บริบทท้องถิ่นว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตอนที่ 3

บริบทท้องถิ่นว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตอนที่ 3

8 มีนาคม 2562

ทีมวิชาการสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย [1]

การวัดความตื่นตัวทางการเมืองของไทย

ความตื่นตัวทางการเมืองของไทย ปัจจุบันถือว่ามีสูง วัดค่าจากสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ได้แก่ (1) จำนวนพรรคและคนลงสมัครที่มากกว่าการเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมา [2] (2) จำนวนผู้ลงทะเบียนใช้สิทธินอกเขต มีจำนวนมากเป็นหลายเท่าตัว [3] (3) ผลกระทบ การตัดสินใจในเรื่องส่วนรวม มีมากขึ้น ละเอียดขึ้น วัดจากโลกโซเชียล วิพากษ์เรื่องการออกกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย ถูกวิพากษ์อย่างแรง (4) โครงการที่มีผลกระทบ ถูกจับตามากขึ้น (โรงงาน อุตสาหกรรมเหมืองแร่ ขยะ เขื่อน ฯลฯ) (5) ทีวีหลายช่อง ออกรายการเกี่ยวกับสังคมมากขึ้น

กล่าวโดยสรุปได้ว่า การหาเสียงเลือกตั้งแบบเดิม ๆ การติดป้าย การปราศรัย การเคาะประตูบ้าน ไม่เพียงพอแล้ว กับการตัดสินใจเลือก หรือไม่เลือก พรรคการเมือง และผู้สมัคร บางคน บางพรรค กล่าวได้ว่าตามไม่ทันเหตุการณ์ไม่ค่อยทัน แต่เชื่อว่าการซื้อสิทธิขายเสียง น่าจะเป็นแบบซ่อนรูป ไม่โจ่งแจ้ง [4]เพราะ กฎกติกาบ้านเมืองที่เปลี่ยนไป

นอกจากนี้ การบริหารแผนพัฒนา โครงการ การใช้เงินงบประมาณ การติดตามตรวจสอบ เข้มข้นขึ้น มีระบบเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การทหาร การต่างประเทศที่ละเอียดรอบคอบรัดกุมมากขึ้น เพราะเกิดจากการหยิบยกเอามาเป็นประเด็น หรือเงื่อนไขการเมืองแทบทุกเรื่องมาศึกษาแก้ไขปรับปรุง ฉะนั้น เรื่อง การติดป้าย การใช้เสียงโฆษณาจึงเป็นปัจจัยรอง ในเรื่องทางเชื่อมโยงระบบงบประมาณ ระหว่างส่วนกลาง ส่วนท้องถิ่น ก็จะเปลี่ยนแปลงไปมากขึ้น ละเอียดขึ้น โครงการที่ใช้เงินงบประมาณมาก แต่เกิดผลน้อย จะถูกจับตามอง จึงมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมากขึ้น งบภัยแล้งน้ำท่วม ภัยแล้ง ผู้ใหญ่บ้านยังมีบทบาทต่อการเลือกตั้งอย่างมาก เหล่านี้จะเป็นตัวชี้วัด ความเข้าใจ และการตัดสินใจ ทางการเมืองของคนทั้งประเทศได้

ดีเบต โหนกระแสอุดมการณ์ วาทะกรรม นโยบาย ยุทธศาสตร์ชาติ

อุดมการณ์ หรือวาทะกรรม สร้างขึ้นมาใหม่ ในรูปนโยบาย เฉพาะกิจ ดีเบตโหนกระแสหาจุดสนใจ  สร้างเงื่อนไข ชี้ช่องว่าง กลุ่มครองอำนาจ เพื่อเปลี่ยนใหม่ ในรายการโทรทัศน์ กกต. ยังเปิดโอกาสให้กระทำได้ เพราะความรู้สึกคำว่าเป็นพวกสำคัญกว่า “อุดมการณ์” ในแนวนโยบาย และอุดมการณ์ ในการหาเสียงของผู้สมัครฯ จึงไปคุยตรง ๆ กับชาวบ้านไม่ได้ แถมถามว่าจะให้อะไร เขาจะได้อะไร จะมาแจกอะไร บรรยากาศการหาเสียงจึงเงียบเหงา

