ตอนที่ 5 Prambanan, Kraton palace, Janta manta and KL Central again

Piyawan
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

ตื่นเช้ามากินอาหารเช้าที่โรงแรม ที่นี่จัดซุ้มอาหารเช้าได้น่าประทับใจมากจนอยากจะยืมไปไว้ที่บ้านสักวัน อาหารโอเค อร่อย

เรา check out ประมาณ 8.30 แล้วก็ออกเดินทางไปเที่ยวเพราะวันนี้เรามีเวลาประมาณครึ่งวัน เริ่มต้นที่ ป้อมปราการเวอร์เดเบอร์ก (Fort Vredeburg) อยู่ใจกลางเมืองเลยทีเดียว

ด้านในจัดนิทรรศการพอดี ก็เลยเดินเข้ามาดูกัน ชมฟรี แต่มีลงชื่อเยี่ยมชมด้วย เราก็ไปเขียนภาษาไทยกัน ว่า “ยินดีที่ได้มา” ด้านในมีนิทรรศการเป็นบูธเหมือนบ้านเราเลย

ออกมาแวะส่งไปรษณีย์บัตรที่ post office ด้วยซะเลย ด้านในมีแอร์เย็นสบาย

ฟ้าใส แดดแรงมาก อยากจะยืมท้องฟ้ามาไว้ที่ลำปางจัง ช่วงนี้ PM 2.5 หนักมาก หายใจเอาฝุ่นพิษเข้าไปตลอดเวลา

Kraton palace เป็นพระราชวังที่เราไปเยือน หรือ วังสุลต่าน ซึ่งสุลต่านองค์ปัจจุบันก็ได้ประทับอยู่ที่นี่ด้วย ที่นี่เราจ้าง local guide เพื่อให้อธิบายให้เราฟังรายละเอียดด้านใน ไม่น่าเชื่อเลยว่า สุลต่านที่ 9 (ไม่ใช่สุลต่านองค์ปัจจุบัน) เป็นผู้ที่มีคุณูปการกับประเทศนี้มาก เหมือนเช่นเดียวกันกับในหลวงรัชกาลที่ 9 ของพวกเรา

ด้านหน้าทางเข้า

ด้านข้าง จะมีซุ้มมหาดเล็ก ทำเป็นรูปเหมือน และมีคนจริงๆ แต่งชุดมหาดเล็กปนอยู่ด้วย

นี้เป็นตราสัญลักษณ์ของสุลต่านองค์ปัจจุบัน

ส่วนนี้เป็นที่ประทับของสุลต่านองค์ปัจจุบัน คุณป้าที่เป็นไกด์บอกว่า พระองค์ทรงประทับอยู่ในนั้น

ตรงนี้เป็นที่รับประทานอาหาร

โรงเก็บเครื่องดนตรี สำหรับแสดงมหรสพ

พวกเราเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ ตามที่คุณป้าจะพาไป นี่ค่ะไกด์ของพวกเรา ภาษาอังกฤษของคุณป้าเยี่ยมมากๆ ป้าเป็นอดีตคุณครูสอนภาษาอังกฤษค่ะ

ด้านในกว้างขวางมากๆ บางมุมดูสงบเงียบ

มีการแสดงพระบรมฉายาลักษณ์ไว้

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ จากประเทศไทย

อันนี้เป็น Family tree ของราชวงค์ คุณป้าบอกว่า ใบไม้ และ ผลไม้ แสดงถึงลูกชาย และลูกสาว

จากนั้นไป Taman sari เป็นปราสาทสวนน้ำ ที่นี่เราวิ่งไปชมแบบเร็วๆ ไกด์ไม่ต้อง เพราะว่าจะต้องไปเที่ยวต่อที่ Prambanan ทางเข้าทางนี้ค่ะ ต้องซื้อตั๋วเข้าชมก่อน มีของกินรถเข็นขายด้วย แต่ไม่มีเวลาพิจารณาจริงๆ

เข้าไปส่วนด้านในได้ ก็จะเห็นวิวนี้ จากที่อ่านมา เค้าบอกว่า อันนี้เป็นพระราขวังน้ำ ที่สุลต่านเอาไว้เล่นน้ำกับสตรี

