทบทวนรายรับ-รายจ่าย  ในแต่ละวันของผมว่ามีรายรับเฉลี่ยเท่าใด  มีรายจ่ายเท่าใด  มีรายจ่ายอะไรบ้างที่ผมสามารถกำจัดได้  เพื่อการเก็บเงินให้ได้และผมสามารถเก็บได้วันละเท่าใดแน่  นี่คือการเริ่มต้นประเมินความสามารถในการออมของผม

        ผมต้องเก็บไว้วันละเท่าใด  เมื่อครบ  2 ปี  จึงจะมีเงิน  100 ล้านกีบ  ผมรู้ว่า 2 ปีมี  24  เดือนและเดือน 1 จะมี  เฉลี่ย  30  วัน  ผมลองเอาจำนวนเงินที่อยากได้มาหารให้จำนวนเดือนและจำนวนวันที่จะเก็บ  เพื่อให้รู้ว่าผมจะต้องได้เก็บไว้วันละเท่าใด  ดังต่อไปนี้

                                      100,000,000  กีบ

เงินที่ต้องเก็บต่อเดือน=  -------------  = 4,166,666   กีบ / เดือน

                                                  24    เดือน

ผลออกมาก็คือ  ผมต้องได้เก็บ  4,166,666  กีบ / เดือน  หรือประมาณ 136,000 กีบ / วัน

สรุป  คือ  ถ้าอยากได้  100,000,000  กีบ  ภายใน  2  ปี ผมต้องเก็บได้วันละ  136,000  กีบ

ให้สม่ำเสมอเป็นระยะเวลา 760 วัน  ขั้นตอนต่อไป  คือการไปทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย  ในแต่ละเดือนของผม  เพื่อประเมินว่า  ผมมีความสามารถจะเก็บไว้วันละ  136,000  กีบหรือไม่..?  ซึ่งผมได้รายละเอียดมาดังตารางนี้

.................................................


เงินขายสิ่งของคือเงินที่ได้จากการขายสินค้าต่อเดือน  ผมคิดเฉพาะกำไรและข้อมูลที่คาดคะเนเฉลี่ยเท่านั้น  นี่คือรายการสรุปรายรับ-รายจ่ายในแต่ละเดือนของผม  ผมมีแหล่งรายรับหลักมาจาก  2 แหล่ง  คือ  เงินเดือนและรายได้จากการขายสินค้าในแต่ละวันซึ่งเฉลี่ยแล้วก็ประมาณ  14  ล้านกว่ากีบต่อเดือน  ด้านรายจ่ายผมแบ่งประเภท 2 ประเภท  คือ  รายจ่ายที่จำเป็นและรายจ่ายที่ไม่จำเป็น  ดังตาราง  เพราะผมอาศัยอยู่ห้องเช่าและผ่อนรถ  รายจ่ายที่ต้องจ่ายจึงเป็นภาระหลักของผม  เมื่อเอารายได้ทั้งหมด  มาหักรายจ่ายต้องจ่ายออกแล้วผมมีเงินเหลืออยู่ประมาณ  7,130,000  กีบ  ต่อเดือน

        ส่วนที่เหลือนั้นก็ตกเป็นรายจ่ายที่ผมคิดว่าผมสามารถควบคุมมันได้  ฉะนั้น  เมื่อคิดตามสูตรการออมแบบใหม่ที่ว่าต้องออมก่อนจ่าย  ( รายรับ-รายจ่ายจำเป็น  )- เงินออม=รายจ่ายไม่จำเป็น  ผมจึงหักจำนวนเงินที่ผมต้องออมตามเป้าหมายออกก่อน

        ในขั้นตอนนี้  ก่อนจะนำเงินที่เหลือไปใช้จ่ายต่อซึ่งตรงตามเป้าหมายที่ผมวางไว้ 100 ล้านกีบ  ภายใน  2 ปี  ผมต้องเก็บวันละ  136,000  กีบหรือ เดือนละ  4,166,666  ล้านกีบ