การทำยุทธศาสตร์ชาติครอบคลุมสิ่งใดบ้าง [5]

(1) การกำหนดเป้าหมายระยะยาว แนวทางพัฒนาที่ชัดเจนว่า เราจะเตรียมอะไรไว้ให้ลูกหลาน เช่น การผังเมือง (2) การจัดลำดับความเร่งด่วน การจัดลำดับงบประมาณ ดูสถานการณ์การเงินการคลังของประเทศ ดูความต้องการ ลงไปหารือกับคนในพื้นที่ (ตอนนี้ ไทย มีเงินทุนสำรองดี) (3) ทำควบคู่กับแผนของ สภาพัฒน์ แผนที่ 12 ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม ความมั่นคงต้องมีทุกมิติ (ทหาร ตำรวจ ชีวิต) นโยบายของรัฐบาล นโยบายของหน่วยงานต่างๆ (4) การแก้ไขกฎหมาย เช่น เรื่องการขายฝากที่ดิน (5) การปรับแก้ยุทธศาสตร์ชาติในอนาคต (6) การใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม การพัฒนาคน (7) การแก้ไขปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำ คอรัปชั่น การจัดสรรน้ำ การจัดสรรที่ดินให้ทั่วถึงเท่าเทียม สังคมผู้สูงอายุ (8) การเปิดเสรีตลาดในด้านต่างๆ (9) ระบบนิเวศน์ (10) ความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ และ สิ่งแวดล้อม การแข่งขัน วัฒนธรรม (11) โครงสร้างพื้นฐาน (12) สร้างฐานรายได้ (13) การศึกษาเรียนรู้ตลอดชีวิต ทำอาชีพตามความถนัด สังคมที่ปลอดภัย (14) ภาครัฐ นโยบายต้องชัดเจนและถูกต้องตามกฎหมาย ข้าราชการจะได้ทำงานได้ถูกต้อง (15) ความปลอดภัยในการขับขี่ยานพาหนะ.

เหล่านี้ คือ แนวทาง “ยุทธศาสตร์ชาติ” เชื่อว่าในแนวนโยบายของทุกพรรคต้องออกมาดี แต่ในข้อเท็จจริงอาจกลับกัน เพราะกฎหมายที่บรรดาหน่วยงานรัฐเร่งเสนอออกมา หลายอย่างเป็นอุปสรรค สร้างพันธนาการที่มากขึ้นซึ่งตรงกันข้ามกับแนวนโยบายยุทธศาสตร์ชาติ ที่จะส่งผลให้นโยบายของพรรคเป็นไปได้ยากขึ้น

ตัวอย่างการใช้เงินงบประมาณแบบไม่ไว้วางใจในรูปแบบสภาท้องถิ่น แต่กลับผลักภาระไปให้หน่วยงานราชการเป็นผู้ใช้และบริหารงบประมาณ สร้างโครงการพัฒนาชุมชนขึ้นโดยเอาประชาชนมาเป็นตัวอ้างคุณภาพในความสำเร็จโดยผู้นำภาคราชการต่าง ๆ อาจได้เพียงการสร้างภาพ เช่น โครงการนวัตวิถี โครงการอีเว้นต่าง ๆ  

รัฐบาลใหม่มีข้อจำกัดในการทำโครงการใหญ่  

รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 42 ให้บุคคลมีเสรีภาพในการจัดตั้งกลุ่ม สมาคม ฯลฯ  มาตรา 58 เงื่อนไข การอนุมัติ อนุญาต ถ้ามีผลกระทบรุนแรง ต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม ต้องศึกษาและประชาพิจารณ์ มาตรา 65 ยุทธศาสตร์ชาติ มาตรา 76 การบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 144 วรรค 4 เรื่อง เจ้าหน้าที่เข้าไปมีผลประโยชน์ในโครงการจัดสรรงบประมาณ

