การเขียนบันทึก..หรือการแบ่งปันประสบการณ์แบบนี้ มันเหมือนเป็น "เรื่องเล่าเร้าพลัง"ของผม จุดประกายให้เกิดพลังใจในการทำงาน บันทึกไว้เป็นตำนานว่าได้ทำอะไรมาบ้าง เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของผม กับคนรอบข้างและองค์กรเล็กๆ บันทึก..ยังช่วยสานต่อก่อเกิดงานในอนาคต..เหมือนได้วางแผนไว้ในระดับต้นๆ เพราะบันทึกมีภาพประกอบ แม้จะเป็นภาพนิ่งแต่ก็พร้อมจะเปลี่ยนแปลงได้เสมอ..

           ผมประสบความสำเร็จด้านการเขียน “บันทึก” หรือบทความสั้นๆ เขียนได้เกือบทุกวัน..จนรู้สึกประสบความสำเร็จด้านปริมาณ  ช่วง ๒ – ๓ ปีมานี้ เขียนเยอะมาก แบบที่ไม่ต้องฝืน เขียนได้อย่างราบรื่นและรวดเร็ว..ถึงเวลาเขียนก็เขียนได้ทันที..

            ด้านคุณภาพ..ผมไม่รู้ เพราะไม่ค่อยจะได้สื่อสารกับคนอ่าน หรือน้อยคนนักที่จะพูดถึงงานเขียนของผม..ซึ่งมันไม่ใช่สาระสำคัญหรือความต้องการของผมแต่อย่างใด เพียงแค่เขียนออกไป แล้วใส่สาระประโยชน์ให้แก่ผู้อ่านบ้าง..ก็เพียงพอ

            การเขียนบันทึก..หรือการแบ่งปันประสบการณ์แบบนี้ มันเหมือนเป็น "เรื่องเล่าเร้าพลัง"ของผม จุดประกายให้เกิดพลังใจในการทำงาน บันทึกไว้เป็นตำนานว่าได้ทำอะไรมาบ้าง เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของผม กับคนรอบข้างและองค์กรเล็กๆ

            บันทึก..ยังช่วยสานต่อก่อเกิดงานในอนาคต..เหมือนได้วางแผนไว้ในระดับต้นๆ เพราะบันทึกมีภาพประกอบ แม้จะเป็นภาพนิ่งแต่ก็พร้อมจะเปลี่ยนแปลงได้เสมอ..

            ๘ ปีที่เขียนบันทึกมาอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่วันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๕๔ กับบล็อกหลักๆ ๒ บล็อก คือ “เรื่องเล่าจากโรงเรียนเล็ก” และ “หนองผือ..สถานศึกษาพอเพียง” ส่วนบล็อกอื่นๆก็มี แต่ผมเขียนได้ไม่มากนัก

            วันนี้..ผมดูข้อมูลจำนวนบันทึกทั้งหมดนับได้ ๑,๒๐๔ บันทึก แปลกใจเหมือนกันว่าเขียนได้ไง?..แต่ก็เขียนไปแล้ว เกิดชิ้นงานใหม่ในอีกรูปแบบหนึ่ง..ที่ฝากไว้กับเว๊บไซต์โกทูโนว์  ที่ผมต้องขอบคุณ..ที่กรุณาให้พื้นที่ให้เวทีแก่ผมได้แสดงออก..

            บอกตัวเองว่า..ถึงเวลาต้องพักก่อนแล้ว..แต่มิใช่ “พักสมอง” เพราะงานเขียนคือการพักสมองแบบหนึ่ง สมองได้ผ่อนคลายระบายความรู้สึก..ด้วยการอ่านและการเขียน..

            พักเพื่อไปทำงานประจำอีกรูปแบบหนึ่ง..ผมไม่อยากใช้คำว่า “คาดไม่ถึง” ที่มีงานเข้า แต่ด้วยระบบงานราชการของต้นสังกัดและงานโรงเรียน..มีทั้งตั้งรับและต้องทำแบบเชิงรุก โดยใช้ช่วงเวลาปิดภาคเรียนสะสางให้ได้มากที่สุด..

            งานเอกสารสำคัญที่ผมมองไว้คือการจัดทำแผนปฏิบัติการฯ ที่ต้องมีโครงการประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๒ ส่วนงานรองลงมาคือการสรรหาลูกจ้างชั่วคราวตำแหน่งนักการภารโรง..ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

            จริงๆงานที่อยู่ในหัวใจตลอดเวลา..สำคัญมากกว่าเอกสารที่ผมกล่าวถึงเสียอีก ก็คือการควบคุมงานก่อสร้างอาคารเรียน ซึ่งใกล้จะแล้วเสร็จในอีกไม่กี่วันนี้ ด้วยงบประมาณของธนาคารออมสิน...

            แต่ผมต้องคุมงานก่อสร้างต่อไปอีกตลอดปิดเทอม..เพราะต้องเทพื้นปูนใต้อาคาร ปูกระเบื้องและสร้างห้องน้ำให้ครู วงเงิน ๒๔๕,๐๐๐ บาท..

            ผมใช้เงินกองทุนที่มีอยู่ไม่มาก และเงินบริจาคเพิ่มเติมจากออมสิน ซึ่งตอนนี้อยู่ในระหว่างการระดมทุน โรงเรียนต้องจัดงาน “ผ้าป่าการศึกษา” ในวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ เป็นวันเดียวกับพิธีเปิดอาคารเรียนหลังใหม่..

            “ผ้าป่าการศึกษา” จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ผมต้องใช้เวลาเตรียมงานให้ดีที่สุด ประสานทุกฝ่ายให้เกิดความพร้อม ขณะเดียวกัน..อาคารสถานที่ของโรงเรียนก็ต้องตรียมควบคู่กัน คงได้ใช้ทุกวันของการปิดภาคเรียนให้คุ้มค่าและเกิดความพร้อมสูงสุด

            การหยุดพักงานเขียนสัก ๑ เดือน..เชื่อว่า งานเอกสารและงานด้านอื่นๆ อาจมีความคืบหน้า รวมทั้งงานข้อมูลของสถานศึกษาก็น่าจะเป็นระบบและเป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้น พร้อมเข้าสู่งานประกันคุณภาพการศึกษาแนวใหม่..

            บันทึกสุดท้าย..ก่อนปิดเทอมภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๑ ..ผมแค่หยุดพักชั่วคราว เข้าสู่ปริมาณงานที่ถาโถม กำลังใจผมอยู่ที่อาคารเรียนหลังใหม่..งานข้างหน้าสดใสแค่ไหน? ผมจะมาเล่าให้ฟังเปิดเทอม...

            ถึงแม้ผมจะไม่ได้เขียนหนังสือ แต่ผมคงมีเรื่องราวให้ต้องอ่านและติดตามมากมาย..ถึงแม้จะไม่ได้ทักทายกันด้วยบันทึก..แต่ก็ยังระลึกถึงกันได้..ใช่ไหมครับ?

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๔  ตุลาคม  ๒๕๖๑

 <p></p><p></p><p></p><p></p><p></p><p></p>