มาดูกันค่ะว่า R2R ในงาน UC เขาทำอะไรกัน (ตอนที่ 1)

เป็นช่วงเวลาอันมหัศจรรย์ ในหนึ่งวันที่ใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด มีนัดหมายกันกับเครือข่ายนักพัฒนางาน R2R UC (หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า : Universal Coverage : UC) ของ สปสช.เขต4  ดีใจและประทับใจแม้การเริ่มต้นจะเป็นแบบ Formal -> Informal การเรียนรู้ก็ไม่เคยที่จะหยุดนิ่ง ชื่นชมพี่แจ็ค หรือคุณจักรินทร์ ฆ้องวงศ์ และน้องนัน - สุนันท์ ภูธร ที่มีพลังอย่างมากมายในการนำ R2R มาพัฒนางานประจำของตนเอง ในการขับเคลื่อนงานรับฟัง (Hearing) ที่อยู่ในความรับผิดชอบของงาน Custer5 (สปสช.แบ่งภาระงานออกเป็น 5 กลุ่มงาน ซึ่ง C5 เป็นกลุ่มภารกิจคุ้มครองสิทธิ์ การมีส่วนร่วม และประชาสัมพันธ์ ประกอบไปด้วย งานบริหารและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย งานคุ้มครองสิทธิ์และบริหารจัดการเรื่องร้องเรียน งานประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร และงานรับฟังความคิดเห็น) 

จากการทำ GAP Analysis เมื่อปี 2560 เกี่ยวกับงานรับฟังความคิดเห็นพบว่า มีอยู่หลายประเด็นที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการเข้าถึง และการกระจายของข้อมูล ตลอดจนการนำรายการที่ได้จากเวทีรับฟังข้อคิดเห็นไปผลักดันสู่การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาในระดับ Policy ทางทีมก็นำเครื่องมือ R2R นี้มาผสานกันเข้าเป็นเครื่องมือในการศึกษาวิจัยและพัฒนากระบวนการรับฟังความคิดเห็นแบบมีส่วนร่วมทั้งภายในองค์กรและนอกองค์กรร่วมกับภาคีเครือข่าย จนเกิดผลงาน R2R ที่เป็น Back up การพัฒนางานต่อเนื่องในปี 2560 และ 2561 มีผลงานที่พร้อมเผยแพร่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในวงกว้างออกไปนอกองค์กร สปสช. ได้แก่

- Meta R2R เรื่อง การพัฒนากระบวนการรับฟังความคิดเห็นอย่างเป็นระบบด้วยกลไกภาคีเครือข่ายระดับเขต 

- Meta R2R เรื่อง การพัฒนาคุณภาพกระบวนการรับรู้สิทธิหลักประกันสุขภาพ เขต4 สระบุรี

และมีประเด็นใหม่ที่ยังไม่มีรูปแบบชัดเจนเป็นนโยบายเพื่อให้กลุ่มพระสงฆ์เข้าถึงสิทธิการรักษา ถือว่าน้องวา (Wanee Jatawong) ผู้รับผิดชอบในงาน C1 (Cluster 1 = กลุ่มภารกิจยุทธศาสตร์และประเมินผล) มีความท้าทายที่จะพัฒนาสิ่งที่ยังไม่มีหรือมีอยู่ยังไม่ชัดเจนนำไปสู่การขับเคลื่อนให้เกิดเป็นรูปธรรมชัดเจน โดยนำข้อมูลที่มีมาวิเคราะห์ และนำไปสู่การออกแบบการวิจัย เรื่อง “การพัฒนาเครือข่ายพระสงฆ์ระบบหลักประกันสุขภาพ เขต 4” เป็นการพัฒนางานประจำที่ค่อนข้างชัดเจนจากเดิมไม่มีรูปแบบเลย แต่มีเครือข่ายอยู่บ้างเป็นต้นทุนในการขับเคลื่อนพัฒนา จากนั้นก็นำไปเชื่อมกับภาคีเครือข่ายทั้งในองค์กรและนอกองค์กร ในองค์กรก็ได้แก่ การทำงานร่วมกับ C2 , C3 และ C5 (C2  หรือ Cluster 2 รับผิดชอบเกี่ยวกับการลงทะเบียนสิทธิ์, C3 หรือ Cluster3 ในการสนับสนุนการเข้าถึงระบบบริการ และ C5 หรือ Cluster 5 ในส่วนของงานภาคีเครือข่าย งานคุ้มครองสิทธิและงานรับฟังความคิดเห็น เป็นต้น)