ที่กล่าวอ้างถึงรัฐธรรมนูญจำนวน 5 มาตรานี้ [6] เป็นที่คาดหมายได้ว่า นโยบายพรรคการเมือง หลังได้เป็นรัฐบาลแล้ว จะไม่สามารถมีอิทธิพลในการทำโครงการใหญ่ได้ดังเช่นในอดีตที่ผ่านมา อาทิเช่น โครงการจำนำข้าว เมกโปรเจ็กถมทะเล หรือ โครงการก่อสร้างที่ใช้เงินมาก ๆ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างใหม่แก่ระบบราชการไปในตัว

ว่าด้วยงบประมาณท้องถิ่น

ท้องถิ่นวิ่งเต้นงบ จะไม่มีอีกแล้ว ตัดฝันความทะเยอทะยานของนักการเมืองท้องถิ่นออกไปเลย จะทำได้เฉพาะ ประเด็นฮ็อตฮิต เป็นเรื่อง ๆ ไป เช่น กัญชารักษามะเร็ง ปราบคนโกง นอกจากนี้ การรวมกลุ่มบุคคล ต้องมีสาระแก่นสาร ไม่ใช่ขบวนแห่นาคถล่มโรงเรียน ส.ส.ต้องแจ้งเกิดด้วย มันสมอง และสาระ ไม่ใช่วิ่งเต้นงบประมาณมาแจกแบบเดิม ๆ งานถ่ายโอนบางอย่างควรทบทวน อาทิ ที่หวงงานทะเบียนราษฎรไว้ไม่ปล่อยให้ถ่ายโอน ก็เพราะผลประโยชน์และบารมี เอาแค่การย้ายคนเลือกตั้งก็ถือว่าเป็นอำนาจบารมีได้ โดยอ้างความมั่นคง สร้างกฎเกณฑ์หลักเกณฑ์กันไว้มาก จึงเป็นกำแพงหรือข้ออ้างข้อจำกัดในการถ่ายโอนภารกิจที่อาจทบทวนแก้ไข อย่าลืมว่า เวทีท้องถิ่นยังรออยู่ เวทีกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ที่รัฐให้เงินใช้ก็ยังมีอีกมาก การหาเสียงโดยใช้นโยบายประชารัฐยังคงดำเนินต่อไป

ช้าช้าจะได้พร้าเล่มงาม

มีปรากฏการณ์ที่น่าฉงนในความสับสน ความเรียบร้อยของการเลือกตั้งในครั้งนี้ว่าจะเรียบร้อยเพียงใด นี่รวมถึงค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเลือกตั้งด้วย ที่ดูจะฝืด ล่าช้าไม่เหมือนคราวการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านๆ มา อาจเป็นเพราะต้องให้รอบคอบกัน สตง. ที่จะเข้าตรวจสอบ เนื่องจากเป็นเงินงบประมาณของแผ่นดินที่สำคัญ และทุกอย่างดูจะยึดเวลาออกไป เช่น วันรับสมัครจริงก่อนหน้านั้นคือวันที่ 4 - 8 กุมภาพันธ์ 2562 แต่การประกาศรับสมัครเป็นทางการวันสุดท้ายเป็นวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งในวันสุดท้ายบางเขตเลือกตั้งต้องใช้เวลารอจนถึงสองสามทุ่ม [7] เป็นการทิ้งเวลาให้ตรวจคุณสมบัติกันนานพอสมควร แต่ส่งผลให้บีบเวลาให้ผู้จะหาเสียงเหลือเวลาสั้นลงไป มีข้อดีในการตรวจสอบคุณสมบัติอย่างเข้ม เพราะผู้จะมาเป็นผู้แทนต้องพร้อม ไม่ควรโกงเรื่องคุณสมบัติหรืออื่นใด

