พิธีเปิด

ประธานในพิธีเปิดคือ รมต. สาธารณสุขเวียดนาม ศาสตราจารย์ Nguyen Thi Kim Tien    กับประธาน AAAH คือ Dr. Ahmed Mushtaque Raza Chowdhury จากบังคลาเทศ    ที่กล่าวทบทวนที่มาที่ไปของ AAAH ว่าเริ่มปี 2006  ด้วยสมาชิก ๖ ประเทศ    เวลานี้สมาชิก ๑๗ ประเทศ  จาก SEAR 8  จาก WPR 9 ประเทศ  

ไฮไล้ท์ของพิธีเปิดคือการมอบรางวัล AAAH Award  ที่คราวนี้ทั้งสองคนมาจากฟิลิปปินส์    คนแรกเป็นหมอและเป็นแม่ชีในศาสนาคริสต์คาทอลิก    ชื่อ Sister Eva Fidela Maamo, President and Founder of Foundation of Our Lady of Peace Mission, Inc. (1)   ซึ่งเมื่อฟัง keynote speech ของท่านแล้วผมประทับใจมาก   โดยที่งานของมูลนิธินี้มีทั้งด้านสุขภาพ  การศึกษา  ชีวิตความเป็นอยู่   เด็กเร่ร่อน   สร้างจิตวิญญาณและคุณค่าในสังคม  และธำรงรักษาวัฒนธรรม    หน่วยงานนี้มีโรงพยบาลสำหรับดูและคนยากจน ขนาด ๓๐๐ เตียง   

ผู้ได้รับAAAH Award คนที่สองเป็นพยาบาล ชื่อ Dr. Maria Linda G. Buhat, President of Association of Nursing Service Administrators of the Philippines, Inc. (2)    สมาคมนี้ทำงานทั้ง training และ certification แก่พยาบาล    เพื่อยกระดับสมรรถนะของวิชาชีพพยาบาล เช่น Certified Cardiovascular Nurse Clinician    เป็นแนวทางของการยกระดับวิชาชีพให้ทำงานในระดับความรับผิดชอบขั้นสูง    น่าชื่นชมมาก 

โปรดสังเกตว่าผู้ได้รับรางวัลทั้งสอง อยู่ในภาคประชาสังคม  

Keynote Speech

เรื่อง Health Professional Education Reform to Improve Health Care Services in Vietnam   โดยอดีต รมช. สาธารณสุขเวียดนาม  ศาสตราจารย์ Le Quang Cuong    ชี้ให้เห็นว่า เวียดนามกำลังจัดระบบการศึกษาของบุคลากรสุขภาพ    ที่เวลานี้ยังไม่มีระบบการฝึกแพทย์เฉพาะทาง ซึ่งถือเป็นการพัฒนาสายวิชาชีพ    เวลานี้เขามีเฉพาะสายวิชาการ คือการเรียนเพื่อปริญญาโท เอก

ระบบกำกับดูแลคุณภาพของการศึกษาวิชาชีพสุขภาพก็ยังลักลั่นระหว่างกระทรวงศึกษาและฝึกอบรม (MoET – Ministry of Education and Training) กับกระทรวงสาธารณสุข    และหมอตามโรงพยาบาลใหญ่ๆ ก็ยังไม่ยอมรับหน้าที่ฝึกอบรมนักศึกษาแพทย์    สภาพนี้ประเทศไทยเราผ่านมาเรียบร้อยแล้ว    เราเริ่มขยายการฝึกอบรมนักศึกษาแพทย์ลงไปถึงระดับ รพช.   มาฟังเรื่องราวของประเทศอื่นในภูมิภาคนี้แล้ว ผมรู้สึกภูมิใจระบบของประเทศไทย    ที่ก้าวหน้ากว่าเขามาก    ปัญหาเชิงระบบ เชิงวัฒนธรรมหรือกระบวนทัศน์ที่ประเทศเหล่านี้กำลังเผชิญ ส่วนใหญ่เป็นประเด็นที่เราเคยเผชิญมาก่อน และหลายส่วนเราได้ก้าวข้ามไปแล้ว

แต่เราก็ยังมีประเด็นท้าทายอีกมากมาย เพื่อทำให้ระบบ UHC ของเรามี EQE – Equity, Quality, Efficiency มากขึ้น    ไม่เป็นภาระด้านการเงินของประเทศมากเกินไป    รวมทั้งการเผชิญการเปลี่ยนแปลงสารพัดด้านในอนาคต   