ด้านในมีของขาย ขายกันแบบนี้เลย อยากจะบอกว่าเสียบรรยากาศนิดหน่อย

แต่ทางออกจะไม่ใช่ทางเดียวกันทางที่เข้ามา จะต้องอ้อมเล็กน้อย มาโผล่ด้านข้างค่ะ

ของน่าจะไม่ค่อยได้ขายเท่าใด คนขายก็หลับเฝ้ากันเลยเชียว

ตอนเดินกลับไปยังรถของอันตุง ก็จะมียอดนักขายมาขายของ

นักท่องเที่ยวบางคนก็จ้างรถถีบพาเที่ยว

จากที่นี่พวกเราใช้เวลาเดินทางจากไปพอสมควร เพื่อไป Prambanan ทางเข้าจะคนละทาง คนพื้นที่ทางนึง และนักท่องเที่ยวทางนึง ซึ่งค่าตั๋วต่างกันราวฟ้ากับเหวจ้า

เราไม่ได้จ้างไกด์ จ่ายค่าเข้าแล้วเดินไปกันเอง ทีนี้ก็ไปเที่ยวที่เป็น highlight อีกที่หนึ่ง เสียเวลาเล็กน้อยที่ Lobby นักท่องเที่ยว เพราะเราไม่ได้ copy passport เพิ่มไปอีกชุดและก็อย่าลืม บัตรนักเรียนลดราคาได้ (ให้ซีร็อกซ์มาจากเมืองไทยให้เรียบร้อยเลยเด้อ) Lobby นักท่องเที่ยวเปิดแอร์เย็นสบาย มีห้องน้ำด้วยนะคะ

แมงวันน่าจะเข้าไปทำรังในปากแล้ว 1 ฝูง

ซื้อบัตรเสร็จก็เข้าไปชมด้านใน มาถึงแล้วค่ะ วัดฮินดูที่คนเค้ามาเยือนกัน

อีกสักรูปค่ะ

ได้มาแตะแล้ว ด้วยมือของเรา

แดดแรงมากๆ โบกครีมกันแดดกันมาให้พร้อมก็แล้วกัน

ในเจดีย์แต่ละอัน ก็จะมีเทวรูปอยู่ คนเข้าไปไหว้เคารพ รวมทั้งพวกเราด้วย

เดินขึ้นๆ ลงๆ จนเกือบครบทุกเจดีย์ ความเจ็บเข่าเริ่มถามหา เพราะแต่ละเจดีย์ ก็มีมีความสูงต่างๆ กันไป

เห็นในรูปถ่ายเล็กๆ แต่มาเดินอยู่ด้านในไม่เล็กเลย

เสื้อทีมก็มา บอกแล้ว ที่นี่เวลาไปไหนมาไหน เช่น มาท่องเที่ยว เขาจะมีเสื้อทีม

ที่นี่เราได้เห็นถึงสิ่งก่อสร้าง จิตวิญญาณ และความศรัทธาของคนในอดีต นักท่องเที่ยวมีพอสมควรเลยทีเดียว แดดก็ร้อนมากๆ ข้อดีทำให้ฟ้าใส ข้อเสียคือทำให้หน้าเป็นฝ้า 555 เดินสักพักก็เริ่มเหนื่อย ร้อน และเริ่มรู้สึกแต่ละเจดีย์ก็เหมือนๆ กัน เลยชวนกันเดินออกเพื่อไปอีกที่นึง ทางออกอยู่คนละทางกับทางเข้า เดินมาด้านหลัง ตามป้าย exit

บ๊าย บาย Prambanan

เดินมาจะเจอรถกอล์ฟ และ จักรยาน เราสามารถเช่าไปยังอีกจุดนึงได้ แน่นอน พวกเราเลือกรถ เดินตรงไปที่ขายตั๋ว เราสามารถจ้างรถกอล์ฟ เพื่อไปยังวัดอื่นในบริเวณเดียวกัน ได้แก่ วัดเซวู ค่าเช่ารถกอล์ฟ คนละ 20.000 idr

ส่วนอันนี้คงไม่ไหว หมดแรงก่อนปั่นถึงทางออก

รถพาเราชมบรรยากาศไปเรื่อยๆ รอบๆ ยังมีสิ่งก่อสร้าง พวกเจดีย์ วัดเก่า แต่เรายังไม่ได้แวะ

