สถานศึกษา “พอเพียง” ต้องพอเพียงตั้งแต่วิธีคิด เรียบง่ายแต่ได้ประโยชน์ ใช่เป็นได้แค่เพียงสถานศึกษาต้นทุนต่ำ แต่ต้องให้ความรู้สึกถึง..คุณภาพชีวิตด้วย

         ในช่วงเวลานี้..ของทุกปี ความเหน็บหนาวจะมาพร้อมกับภัยแล้ง โรงเรียนหลายแห่ง..จึงไม่พร้อมที่จะให้นักเรียนปลูกผัก เนื่องจากฝนไม่ตกและไม่มีแหล่งน้ำที่เพียงพอ..

    หรืออาจเป็นเพราะ..กิจกรรมเกษตรในโรงเรียน ไม่ค่อยจะได้พูดถึงในระดับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งที่เป็นเรื่องของการอยู่ดีกินดีมีความสุข ที่ควรจะเร่งปลูกฝังให้นักเรียนตั้งแต่วัยเยาว์..

        แนวโน้มที่อาจเป็นไปได้..ในอนาคต..เกษตรในตำนาน เพื่อก้าวข้ามผ่านไปสู่ความเป็นเลิศที่มุ่งส่งเสริมให้สถานศึกษาไขว่คว้าหา “เหรียญทอง” จนลืมภูมิปัญญาท้องถิ่น ทิ้งถิ่นฐานทำกิน..จนชาชินกับการเป็นผู้บริโภคมากกว่าการเป็นผู้ผลิต

        ผมยังเชื่อมั่นในวัฒนธรรมดั้งเดิม..ที่เป็นรากฐานสำคัญที่นำไปสู่การเรียนรู้และการปฏิบัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง..ซึ่งต้องทำให้เกิดทั้งในแง่ของ “เอกลักษณ์” และ “อัตลักษณ์”

        คือ.ปลูกในสิ่งที่กิน และ กินในสิ่งที่ปลูก..ผมจึงดำเนินการเกี่ยวกับการปลูกผักในโรงเรียนมาอย่างต่อเนื่อง..และไม่เคยส่งผลกระทบ..ต่อการอ่านออกเขียนได้ งานวิชาการจะไปด้วยกันได้เสมอกับงานพัฒนาผู้เรียน..

        ผมให้เวลากับนักเรียนที่จะให้เขารู้จักตนเอง รู้จักโรงเรียนและรักโรงเรียนมากขึ้น ซึ่งต้องปลูกฝังให้ตระหนักโดยผ่านกิจกรรมที่ต้องลงมือทำ

        สัปดาห์ที่ผ่านมา..ปลูกผักในถุง นำถุงไปวางที่โคนไม้หน้าอาคารเรียน ผักเจอแดดรำไรไม่ร้อนจัด ได้น้ำรดเช้าเย็น ผักจึงงามลำต้นใหญ่แผ่ใบจนเต็มถุง..

        วันนี้..เปลี่ยนเป็นงานปลูกไม้ประดับบ้าง โดยแยกต้นดาวกระจายออกมาจากแปลงใหญ่ ให้นักเรียนออกแบบการปลูกยังไงก็ได้ ที่จะช่วยส่งเสริมอาคารเรียนหลังใหม่ให้สวยงาม..

        ส่วนหน้าอาคาร..ยกร่องเพื่อปักชำไม้โตเร็วทรงพุ่มเตี้ย จะได้ไม่บดบังทัศนียภาพและดูแลง่าย เด็กถามผมว่าจะปลูกต้นอะไร? ผมเองก็ยังตอบไม่ได้ คิดอยู่ในใจ ๒ – ๓ ชื่อ เป็นพันธุ์ไม้ที่มีอยู่ในโรงเรียนนี่แหละ..

        อาคารเรียนสวยสง่างามและมีคุณค่า ไม่แตกต่างอะไรกับไม้ประดับที่สวยอย่างมีคุณค่าเช่นเดียวกัน แต่ราคา ณ ปัจจุบันแพงมาก แต่ผมยังไม่ได้ลงทุนเสียเงินเพื่อการนี้เลย..คิดแต่ว่าต้องเป็นไม้ประดับที่ดูแลง่าย (ตายยาก) ประหยัดค่าใช้จ่าย หาได้ในโรงเรียน..ปลูกถูกที่ถูกทางเดี๋ยวก็งามไปเอง...

        สถานศึกษา “พอเพียง” ต้องพอเพียงตั้งแต่วิธีคิด เรียบง่ายแต่ได้ประโยชน์ ใช่เป็นได้แค่เพียงสถานศึกษาต้นทุนต่ำ แต่ต้องให้ความรู้สึกถึง..คุณภาพชีวิตด้วย

        ไม้ประดับ..ที่โรงเรียนมีมากเหลือเกิน ได้แก่ ต้นหาบเงินหาบทอง..สรรพคุณอย่างไรไม่ทราบได้ แต่ที่สังเกตพบ..คือ โตเร็วและขยายพันธุ์ได้ไม่รู้จบ ปลูกตรงไหน บริเวณนั้นจะไม่มีต้นหญ้าขึ้นแต่อย่างใด

        นักเรียนจึงช่วยกันปลูกที่โคนต้นไม้ใหญ่บนเนินดิน..เพื่อสักวัน..จะได้ชื่นชมความเขียวขจีที่มีอยู่รายรอบอาคาร.

        มองไกลออกไปในดงไม้ ก็จะพบกับกับ “ย่านาง” สมุนไพรมหัศจรรย์ที่ขึ้นอยู่เต็มไปหมด ไม่เคยขาดแคลนแม้จะประสบภัยแล้งก็ตาม..

        ก่อนกลับบ้าน..ผมจึงเรียกประชุมครูและนักเรียน ป.๖ บอกครูให้ตั้งโจทย์โครงงานสมุนไพร..บอกเด็กให้ศึกษาสรรพคุณย่านางอย่างละเอียดลออ..

        ครูถามผมว่า..จะให้เป็นโครงงานแบบใด..ค้นคว้าสำรวจ หรือทดลองปฏิบัติการฯ เพราะช่วงนี้ใกล้สอบโอเน็ตแล้ว

        ผมจึงแนะนำให้ใช้เวลาจัดทำโครงงานในระยะยาว จะเป็นโครงงานแบบไหนก็ได้ ที่ทำแล้วผลออกมา ครูและเด็กได้ดื่มน้ำย่านางจริงๆ จากสมุนไพรใกล้ตัวที่อยู่คู่โรงเรียนมาหลายสิบปี..

        ผมบอกครูและเด็กทิ้งท้ายว่า..”ไม่อยากให้ครูและนักเรียนมีความรู้เกี่ยวกับพืชผักสมุนไพร แต่ไม่เคยลงมือปฏิบัติและไม่เคยนำมาใช้ประโยชน์เลย..”

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๓  มกราคม  ๒๕๖๒