จับตาประเด็นสอย

ในประเด็น “การสอย” หรือการแจก “ใบส้ม ใบเหลือง ใบแดง ใบดำ” [8]มีทั้งที่เป็นอำนาจของ กกต. เอง หรือ ไปจบที่ศาล มีการฟ้องเรียกค่าใช้จ่าย ฟังดูในกฎหมายบางกรณีห้าม แต่ กกต. เปิดช่อง หรือ อาจไปรอสอยตอนเลือกตั้งท้องถิ่น เพราะคุณสมบัติต้องห้ามจะตัดสิทธิ์ผู้สมัครเลือกตั้งท้องถิ่นด้วย [9]มีข้อสังเกตว่า หากผู้สมัครใดไม่มีพวกแก้ต่างปกป้องก็ไม่รอด  

ข่าวลือการเลือกตั้งท้องถิ่น

เป็นกระแสฮือฮากันสักพักใหญ่ ๆ ข่าว “...เลือกตั้งท้องถิ่นหลัง ส.ส. 60 วัน นายก อปท.ทั่วประเทศหมดวาระ 31 มีนาคม 2562 ปลัดรักษาการณ์ 60 วัน จัดให้มีการเลือกตั้ง 1 พฤษภาคม 2562...” [10] เหมือนการสับขาหลอก ฝ่ายนายกฯ และสมาชิก อปท. อยากจะอยู่ต่อ แต่ก็ไม่อยากสนับสนุนฝ่ายตรงข้าม เป็นข่าวลือเหมือนข่าวหนัก ๆ ทั่วไป คล้ายข่าวปลด ผบ.ทบ. ที่ยังไม่ชัดเจนมีโอกาสพลิกผันได้

การยึดครองอำนาจจากการปฏิวัติและผู้ที่ได้อำนาจจากการเลือกตั้งที่ผ่านมาต่างหลงวังวนในการ “เป็น อภิสิทธิชน” ที่มีสิทธิคุ้มครองพิเศษแตกต่างจากประชาชนธรรมดาทั่วไป การกระจายอำนาจให้แก่ท้องถิ่นที่ผ่านมาก็เช่นกัน เพราะ งานภารกิจภาครัฐที่ถ่ายโอนให้ อปท.นั้น ก็ดูเหมือนว่า อปท. จะได้อภิสิทธิบางอย่างที่ต่างจากราชการส่วนอื่น การถูกวิพากษ์วิจารณ์ไม่ว่าจะกล่าวโจมตี หรือติติง ติเพื่อก่อ ล้วนเป็นการแสดงถึงความรักชาติ (จนน้ำลายไหล) ทั้งนั้น วิวัฒนาการในทุกรัฐบาลที่ผ่านมามีปัญหาการบริหารบ้านเมืองที่โปร่งใสบริสุทธิ์ การพูดเอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่นเป็นเรื่องปกติ ในธรรมเนียมฝรั่งมีค่าคอมมิสชั่นตอบแทน เพราะประเทศเขาทำการค้าทั้งในและต่างประเทศ หรือในกรณีการบริหารงานที่ไม่มีค่าคอมมิสชั่น ก็จะมีแต่โบนัสตอบแทนความขยันขันแข็งกุลีกุจอ ความรับผิดชอบงานที่สูง ซึ่งของคนฝรั่งจึงดูจะแตกต่างจากของไทย

เหล่านี้เป็นกระแสทัศนะในมุมมองของคนท้องถิ่นที่ออกจากแปลกแตกต่างจากคนกลุ่มอื่นอยู่บ้าง มีต่อตอนที่ 4

[1] Phachern Thammasarangkoon & Watcharin Unarine, Municipality Officer ทีมวิชาการสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย, หนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ปีที่ 66 ฉบับที่ 25 วันเสาร์ที่ 9 - วันศุกร์ที่ 15 มีนาคม 2562, รายงานพิเศษ : การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กับข่าวลือ การเลือกตั้งท้องถิ่น หน้า 9