ความก้าวหน้าของการดำเนินการตาม Global Strategy on HRH   

นี่คือหัวข้อของ Session 2   ที่ นพ. สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ วาดลวดลายดำเนินการอภิปราย โดยมี panelist 5 คน   จาก WHO HQ, SEARO, WPRO, USAID และ JICA     

Global Strategy on HRH (3)  มี ๔ เป้าประสงค์  

  1. 1. ประเทศต่างๆ มีนโยบายด้านบุคลากรสุขภาพบนฐานข้อมูลหลักฐาน    เพื่อให้บุคลากรสุขภาพมีขีดความสามารถ คุณภาพ และผลงานที่ส่งผลต่อสุขภาวะของผู้คน  ต่อระบบคุ้มครองสุขภาพถ้วนหน้า  และต่อการสร้างความเข้มแข็งของระบบสุขภาพ   
  2. 2. ลงทุนต่อบุคลากรสุขภาพ โดยถือความต้องการของสังคมเป็นหลัก
  3. 3. มีกลไกกำกับนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านบุคลากรสุขภาพ ทั้งระดับพื้นที่  ระดับชาติ  ระดับภูมิภาค  และระดับโลก
  4. 4. มีระบบข้อมูลของบุคลากรสุขภาพ สำหรับติดตามผล และสร้างความรับผิดรับชอบ   โดย WHO จัดทำระบบ  National Health Workforce Account  ให้ประเทศสมาชิกกรอก    นำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ร่วมกัน    

คุณหมอสุวิทย์กล่าวย้ำว่า ในเรื่อง HRH Strategy นั้น เรามี Regional Strategy   ก่อน WHO กำหนด Global Strategy    และมีการกล่าวย้ำกันว่า ต้องเอาความต้องการของประเทศ และของพื้นที่เป็นตัวกำหนด HRH Strategy   ไม่ใช่กำหนด HRH Strategy ลอยๆ (Global Strategy ข้อ ๒)   

เรื่อง HRH เป็นเรื่องคน    ซึ่งมีความซับซ้อนและเป็นพลวัต เกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านสังคมและเศรษฐกิจอีกมากมาย    จึงต้องมีระบบข้อมูลสารสนเทศ และมีการรับฟังความต้องการและความเห็นที่หลากหลาย    มีการผลักดันขับเคลื่อนไม่หยุดยั้ง

ฟังจากองค์กรระหว่างประเทศ  และจากประเทศต่างๆ แล้ว    เห็นได้ชัดว่า เอกสาร Global Strategy on HRH (3) มีประโยชน์ช่วยให้มีมุมมองและการดำเนินการครบด้าน    และมีความก้าวหน้าใน SEAR และ WPR มากพอสมควร    แต่ยังมีสิ่งที่ต้องพัฒนาอีกมาก

International Migration of Health Workforce

เป็นหัวข้อของ Session 3  และเป็น session สุดท้ายสำหรับวันนี้    หัวข้อนี้สำหรับไทย ปัจจุบันเราไม่มีปัญหานี้   เราเคยมีเมื่อ ๕๐ ปีก่อน ที่หมอสมองไหลไปสหรัฐอเมริกา     เราแก้โดยจัดระบบฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทางเอง    และระบบเซ็นสัญญาทำงานใช้ทุนในสถานบริการทั่วประเทศ    และระบบให้ incentive ต่อหมอและหมอฟันที่ออกไปทำงานในพื้นที่ห่างไกล   

ผมไม่ชอบเลยที่เขาเริ่มด้วยการนำเสนอปัญหาของประเทศ OECD  ที่เป็นประเทศรวย    แต่เมื่อฟังไปก็เข้าใจว่า เขาต้องทำอย่างนี้เพราะ    ในประเทศยากจนเราไม่มีข้อมูลสำหรับเอามาทำความเข้าใจพลวัตด้านการเคลื่อนไหวของ HRH    ซึ่งจะเห็นว่า การไหลของกำลังคนในสมัยนี้เป็นไปอย่างคึกคักง่ายดาย    เขายกตัวอย่างสหราชอาณาจักรดึงพยาบาลจากประเทศ EU อื่นๆ    แต่เมื่อเกิด BREXIT พยาบาลจากประเทศ EU ก็ไหลเข้าอังกฤษลดลงมาก    เวลานี้สหราชอาณาจักรขาดแคลนพยาบาล ๔ หมื่นคน   ประเทศที่ส่งออกบุคลากรสุขภาพมากที่สุดคือฟิลิปปินส์ กับอินเดีย   

