ข้อแนะนำสำหรับใช้ไปตลอดชีวิต จงสื่อสารให้สั้นกระชับและทรงความหมายที่สุด จะช่วยสร้างความประทับใจ และความทรงจำของผู้รับสาร จงอย่าเพียงใช้คำพูด ต้องใช้ภาพและหรือเสียงร่วมด้วย

หนังสือ Brain Rules : 12 Principles for Surviving and Thriving at Work , Home and School, 2ndEd. (2014) ()  เขียนโดย John Medina ศาสตราจารย์ด้านชีววิศวกรรม คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน  และเป็นผู้อำนวยการก่อตั้งสถาบันวิจัยสมองสองสถาบัน (๒) เป็นหนังสือติดอันดับขายดีของนสพ. New York Times  

ภาคปฏิบัติสำคัญใน ๑๒ ปัจจัยที่ช่วยให้สมองดี ได้แก่ (๑) การออกกำลังกาย  (๒) การนอนหลับ  (๓) ความเครียด  (๔) การเชื่อมต่อใยประสาทในสมอง  (๕) ความสนใจ (๕) ทำซ้ำเพื่อช่วยความจำ  (๖) กระตุ้นผัสสะหลายทางในเวลาเดียวกัน  (๗) จักษุสัมผัสเหนือผัสสะทั้งหลาย  (๘) เล่นหรือฟังดนตรีกระตุ้นสมอง  (๙) ตระหนักว่าสมองของต่างเพศ มีความแตกต่าง  (๑๐) มนุษย์มีธรรมชาติเป็นนักค้นหาอยากรู้อยากเห็น อยากเรียนรู้ไม่มีสิ้นสุด  

ผู้เขียนเป็นนักวิทยาศาสตร์โมเลกุลจึงเชื่อมโยงคำอธิบายเข้าไปหาชีวิตมนุษย์ยุคโบราณพร้อมคำอธิบายกลไกทางสมองระดับปฏิกิริยาเคมีและระดับโมเลกุล โดยอ้างอิงผลงานวิจัยมากมาย   

การออกกำลังกายเป็นวิถีชีวิตของคนยุคดึกดำบรรพ์    เพื่อล่าสัตว์ หรือหนีการล่า    และเป็นกลไกกระตุ้นส่วนต่างๆของร่างกายให้ซ่อมแซมตนเอง และกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนต่างๆที่ทำหน้าที่ทำให้สมองตื่นตัว

การนอนหลับเป็นกลไกฟื้นฟูสมองและร่างกาย    การนอนหลับที่ดีช่วยให้สมองแจ่มใส    วงจรการนอนหลับเป็นเรื่องของแต่ละคน    หากได้นอนหลับตามวงจรนั้นก็จะได้การนอนหลับที่ดี

ความเครียดน้อยๆกระตุ้นสมอง    แต่หากเครียดจัดและเรื้อรัง    จะมีผลทำให้ความคิดและความจำไม่ดี

สมองต้องประหยัดพลังงานไม่สนใจสิ่งเร้ามากมายหลากหลายด้านรอบตัวในเวลาเดียวกัน    แต่จะพุ่งความสนใจไปยังสิ่งเร้าที่สำคัญที่สุดหรือมีความหมายมากที่สุด    เรื่องนี้มีความสำคัญต่อครูอาจารย์ที่ต้องการช่วยให้ศิษย์เรียนรู้ง่ายขึ้น โดยการบอกข้อมูลเป็นชุดๆ    และบอกความสัมพันธ์ของสิ่งของหรือเรื่องราว   ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนจดจำได้ง่ายขึ้นจากการเข้าใจความหมาย และความสัมพันธ์   

  การเชื่อมต่อใยประสาทในสมองของแต่ละคนมีรูปแบบการเชื่อมต่อแตกต่างกันของใครของมัน   ซึ่งเป็นไปตามประสบการณ์และความรู้เดิมของแต่ละคน    ทำให้แต่ละคนมีความถนัดแตกต่างกัน     และกระตุ้นความรู้เดิมออกมารองรับความรู้ใหม่ได้ด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน

ผัสสะต่างๆ (ตา หู จมูกลิ้น กาย) ของเรา วิวัฒนาการมาให้ทำงานร่วมกัน   ดังนั้น ระหว่างเรียนหากมีการกระตุ้นหลายผัสสะในเวลาเดียวกัน  การเรียนรู้จะดียิ่งขึ้น    โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้ทั้งฟังเสียงและเห็นภาพไปพร้อมๆกัน    ผมขอเพิ่มเติมว่าหากการเรียนรู้เป็นการปฏิบัติตามด้วยการใคร่ครวญสะท้อนคิดหาความหมายของเหตุการณ์ที่ประสบ    จะเป็นการฝึกใช้ผัสสะครบด้าน (multi-sensorylearning) อย่างเป็นธรรมชาติ   การเรียนรู้จะทั้งลึกและเชื่อมโยง      

จักษุสัมผัสเป็นผัสสะที่ทรงพลังที่สุด    ไม่ว่าจะเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสใด ควรให้ได้เห็นภาพร่วมด้วย    เพื่อให้การเรียนรู้ทรงพลังยิ่งขึ้น  

ข้อแนะนำสำหรับใช้ไปตลอดชีวิต  จงสื่อสารให้สั้นกระชับและทรงความหมายที่สุดจะช่วยสร้างความประทับใจ  และความทรงจำของผู้รับสาร    จงอย่าเพียงใช้คำพูดต้องใช้ภาพและหรือเสียงร่วมด้วย

วิจารณ์ พานิช

๑๖ ธ.ค. ๖๑