[2]เลือกตั้ง 62: 81 พรรคการเมืองในสนามเลือกตั้ง เกินครึ่งเป็นพรรคตั้งใหม่, iLaw, 27 กุมภาพันธ์ 2562, https://ilaw.or.th/node/5181

พรรคการเมืองในสนามเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 (1) มีผู้สมัคร ส.ส. แบบแบ่งเขตถึง 11,181 คน ซึ่งมากกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อนถึง 4.6 เท่า (2) บัตรเลือกตั้งขอนแก่นเขตที่ 9 และเขตที่ 10 มีให้เลือกถึง 44 พรรค สูงสุดในประเทศ (3) พรรคการเมืองในสารบบ 106 พรรค ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง 81 พรรค พรรคการเมืองที่ไม่ส่งผู้สมัคร ส.ส. เลยสักคนเดียวมีจำนวน 25 พรรค (4) เกินครึ่งในสนามเลือกตั้งเป็นพรรคตั้งใหม่ ปี 2561 มีพรรคการเมืองจัดตั้งขึ้นใหม่รวม 52 พรรค โดยพรรคการเมืองตั้งใหม่ไม่ลงสู่สนามเลือกตั้งเพียง 2 พรรค (5) 8 พรรคตั้งใหม่ ส่งผู้สมัครเกิน 300 เขต

& กกต.แจ้ง ผอ.กกต.ทั่วไทย มีแค่ 41 พรรค มีสิทธิส่ง ส.ส.3 พรรคส่งได้ครบทุก จว., 1 กุมภาพันธ์ 2562, https://mgronline.com/politics/detail/9620000011267

กกต. แจ้งข้อมูล ผอ.กกต. ทั่วประเทศ จาก 106 พรรค มีแค่ 41 พรรค ที่มีสิทธิส่ง ส.ส. เพราะทำครบเงื่อนไขกฎหมาย และยังคงมี 3 พรรค ที่ส่ง ส.ส. ได้ครบ 77 จังหวัด

& กกต.เผยมี 36 พรรคคุณสมบัติครบ พร้อมส่งผู้สมัคร, 28 มกราคม 2562, https://mgronline.com/uptodate/detail/9620000009697

ข้อมูล ณ วันที่ 25 มกราคม 2562 ว่า มีพรรคการเมืองที่พร้อมส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแล้วจำนวน 36 พรรค แยกเป็นพรรคการเมืองที่จดทะเบียนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง 2550 ที่ปฏิบัติตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง 2560 ครบทั้ง 4 เรื่อง คือการมีทุนประเดิม 1 ล้านบาท จัดให้มีสมาชิก 500 คน ประชุมใหญ่แก้ไขข้อบังคับพรรค และประชุมเลือกหัวหน้าพรรค-กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่แล้ว

[3] หมายรวมถึงจำนวนผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า รวมทั้งเลือกตั้งนอกเขต และต่างประเทศ ซึ่งการเลือกตั้งล่วงหน้ากำหนดไว้ 2 วันคือ (1)การเลือกตั้งล่วงหน้าต่างประเทศ กำหนดในวันอาทิตย์ที่ 10 มีนาคม 2562 (2) การเลือกตั้งล่วงหน้าภายในประเทศ กำหนดในวันอาทิตย์ที่ 19 มีนาคม 2562

ดู กกต.สรุปจำนวนผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า มากกว่า 2 ล้านราย , 19 กุมภาพันธ์ 2562, https://voicetv.co.th/read/Ul4_VYq02   & เลือกตั้ง 62 : กกต. เผยยอดลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า 2.5 ล้านคน, 20 กุมภาพันธ์ 2562, https://news.mthai.com/politics-news/709838.html

[4] มีข้อสังเกตว่า โลกปัจจุบันเป็นโลกแห่ง “ Smart Phone” โทรศัพท์มือถือเป็นกล้อง CCTV เคลื่อนที่ ที่สามารถเก็บภาพได้ทุกขณะ และในขณะเดียวกันก็สมารถโพสต์แชร์ได้ทุกขณะ ฉะนั้น การทุจริตการเลือกตั้งแบบโจ่งแจ้ง จึงไม่สามารถกระทำด้ นอกจากนี้ กกต. และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยอยู่ในเป้าหมายการตรวจสอบของประชาชนอยู่ตลอดเวลา