ผู้แทน WHO HQ เสนอเรื่อง Progress of the 1st, 2nd , and 3rd reports of the Code of Practice on the International Recruitment of Health Personnel focusing countries in SEAR and WPR   ซึ่งเอาเข้าจริงก็พูดเรื่องประเทศรวยเป็นหลัก    เดาว่าเพราะมีข้อมูล    ซึ่งเมื่อเสนอข้อมูลก็น่าตื่นเต้น ว่าพลวัตและความซับซ้อนด้าน HRH มันสูงจริงๆ    ข้อสรุปคือ international migration ของกำลังคนด้านสุขภาพมีแนวโน้มสูงขึ้น  

แต่ผมมีความเห็นว่า WHO ทำหน้าที่ global governance   จึงควรเน้นเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อดูผลกระทบต่อกลุ่มประเทศที่อ่อนแอยากลำบากที่สุดในเรื่องระบบสุขภาพ    ซึ่งผู้แทน WHO HQ ไม่ได้ทำ 

ตามด้วยการนำเสนอของ ๔ ประเทศ คือ กัมพูชา  เนปาล  ศรีลังกา และเมียนมาร์    ฟังแล้วเห็นชัดว่าระบบสุขภาพของศรีลังกาดีที่สุดใน ๔ ประเทศ   การสูญเสียบุคลากรสุขภาพออกไปนอกประเทศก็น้อย    ที่สูญเสียมากคือเนปาล    ที่น่ายินดีคือเมียนมาร์ก็สูญเสียไม่มากนัก   

 ที่จริงองค์การอนามัยโลกต้องการเอาข้อมูลตรวจสอบว่า ที่ WHO ออก Code of Practice on the International Recruitment of Health Personnel (4) ที่ประกาศใช้ในปี 2010 มีผลอย่างไรบ้าง    เน้นที่ประเทศใน SEAR และ WPR    ผมฟัง ๔ ประเทศเสนอสภาพในประเทศของตน    และฟัง panel reflection จาก ๓ ท่าน ซึ่งไม่ค่อยได้ reflect จาก ๔ ประเทศนัก   เน้นพูดหลักการหรือเสนอเรื่องของตนเป็นหลัก    ที่ผมอยากฟังคือ ประเทศใน ๒ ภูมิภาคควรส่งสัญญาณให้ WHO ทำอะไร    เพื่อลดการสูญเสีย HRH จากประเทศที่ระดับพัฒนาการด้อยกว่าไปสู่ประเทศที่รวยกว่า    ในที่ประชุมเน้นพูดกันว่าประเทศที่สูญเสีย HRH ควรทำอะไร    ซึ่งผมคิดว่าไม่เพียงพอ  

ผมดีใจที่จะมีการนำเรื่องนี้เข้า WHA ในเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๒ 

ผมมีข้อสังเกตว่า ระบบกำลังคนด้านสุขภาพในหลายประเทศ ผลิตโดยสถาบันการศึกษาภาคเอกชน   ที่ระดับคุณภาพแตกต่างกันมาก และไม่มีระบบรับรองคุณภาพกลางของประเทศ    เดาว่าคงจะเน้นการศึกษาและฝึกด้านความรู้และทักษะวิชาชีพเป็นหลัก    คงจะไม่ค่อยได้ย้ำเรื่องการทำประโยชน์แก่ผู้อื่น อย่างที่วงการศึกษาด้านสุขภาพของไทยเน้นมาก    ผู้มาประชุมจากหลายประเทศฮือฮาเมื่อทราบว่าโรงเรียนแพทย์ของไทยมี ๒๑ แห่ง เพียง ๒ แห่งเป็นของเอกชน    และคุณภาพสู้โรงเรียนแพทย์ในภาครัฐไม่ได้    

วิจารณ์ พานิช

๒๐ พ.ย. ๖๑

ห้อง ๑๖๑๑  โรงแรม เชอราตัน  ฮานอย  


1 ผู้ได้รับรางวัลคือคนที่ ๒ และ ๓ จากซ้าย

2 สี่เป้าของ Workforce 2030

3 เป้าหมายในปี 2020

4 ประเด็นสำคัญระดับโลก เรื่อง HRH

5 สิ่งที่ต้องทำเพื่อแก้ปัญหา international migration of health workforce

6 reflection ต่อการจัดการ international migration of health workforce