ผลงาน R2R จากทั้งสอง Cluster ดูเหมือนจะเป็นการพัฒนางานประจำที่เป็นหน้างานของตนเอง แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนำไปสู่การขับเคลื่อนและตอบโจทย์เชิง Policy ได้ เห็นความเป็นรูปธรรมของการทำงานร่วมกันระหว่างคนใน สปสช.ด้วยกันและภาคีเครือข่ายนอกองค์กรชัดเจน

ดั่งเช่น งานรับฟังและการเข้าถึงสิทธิ์ เป็นการขับเคลื่อนโดยมีคณะกรรมการรับฟังความคิดเห็นและภาคีเครือข่ายกระจายไปครอบคลุม 8 จังหวัดในเขต 4 มีกลไกของภาคประชาชนร่วมขับเคลื่อนเชื่อมกับหน่วยบริการ ทำให้ลดช่องว่างและเชื่อมรอยต่อของการทำงานในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามากขึ้น ส่วนงานกลุ่มพระสงฆ์เข้าถึงสิทธิการรักษา เป็นเรื่องใหม่ที่ไม่มีรูปแบบชัดเจน เชื่อว่างานของวาณีจะเป็นก้าวแรกที่ทำให้เราได้เรียนรู้ไปพร้อมกันด้วย ถ้าถอดบทเรียนออกมาจะเห็นว่า การขับเคลื่อนในกลุ่มนี้จะนำไปสู่กระบวนการพัฒนาในมิติอื่นได้ง่ายและชัดเจนขึ้น

AAR:

จากการได้ร่วมเรียนรู้ในสองเนื้องานนี้ยิ่งยืนยันในความคิดความเชื่อส่วนตัวว่า “คนทุกคนสามารถเป็นผู้พัฒนาและสร้างความรู้ให้เกิดขึ้นได้เองจากการทำงานประจำของตนเอง”

  • แม้คนนอกมองเข้าไปและคลุมเครือในบทบาทหน้าที่ของคนทำงาน สปสช. แต่การได้ร่วมฟังและทำความเข้าใจในหลายๆ มิติพบว่า คนทำงานที่กำลังเคลื่อน UC แม้มีจำนวนคนน้อยแต่ก็มีพลังและศักยภาพมากพอร่วมขับเคลื่อนกับภาคีเครือข่ายทั้งที่เป็นหน่วยบริการ ภาคประชาชน และอื่นๆ สะท้อนชัดเจนว่าพวกเขาก็คือนักพัฒนางานคนหนึ่งที่ทำงานหนักพอพอกลุ่มคนทำงานในหน่วยบริการสาธารณสุข
  • GAP ที่เกิดขึ้นจากหน้างาน เมื่อได้ใช้เครื่องมือที่มีระบบชัดเจนอย่างระเบียบวิธีการวิจัยมาพัฒนางานประจำของตนเอง ดั่งเช่น R2R นี้จะทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ออกมามีความน่าเชื่อถือและขยายผลไปสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในวงกว้างได้ และที่สำคัญนำไปสู่ Policy Brief เพื่อเคลื่อน UC ได้หลายประเด็น
  • ความเห็นส่วนตัวมองว่า สปสช.มีต้นทุนที่สูง ไม่ว่าจะเป็น GAP (ช่องว่างที่เกิดขึ้นในการทำงาน) Data หรือข้อมูลที่มีแต่ละปีค่อนข้างมากแต่นำมาใช้ประโยชน์น้อยในเชิงศึกษาวิจัยและการใช้ประโยชน์จากข้อมูล พื้นที่และกลุ่มเป้าหมาย ศักยภาพของคนทำงาน หากได้รับการส่งเสริมศักยภาพของการเป็นผู้สร้างความรู้และการเป็นนักพัฒนางานประจำด้วยวิจัย การทำงานก็อาจจะ LEAN มากขึ้น เป็นระบบมากขึ้น และเกิดผลลัพธ์ในการทำงานมากขึ้นได้

ตามรอย 21-03-62