“เราจะต้องรู้จักจัด รู้จักทำให้ชีวิตนี้มีการพักผ่อน คือความสงบ อย่ากระโดดโลดเต้นไปตามสังขารที่เข้ามาในรูปแบบของอารมณ์ต่างๆ มายั่วยุให้ขึ้นให้ลงเกิดความยินดียินร้าย”

        ขณะที่ผมทำหน้าที่เป็นประธานกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง สส.เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๒..ที่ผ่านมา

    ผมรู้สึกเฉยๆกับกติกามารยาทที่ทาง กกต.ได้วางไว้ เนื่องจากผมเป็นประธานในเรื่องแบบนี้มาหลายครั้ง แต่มารู้สึกตื่นเต้นก็ตอนนับคะแนนหลังจากปิดหีบเลือกตั้งเรียบร้อยแล้ว..

        มีผู้ปกครองในชุมชนมาลุ้นการนับคะแนนกันหลายคน  เพราะ “ครูใหญ่” คนแรกของโรงเรียน...เป็นหนึ่งในผู้สมัครส.ส.ในเขตเลือกตั้งนี้ด้วย

        ครูใหญ่..คนนี้ปัจจุบันเกษียณอายุราชการแล้ว ตำแหน่งหลังสุดท่านได้เป็นใหญ่เป็นโตในระดับเขตพื้นที่..วันนี้ท่านขอสมัครใจมาลงเล่นการเมือง..

        ท่านมีความดี และผมก็มีความชอบท่าน..ก็เลยตื่นเต้น ผมอยากขานคะแนนที่เป็นหมายเลข..ที่เป็นเบอร์ของท่านเหลือเกิน แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

        มีเสียงคนดูบอกว่าผมเสียงดังฟังชัด แต่คนที่คลี่บัตรบอกผมว่า..ผอ.อ่านช้าไปหรือเปล่า? จะให้อ่านเร็วไปไหน? เพราะคนที่มาลุ้นคะแนน มาจากคนที่ชอบผู้สมัครหลายเบอร์ เขาคอยสังเกตการณ์อยู่ว่า..หน่วยของเรามีท่าทีอย่างไร?

        ยิ่งหมายเลข..ครูใหญ่..ถูกผมขานคะแนนถี่ๆ ยิ่งต้องรอบคอบ ส่วนบัตรเสียที่มีอย่างมากมาย..ผมต้องปรึกษาทีมงานและเปิดตำราว่าเสียเพราะอะไร?

        ส่วนใหญ่จะเสียที่หมายเลขที่ผมอ่านบ่อยๆ เพราะไม่กาในช่อง แต่จะกากบาทตัวเลขและเครื่องหมายของพรรค..การวินิจฉัยต้องถูกต้อง ตรงไปตรงมา..

        ผมเหงื่อตกและเสียงแห้ง..แต่การทำงานก็ผ่านไปแบบไม่มีเสียงคัดค้าน เพราะเป็นบ้านของครูใหญ่..ที่เป็นผู้สมัครที่ทุกคนรัก และนับถือ..จึงเป็นคะแนนที่ชอบธรรมมากมาย

        คะแนนของท่านนำโด่ง..ห่างจากที่สองกว่าร้อยคะแนน และนี่คือคุณงามความดีของท่านในชุมชนท้องถิ่น..เป็นที่ประจักษ์ชัดเจน

        ผมกลับถึงบ้าน ๑๙.๐๐ น. กรรมการหลายคนอาจกลับดึกกว่านี้ การเลือกตั้งครั้งนี้..จึงเป็นครั้งประวัติศาสตร์ ที่เกิดจากรัฐธรรมนูญที่ คสช.จัดทำไว้ มีหลายอย่างที่ผมสงสัย และพยายามหาคำตอบ แล้วถ้าหาคำตอบไม่ได้..ก็คงไม่เป็นไร..

๑.  ผมสงสัยว่า..ทำไมต้องปิดหีบเลือกตั้งเวลา ๑๗.๐๐ น. เพราะมันเป็นวันอาทิตย์ อยากให้คนมาใช้สิทธิเยอะๆใช่ไหม?..คนที่รักประชาธิปไตยจริงๆ เขามาเลือกตั้งแต่หัววัน..ที่สุดแล้วร้อยละ..ของคนมาใช้สิทธิก็ไม่ได้สูงเหมือนเดิม...

๒.  ผมสงสัยว่า..คนดีที่ทำดีมาตลอด มีภาพลักษณ์ที่สวยงามระดับชาติ ทำไมจึงไม่พบความสำเร็จ..มันคงต้องมีปัจจัยอื่นๆที่คนส่วนใหญ่ไม่ชอบ..ใช่ไหม?

๓.  ผมสงสัยว่า..ไม่มีสัจจะในหมู่โจรจริงหรือ? อาจไม่แน่เหมือนกัน โจรการเมืองที่นิยมพูดกัน..บางทีอาจต้องใช้สัจจะบ้างก็ได้..

๔.  ผมสงสัยว่า..ไม่มีมิตรแท้ และศัตรูที่ถาวร..อาจไม่จริงเสมอไป หลังเลือกตั้ง มิตรก็คือมิตร ศัตรูก็ยังเป็นศัตรูอยู่ร่ำไป..ก็ยังเห็นกันอยู่

๕. ผมสงสัยว่า..ทำไมไม่ได้ดั่งใจ แล้วต้องใช้อารมณ์ ในเมื่อมันเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตย รักใครชอบใครก็ออกไปใช้สิทธิในการเลือก เสียงส่วนใหญ่ใครได้ก็จบ..ไม่ต้องวิจารณ์ แค่ใช้คารวะธรรมก็ได้..ไม่เห็นเป็นไร

        ๖..ผมสงสัยว่า..สำนวน”สวยแต่รูปจูบไม่หอม”..ใช้กับการเมืองบ้านเราได้ไหม เห็นนโยบายดี ที่มีแต่แจกเงิน..กลัวว่าสักวันหนึ่ง..พวกเราอาจตรอมตรมก็เป็นได้

        ๗.  ผมสงสัยว่า..คำพังเพย..”ข้างนอกสุกใสข้างในเป็นโพรง”..เหมือนพรรคการเมืองบ้านเราหรือไม่?..ผู้นำดูดีจัง แต่ในพรรค..ก็ไม่มีอะไรแตกต่าง..

        สำหรับผมแล้ว..จะเตือนตัวเองให้ปฏิบัติหน้าที่การงานต่อไป..ไม่ต้องเสียเวลาไปลุ้นกับเกมการเมือง..แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน เพราะนั่นไม่ใช่..ชีวิต

        “เราจะต้องรู้จักจัด รู้จักทำให้ชีวิตนี้มีการพักผ่อน คือความสงบ อย่ากระโดดโลดเต้นไปตามสังขารที่เข้ามาในรูปแบบของอารมณ์ต่างๆ มายั่วยุให้ขึ้นให้ลงเกิดความยินดียินร้าย”

        ท้ายที่สุดนี้..ขอฝากพระบรมราโชวาท ของในหลวงรัชกาลที่ ๙..ดังนี้

        “..การที่ประเทศของเราได้รักษาอธิปไตย และดำรงฐานะมาด้วยดีได้ตลอดมานั้น ก็ด้วยอาศัยความร่วมมือของทุกๆฝ่าย ต่างช่วยกันปฏิบัติงานเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ด้วยความสามัคคี และความพร้อมที่จะเสียสละ เพื่อปรโยชน์ของส่วนรวมมาแล้วแต่หนหลัง...”

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๒๕  มีนาคม  ๒๕๖๒