Lossy คือ อะไร ?
เป็นไฟล์แบบที่มีการตัดข้อมูลบางสวนออกไปเพื่อให้ไฟล์มีขนาดเล็กลง โดยให้มีผลกระทบต่อคุณภาพ เสียงน้อยที่สุด ไฟล์แบบนี้จึงไม่เป็นที่นิยมของนักฟังเพลงที่ต้องการคุณภาพสูง หรือผู้ที่จะนำไฟล์เพลงไปดัดแปลงต่อ เพราะรู้อยู่ตั้งแต่ต้นแล้วว่าคุณภาพเสียงจะด้อยลง ไฟล์เพลงแบบนี้มีข้อดีที่สำคัญคือมีขนาดเล็กมาก โดยอาจจะลดขนาดลงได้ถึง 90% ในขณะที่คุณภาพเสียงด้อยลงเล็กน้อย จึงเหมาะสำหรับการฟังที่ไมได้ต้องการคุณภาพมากนัก หรือใช้กับอุปกรณ์ที่เก็บขอมูลได้น้อย เช่น เครื่องฟังเพลงขนาดเล็กๆหนึ่งในรูปแบบที่แพร่หลายของไฟล์เพลงแบบนี้คือ Mp3 ซึ่งมีการกำหนดให้เป็นมาตรฐานตั้งแต่ปี 1993 โดยไฟล์เพลงแบบ Mp3 มีขนาดเล็กลงมาก และเสียงที่ได้ก็ใกล้เคียงต้นฉบับ สามารถปรับคุณภาพเสียงได้ ซึ่งขนาดของไฟล์ที่ลดลงมากๆ แต่ยังเสียงดี และส่งผ่านอินเทอร์เน็ตได้ง่ายๆ ทำให้ไฟล์เพลงแบบ Mp3 ได้รับความนิยมไปทั่วโลก
<p>ในปี 1997 หลังจากที่ Mp3 ไดรับความนิยมเพิ่มขึ้นมาก ได้มีการพัฒนาวิธีการใหม่ในการแปลงเพลงให้ได้คุณภาพที่ดีกว่า Mp3 ขึ้นไปอีก โดยหนึ่งในรูปแบบที่ไดรับความนิยมคือ Advanced Audio Coding (AAC) ซึ่งจากการมีคุณภาพที่ดีขึ้น และการสนับสนุนจากบริษัทใหญ่หลายราย ทำให AAC เป็นฟอร์แมตมาตรฐานของอุปกรณ์และโปรแกรมต่างๆ จำนวนมาก รวมถึง YouTube, iPhone, iPod, iPad, Nintendo DSi, Nintendo 3DS, iTunes และ PlayStation 3จนทำให้ AAC กลายมาเป็นฟอร์แมตที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากควบคูกับ Mp3 ที่ถึงแม้ Mp3 จะสู้ไม่ได้ในแง่คุณภาพเสียงที่ขนาดไฟล์เท่ากัน แต่การเกิดขึ้นก่อน และการมีไฟล์เพลงแบบ Mp3 อยู่ในตลาดแล้วมากมาย ทำให้ทั้ง Mp3 และ AAC เป็นไฟล์เพลงแบบ Lossy ยอดนิยมจนถึงทุกวันนี้.</p>
<p>การบีบอัดข้อมูลเสียงแบบตัดทิ้งข้อมูลออกไปบ้าง (Lossy data compression) จะตัดเยอะแค่ไหนขึ้นอยู่กับ bitrate ที่ใช้ ส่วนจะตัดอย่างไรบ้างขึ้นอยู่กับโมเดลเสียงที่มนุษย์รับรู้ ที่อยู่ในโปรแกรมเข้ารหัสเสียง (psychoacoustic model)</p><p>ไฟล์ข้อมูลที่ได้จากการคัดลอกแผ่นต้นฉบับ (Clone Disk) โดยอาศัยโปรแกรมเขียนต่าง ๆ ในการสร้างไฟล์อิมเมจ ที่ได้ข้อมูลเดียวกับแผ่นต้นฉบับ มีมากมายหลายสกุล แล้วแต่โปรแกรมที่ใช้คัดลอก สะดวกต่อการเขียนแผ่น แต่ยุ่งยากในการเปิดใช้งาน</p>
<p>จะเห็นว่าการบีบอัดข้อมูลแบบ Lossy มักจะใช้กับข้อมูลที่มนุษย์รับรู้ </p><p>อีกตัวอย่างหนึ่ง คือ ไฟล์เสียงประเภท mp3 ซึ่งทำการตัดเสียง</p><p>ในย่านความถี่ ที่มนุษย์ไม่สามารถได้ยินออกไป</p>
ไฟล์แบบ lossy มีการตัดข้อมูลออกมาบ้างระหว่างการแปลงไฟล์ เราจึงควรหลีกเลี่ยงการนำไฟล์ lossy มาแปลงไฟล์ซ้ำๆ เช่นเอา mp3 ที่ 128 kbps มาแปลงเป็น ogg ที่ 160 kbps เสียงที่ได้ก็จะแย่กว่า mp3 ด้วยซ้ำ เพราะข้อมูลเรามีอยู่เท่านี้ แต่เราไปแปลงมันอีก ให้มันตัดทอนข้อมูลลงไปอีกครับ รวมถึงการแปลงจาก lossy ไปยัง lossless ด้วย อย่าง mp3 -> flac ขนาดไฟล์จะใหญ่ขึ้นมาก แต่คุณภาพก็เท่ากับ mp3 การเซฟเป็นไฟล์แบบ lossy ซ้ำๆ ก็ทำให้เสียคุณภาพได้ ถ้าเปิดไฟล์ mp3 ขึ้นมาตัดต่อ แล้วเซฟทับลงไปในไฟล์เดิม ยิ่งเซฟทับบ่อยครั้งเท่าไหร่ คุณภาพไฟล์ก็จะเสียไปเยอะเท่านั้น