ในช่วงนี้ ธุรกิจรถทัวร์ท่องเที่ยวคึกคัก แทบไม่ว่าง เป็นรูปแบบใหม่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการพาผู้มีสิทธิเลือกตั้งฯไปเที่ยวทัศนศึกษาเป็นกลุ่ม ๆ (เที่ยวฟรี) ไม่จำเป็นต้องเป็นกลุ่มใหญ่ โดยคนรู้จักกันเสนอตัวเป็นผู้จัดดำเนินการให้ผู้สมัคร และขอรับการสนับสนุนงบค่าใช้จ่ายจากผู้สมัครฯ เป็นต้น

ดู การซื้อสิทธิ์ขายเสียง, ฐานข้อมูลการเมืองการปกครองสถาบันพระปกเกล้า, http://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=การซื้อสิทธิ์ขายเสียง

การซื้อสิทธิขายเสียง หมายถึง พฤติกรรมการทุจริตเลือกตั้งโดยใช้เงินแลกเปลี่ยนกับการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งซื้อเสียง หรือการเสนอสิ่งตอบแทนในรูปผลประโยชน์หรือทรัพย์สินต่างๆ หรืออาจเป็นการสัญญาว่าจะให้ทรัพย์สินสิ่งตอบแทนแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อให้ลงคะแนนหรืองดเว้นการลงคะแนนแก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใดหรือพรรคการเมืองใดในเขตเลือกตั้งนั้น

[5]นายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมประจำปี 2561 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เรื่อง “ยุทธศาสตร์ชาติ อนาคตไทย อนาคตเรา” ณ ห้องแกรนด์ไดมอนด์ บอลรูม ชั้น 2 อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี, 27 กันยายน 2561, https://www.youtube.com/watch?v=4H80M8AcZ6w 

ดู 'ยุทธศาสตร์ชาติ' ฉบับชาวบ้าน, ไทยโพสต์, โดย เปลว สีเงิน, 15 ตุลาคม 2561, https://www.thaipost.net/main/detail/19919

(1) ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาล การจัดทำนโยบายและงบประมาณแผ่นดินบริหารประเทศ “จะคิด-จะทำ” อย่างไรก็ได้ รัฐบาลในอนาคต ต้องเดินตามแผนนี้

(2) ต้องอยู่ในกรอบ 6 ด้าน นำประเทศสู่ความ “มั่นคง-มั่งคั่ง-ยั่งยืน” ตามแผน “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” มี 6 ประการ (ด้าน) คือ ความมั่นคง , ความสามารถแข่งขัน, ศักยภาพมนุษย์, ความเท่าเทียมของสังคม, คุณภาพชีวิตกับสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาการบริหารจัดการ

( 3) ปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นแกน

( 4) แผนระยะ สั้น กลาง ยาว ของสภาพัฒน์ นั้น เน้นไปทางเศรษฐกิจเป็นหลัก เพราะเป็น “แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” ซึ่งไม่ครอบคลุมทั้งหมด เหมือน “ยุทธศาสตร์ชาติ” 

& ในมุมมองตรงกันข้ามดู ยุทธศาสตร์ชาติ หรือยุทธการขายฝัน? ข้อสังเกตบางประการต่อ 'ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี', โดย สุณี อาชวานันทกุล, 28 พฤษภาคม 2561, https://www.the101.world/strategic-plan-or-pipe-dream/

(1) ‘มั่นคง’ นิยามกว้าง แต่ไม่แตะปัญหากองทัพ

(2) ‘มั่งคั่ง’ รัฐนำการส่งเสริมอุตสาหกรรม ไม่เอื้อเป้าลดเหลื่อมล้ำ

(3) ‘ยั่งยืน’ แบบโลกสวยและไม่ชัดเรื่องกระจายอำนาจ

ผู้เขียนก็สรุปได้แต่เพียงสั้นๆ ว่า “แผนยุทธศาสตร์คือมายา มาตรา 44 สิของจริง”