ฉะนั้น  ผมจึงหัก  4,170,000  ล้านกีบ  ไปหยอดกระปุกไว้เป็นเงินออมและผมได้ปฏิบัติจนประสบผมสำเร็จ  ตอนแรกที่ผมตัดสินใจออมนั้นก็มีความรู้สึกเป็นห่วง  เพราะพวกเราอยู่ด้วยกันมี 4 คน  เมื่อหักเงินเก็บออกไปอีกแล้วเหลือเพียง  2,960,000  ล้านกีบเท่านั้น

เมื่อผมเอา  2,960,000  ล้านกีบ  มาหาร  30 วัน  เห็นว่า  ภายในวันหนึ่งพวกเรา  4  คน  ต้องหาเงินจ่ายไม่เกิน  98,000  กีบ  ซึ่งทำให้ผมรู้สึกว่า  มันเป็นไปไม่ได้  แต่ผมตัดสินใจทำมันด้วย 2 เหตุผล  คนเราสามารถอยู่ได้ด้วยวงเงินที่จำกัดและพวกผมสามารถหาเงินได้มากขึ้น  ถ้าพวกผมตั้งใจไปขายสินค้าให้ได้มากขึ้น

ดังนั้น  เพื่อการออมของผมไม่มีปัญหาและสามารถบรรลุเป้าหมายได้ในแต่ละวันผมต้องพยายามของสินค้าให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้และต้องไปขายทุกวันห้ามขาดตลาดถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ   ผมมี 4 คน  ที่สามารถแลกเปลี่ยนกันไปได้  ผมต้องจัดการร้านอยู่ตลาดริมโขงให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้และต้องใช้จ่ายประหยัดที่สุดจนผมนำเอาคำของคนที่ว่า...กินเหมือนคนขอทานเพื่อจะมีชีวิตเหมือนดังเจ้าชาย....ผมต้องบอกทุกคนในครอบครัวว่าเราต้องตกแต่งร้านให้สวยงามมีสินค้าให้ครบชุดพร้อมที่จะขายได้ตลอดเวลาและต้องเรียนรู้วิธีขายเหมือนคนเวียดนามและคนจีน  คือต้องยิ้ม  นั่งหน้าร้านและทักทายแขกที่ผ่านหน้าร้านให้มาก  ห้ามนั่งก้มหน้าเล่นโทรศัพท์ในร้านเด็ดขาด  เพื่อสามารถสร้างยอดขายให้เราได้มากเท่าที่สามารถทำได้  ทั้งหมดนี้  คือสิ่งที่ผมได้ปฏิบัติมาตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมาและผมก็ได้ประสบผลสำเร็จตามแผนที่วางไว้  ผมรู้สึกภูมิใจมากกับสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ผมได้ทำและผมสามารถทำมันสำเร็จได้

        เดี๋ยวนี้  ผมกำลังมีแผนใหม่เป็นแผนที่ผมรู้สึกตื่นเต้นกว่าเดิมและผมได้สัญญากับตัวเองไว้แล้วว่า  ผมจะไม่โกหกตัวเอง  ผมต้องทำมันให้ได้แน่นอน  แล้วคุณละพร้อมที่จะลองปฏิบัติไปพร้อมกันรึยัง..?

...........................................................

ทัศนะคติของคนรวย   VS  ทัศนะคติของคนธรรมดาในเรื่องการบริหารเงิน

คนธรรมดา

1.เก็บเงินทั้งหมดไว้ในธนาคารต้องให้มีเงินมาก ๆ ก่อนจึงบริหารเงิน

2.เก็บเงินด้วยการซื้อหวย  ลงทุนตามกระแส

3.เพ้อฝัน  อยากรวยทันที

คนรวย

1.แบ่งเงินเก็บและเงินลงทุนเริ่มบริหารเงินตั้งแต่ตอนมีเงินน้อย

2.เก็บเงินไว้กับหุ้นพิจารณา  ตัดสินใจลงทุนด้วยเหตุผล

3.เพ้อฝัน  อดทนสร้างเม็ดเงิน

.............................................................

ปล. แปลจากต้นฉบับภาษาลาว.