รถพาพวกเรามาที่วัดนี้ มีนักท่องเที่ยวมาเหมือนกัน

องค์นี้อยู่ตรงทางเข้าเลย อารมณ์เหมือนยักษ์เฝ้าประตูวัดบ้านเรา

เข้าไปกันเลยดีกว่า

ดูเหมือนจะเหลือแต่พวกเรา วัดเงียบมาก สักพักก็เดินกลับ หันไปก็เจอกับภาพนี้

ขากลับ ผ่านวัดนี้อีกครั้ง

และที่นี่ เค้าใจดีจอดให้ถ่ายรูป

รถมาจอดใกล้ๆ กับทางออก บริเวณนี้

เราต้องเดินอีกหน่อย กว่าจะออกมาทางออกจริงๆ ได้นี่ก็ต้องผ่านตลาดด้วย ของขายเยอะมากๆ ราคาก็ไม่แพง พวกซื้อหน้ากากนี่มา บอกจะเอามาใส่วิ่ง

จากที่นี่อันตุงพาเราไปกินอาหารกลางวัน เราสั่งนี่มากิน อร่อยดี

จากการพูดคุยกับอันตุง เราได้เห็นทัศนคติในการทำงาน การดูแลลูกค้า และการบริการด้วยใจ เค้าเป็นคนที่คุยได้ทุกเรื่อง ความรู้ดี เค้าบอกว่า เค้ามีความสุขที่ได้ทำงานนี้ และในที่สุดก็ได้เวลากลับ อันตุงมาส่งพวกเราที่สนามบิน ตามเวลา เรากลับด้วย Airasia จาก Yogyakarta ไปแวะ Kulalumpur เหมือนเดิม (Jog-kul 17.35-21.10)

Surprise มากที่อันตุงเกิดปีเดียวกันกะเรา

เข้าไปข้างในสนามบินเล็กๆ แต่แถวยาวมาก แต่ก็เช็คอินเรียบร้อยดี เครื่องหางแดงรออยู่แล้ว

มองจากเครื่องบิน เห็นภูเขาไฟด้วยค่ะ บนเครื่องได้ทำบุญ Pray for Palu ซึ่งเป็นเมืองในอินโดนีเซียที่เกิดแผ่นดินไหวเร็วๆ นี้ มองลงมาจากหน้าต่าง เห็นภูเขาไฟ บ๊าย บาย อินโดนีเซีย ไม่รู้จะได้มาอีกเมื่อไหร่นะ

ถึง kul แล้วก็ไปซื้อตั๋ว KL express จากสนามบินไป KL sentral คนละ 55 myr ใช้ระยะเวลาเพียง 33 นาทีจาก airport ถึง KL sentral หาทางเดินไปโรงแรม NU Hotel แป้ปเดียวก็ถึงละ โดยใช้ google map ตอนแรกป้าแท็กซี่พยายามเรียกพวกเราเข้าไป แถมยังบอกว่า โรงแรมไกลมาก ประมาณ 4 กิโลเมตรโน่น แต่พวกเราไม่เชื่อ ดีนะที่ไม่ได้ ไม่งั้นคงโดนฟันเละ ถึงโรงแรมก็ทำการ chick in และเค้าเรียกเก็บ deposit ไว้ 120 myr (ตอน check out ได้คืนมา 100 myr เพราะเก็บเป็นค่าธรรมเนียมห้องละ 10 myr) เข้าที่พักได้ก็ออกมากินอาหารเย็นกันก่อน ร้านอาหารอยู่ข้างๆ โรงแรมนี่เอง สั่งพวกข้าวมากินกัน จากนั้นขึ้นไปพักผ่อน เพื่อออกมาเที่ยวมาเลเซียในเช้าอีกวัน

ตื่นเช้ามาเที่ยวเลย นั่ง taxi ไปเที่ยวอนุสรณ์สถาน National Monument แดดจ้า ฟ้าใสมากมายนัก เข้าทางนี้ค่ะ

เดินเข้าไปด้านใน สิ่งที่เราะเจอก็จะเป็นสิ่งนี้

เดินไปชมความอลังการ ด้านหน้าอนุเสาวรีย์กัน

ถ่ายรูปที่นี่เสร็จ ก็เดินไป จตุรัสเมอเดก้า ผ่านป้ายอันเดิม

บรรยากาศระหว่างที่เดินไป ร้อนเอาการ

แล้วก็กลับมายัง KL sentral check out ที่โรงแรม กินข้าวกลางวัน แล้วก็นั่ง KL express กลับมายังสนามบินเพื่อกลับเชียงใหม่

ทริปอันเสนยาวนานของเราก็ได้สิ้นสุดลงแล้ว โดยส่วนตัวเองคิดว่าทริปนี้ก็สอนอะไรเรามากมายเลยทีเดียว

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน learn2travel



ความเห็น (0)