[6] มาตรา 42

บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกันเป็นสมาคม สหกรณ์ สหภาพ องค์กร ชุมชน หรือหมู่คณะอื่น

การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อการป้องกันหรือขจัดการกีดกันหรือการผูกขาด

มาตรา 58

การดำเนินการใดของรัฐหรือที่รัฐจะอนุญาตให้ผู้ใดดำเนินการ ถ้าการนั้นอาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพ อนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียส่วนใดของประชาชนหรือชุมชนหรือสิ่งแวดล้อมอย่างสำคัญอื่นรัฐต้องแร่งดำเนินการ ให้มีการศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนหรือชุมชน และจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียและประชาชนและชุมชนที่เกี่ยวข้องก่อน เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาดำเนินการหรืออนุญาตตามที่กฎหมายบัญญัติ

บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิได้รับข้อมูล คำชี้แจง และเหตุผลจากหน่วยงานของรัฐ ก่อนการดำเนินการหรืออนุญาตตามวรรคหนึ่ง

ในการดำเนินการหรืออนุญาตตามวรรคหนึ่ง รัฐต้องระมัดระวังให้เกิดผลกระทบต่อ ประชาชน ชุมชน สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพน้อยที่สุด และต้องดำเนินการให้มีการเยียวยาความเดือดร้อนหรือเสียหายให้แก่ประชาชนหรือชุมชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรมและโดยไม่ชักช้า

มาตรา 65

รัฐพึงจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนตามหลักธรรมาภิบาลเพื่อใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนต่าง ๆ ให้สอดคล้องและบูรณาการกันเพื่อให้เกิดเป็นพลังผลักดันร่วมกันไปสู่เป้าหมายดังกล่าว

การจัดทำ การกำหนดเป้าหมาย ระยะเวลาที่จะบรรลุเป้าหมาย และสาระที่พึงมีในยุทธศาสตร์ชาติ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทุกภาคส่วนอย่างทั่วถึงด้วย

ยุทธศาสตร์ชาติเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้

มาตรา 76

รัฐพึงพัฒนาระบบการบริหารราชการแผ่นดินทั้งราชการส่วนกลางส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น และงานของรัฐอย่างอื่น ให้เป็นไปตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีโดยหน่วยงานของรัฐต้องร่วมมือและช่วยเหลือกันในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดิน การจัดทำบริการสาธารณะ และการใช้จ่ายเงินงบประมาณมีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน รวมตลอดทั้งพัฒนาเจ้าหน้าที่ของรัฐให้มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีทัศนคติเป็นผู้ให้บริการประชาชนให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว ไม่เลือกปฏิบัติและปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ

รัฐพึงดำเนินการให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานของรัฐให้เป็นไปตามระบบคุณธรรม โดยกฎหมายดังกล่าวอย่างน้อยต้องมีมาตรการป้องกันมิให้ผู้ใดใช้อำนาจหรือกระทำการโดยมิชอบที่เป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ หรือกระบวนการแต่งตั้งหรือการพิจารณาความดีความชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ

รัฐพึงจัดให้มีมาตรฐานทางจริยธรรม เพื่อให้หน่วยงานของรัฐใช้เป็นหลักในการกำหนดประมวลจริยธรรมสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานนั้น ๆ ซึ่งต้องไม่ต่ำกว่ามาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าว

มาตรา 144

ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม และร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะแปรญัตติเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเพิ่มเติมรายการหรือจำนวนในรายการมิได้ แต่อาจแปรญัตติในทางลดหรือตัดทอนรายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายตามข้อผูกพันอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

