คำตอบสุดท้าย Ep.17 "ปลุกพลังใจ สร้างชีวิตที่มั่นคง"

วันแรกของอีกก้าวหนึ่ง วันที่ 1/1/60 เป็นวันที่ คนส่วนใหญ่พักผ่อนไปต่างจังหวัดกัน สำหรับผม

  ผมตื่นตี 5 วิ่งจากวงเวียนใหญ่ 6 โมงเช้า ขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำสาธร ผ่านบางรัก ผ่านแยกเอมไพรส์ ขณะนั้นเอง ก็ลอดผ่านสีลม ผ่านเซ็นทรัลเวิร์ด ประตูน้ำ มักกะสัน เลี้ยวเข้าตึก วรรณสรณ์ สิริภิญโญ ที่เดียวที่เราไปเรียนขายของออนไลน์ ตอนนั้น และ เข้าอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ผ่านสนามเป้า ตึกช่อง ททบ.5 เข้าอารีย์ สะพานควาย และไปจบที่ สวนจตุจักร ใช้เวลา จาก วงเวียนใหญ่ มายัง จตุจักร เกือบ 3 ชม.

       หลังจากนั้น วิ่งมายัง ห้าแยกลาดพร้าว ทะลุลาดพร้าว เลี้ยวเข้ารัชดา สุทธิสาร ศูนย์วัฒนธรรม ตลอดจนแยกฟอร์จูน พระราม9 และ ผ่านเพชรบุรี แอร์พอร์ตลิ้งค์ ผ่านตึกแกรมมี่ เข้าแยกอโศก ตลอดทางจนมายัง หัวลำโพง ผ่านเยาวราช คลองถม สำเพ็ง เข้าสะพานพุทธ จบปีบ้านเรา ใช้เวลา ครึ่งวัน

        ผมสร้างว่า จะวิ่งรอบกรุงเทพ จากวงเวียนใหญ่ เข้าหมอชิต และวกกลับ ที่ จุดเดิม ไม่เกิน5โมงเย็น

    สิ่งที่เกิดขึ้นใช้เวลาครึ่งวัน แต่มี สุนัขดุ ดักเล่นงาน แค่สองด่านเท่านั้น แถมมีเสียงในหัวตลอดทาง

        เราไม่รู้ว่า ระหว่างทางมีเสียงในหัวอะไร ที่กวนใจอยู่ตลอดเวลา เอาจริงๆ ใครกล้าทำแบบนั้นได้

   ถือว่าบ้าไปแล้ว (มึงวิ่งแบบพี่ตูน นั่นเอง) ก็มีข้อสงสัยว่า วิ่งเพื่อสิทธิเด็ก หรือวิ่งเรียกเงินบริจาค เปล่า

   ผมพูดว่า “ผมวิ่ง เพราะอยากวิ่ง” ซึ่งเป็นการพักผ่อนที่ไม่เหมือนชาวบ้าน สิ่งนั้นเราเรียนรู้อะไรบ้าง ในการวิ่งครั้งนี้ และเป็นบททดสอบใหม่ สำหรับชีวิตเรา

      ตกเย็น ตื่นมา มีลูกค้ามารับการโค้ชจากเรา เป็นเคสที่ 16 และทำให้ต่อเนื่องกันในงานโค้ช

    ใช้เวลา 1 ชั่วโมง จากนั้น ก็นอนหลับคาเตียง สิ่งที่เกิด ตอนหยุดวิ่งที่สวนจตุจักร ผมกราบไหว้ ฉายาลักษณ์ ของ องค์ในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่เราได้โอกาส ในการตอบแทนคุณแผ่นดิน รับใช้สังคม เรื่องวิ่ง

เคยแข่งในสเตจใหญ่ มาสองครั้งแล้ว ก่อนเข้าสู่ วงการโค้ช

       วันที่สอง วางแผนชีวิต ทั้งปี ว่าเรา ควรเพิ่มเติม ด้านอะไร และทำทุกอย่าง 100% ถึงขั้นเปลี่ยนชื่อเพจ

  จาก โค้ชโจ ปิยะเทพ เป็นชื่อเพจนั้นว่า

          “ ปลุกพลังใจ สร้างชีวิตที่มั่นคง By คุณโจ ปิยะ”

        วันที่สาม ผมโอนเงิน มัดจำ 3000 บาทแรก เข้าสู่ คอร์สอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญ

    ในการไปต่อในชีวิตได้ สู่ผลลัพธ์ โดยไม่มีวันหยุด ขึ้น

       จนกระทั่ง วันที่ 5 นัดกับ เมนเทอร์ คนที่สองในวงการโค้ชชิ่ง เธอคนนี้ เจอผมในสัมมนา 

    ช่วงที่เจอครั้งแรก คือที่ ชั้น19 ตึกสีลม หลังที่ ตัดสินใจ เข้าวงการโค้ช แบบมึนๆ และกลับมาเจอกัน ที่ตึกแกรมมี่

       ที่ค่ายเทรนนิ่งเก่า ของเธอคนนั้น เริ่มแรก ก็คุยกันเรื่องส่วนตัว และ ติดตามความคืบหน้า สิ่งที่เกิดขึ้น

    เข้าสู่ ช่วงสำคัญคือ ช่วงที่นำผลงานตัวอย่างงานโค้ชของเรา เพื่อนำเสนอให้กับ เมนเทอร์คนที่สอง คนนั้นให้ฟังว่า 

   เนี่ย.....ของผม นี่การโค้ชเรา เป็นแบบตัวตนภายใน เรียกว่า Mirror เป็นศาสตร์ที่ ไม่เหมือนคนอื่นเลยครับ 

  และนี่ครับ 10กว่าเคสที่ผ่านมา ในการโค้ชของผม ไม่รู้ว่า เข้าใจในสิ่งที่ผมพูดหรือไม่ 

  ถ้าสิ่งไหนที่ให้การปรับปรุง ผมขอน้อมรับสิ่งนี้ไว้ 100% ครับ



        เมนเทอร์คนที่สอง บอกว่า “มันไม่ใช่ความล้มเหลว แต่มันคือ Feedback โจรู้มั้ย สิ่งที่สำคัญทำให้มีงานสัมมนาเกิดขึ้น และให้งานโค้ชเรานั้น อยู่กับเราไปนานๆ ส่วนสำคัญคือ ต้องมีทีม หรือ มีเครือข่ายพัฒนาสังคมลองรับไปด้วย แต่อย่าลืมนะ อย่าทำเพื่อเหรดคนดูในเพจ แต่จงเน้นที่ผู้คน นะ ทั้งนี้ทั้งนั้น เราต้องมีผลลัพธ์ให้เขาเห็น ด้วยนะ.........” เราทำได้เพียงยกมือไหว้ขอบคุณ ลึกๆแล้ว ยังไม่ได้ซึมทรัพย์ไป 100% ค่อยๆตกผลึกเรียนรู้ไปช้าๆ สิ่งที่พูด ไม่ผิดสักอย่าง เราจึงน้อมรับ และเก็บเป็นข้อพิจารณา . . .

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Final Answer คำตอบสุดท้าย



ความเห็น (0)