(1) เงินส่งใช้ต้นเงินกู้

(2) ดอกเบี้ยเงินกู้

(3) เงินที่กำหนดให้จ่ายตามกฎหมาย

ในการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือคณะกรรมาธิการ การเสนอการแปรญัตติหรือการกระทำด้วยประการใด ๆ ที่มีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือกรรมาธิการมีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย จะกระทำมิได้

ในกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา มีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา เห็นว่ามีการกระทำที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติตามวรรคสอง ให้เสนอความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา และศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับความเห็นดังกล่าว ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีการกระทำที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติตามวรรคสอง ให้การเสนอ การแปรญัตติ หรือการกระทำดังกล่าวเป็นอันสิ้นผล ถ้าผู้กระทำการดังกล่าวเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาให้ผู้กระทำการนั้นสิ้นสุดสมาชิกภาพนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น แต่ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้กระทำการหรืออนุมัติให้กระทำการหรือรู้ว่ามีการกระทำดังกล่าวแล้วแต่มิได้สั่งยับยั้ง ให้คณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งนั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้อยู่ในที่ประชุมในขณะที่มีมติและให้ผู้กระทำการดังกล่าวต้องรับผิดชดใช้เงินนั้นคืนพร้อมด้วยดอกเบี้ย

เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดจัดทำโครงการหรืออนุมัติหรือจัดสรรเงินงบประมาณโดยรู้ว่ามีการดำเนินการอันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ถ้าได้บันทึกข้อโต้แย้งไว้เป็นหนังสือหรือมีหนังสือแจ้งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติทราบ ให้พ้นจากความรับผิด

การเรียกเงินคืนตามวรรคสามหรือวรรคสี่ ให้กระทำได้ภายในยี่สิบปีนับแต่วันที่มีการจัดสรรงบประมาณนั้น

ในกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติได้รับแจ้งตามวรรคสี่ ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติดำเนินการสอบสวนเป็นทางลับโดยพลัน หากเห็นว่ากรณีมีมูล ให้เสนอความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อดำเนินการต่อไปตามวรรคสาม และไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใด คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติและศาลรัฐธรรมนูญหรือบุคคลใดจะเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผู้แจ้งมิได้

[7] ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้ง ได้ภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562   

[8] กกต. มีอำนาจลงมติยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่ง (1) ใบส้ม คือ การสั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง (2) ใบดำ คือ สั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง (3) ใบแดง คือ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งโดยศาล ซึ่งไม่รวม ใบเหลือง ที่ กกต. สั่งได้ ก่อนการประกาศผลการเลือกตั้ง คือการที่ กกต. สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง เราเรียกว่า “ใบเหลือง”

[9]ตามดู 6 ร่างกม.ท้องถิ่น ก่อน “ปลดล็อก” เลือกตั้ง, Manager Online, 9 ธันวาคม 2560, https://mgronline.com/daily/detail/9600000124076 

ในส่วนของ พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นฯ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฤษฎีกา ที่ทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เห็นสอดคล้องกับที่กฤษฎีการ่างมา โดยยึดตามรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 97 และมาตรา 98 (หมวด 7 รัฐสภา ส่วนที่ 2  สภาผู้แทนราษฎร) เป็นตัวตั้ง โดยจะใช้กับการเลือกตั้งท้องถิ่นทุกประเภท โดยเฉพาะมาตรา 98(18) เคยพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุตามมาตรา 144 (มีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่ายฯ) หรือมาตรา 235 วรรคสาม (คดีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง) รวมเรื่องคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามที่ให้ใช้เช่นเดียวกับการเลือกตั้ง ส.ส.ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2560

กล่าวคือ คุณสมบัติผู้สมัครผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่นมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับ ส.ส. ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560  

[10]อธิบดีสถ.แจงโซเชียลแชร์มั่ว บิ๊กอปท.ทั่วประเทศหมดวาระ 31 มี.ค. ชี้พ้นตำแหน่งนานแล้ว คาดเลือกใหม่ก.ค., 18 กุมภาพันธ์ 2562,  https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_1369362  

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Local Administration



ความเห็น (0)