สาวน้อยบัญชาว่า วันที่ ๑ – ๒กันยายน ๒๕๖๑ ไปเที่ยวราชบุรี    พร้อมเอาโพสต์ เที่ยวเมืองราชบุรี วันเดียวเที่ยวได้หลายที่ () ในพันทิพ มาให้อ่านเป็นแนวทาง

เช้าวันศุกร์ที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๑ ผมเข้าBooking.comไปจองที่พักคืนวันที่ ๑ กันยายน ได้ที่โรงแรมอรุณศรีธาราริมแม่น้ำแม่กลอง ในราคาคืนละ ๙๐๐ บาท   ต้องโอนเงินไปจองครึ่งหนึ่ง

เย็นวันที่ ๓๑ สิงหาคม๒๕๖๑

ผมลองค้นที่เที่ยวในราชบุรีเอง  พบว่าที่ผมสนใจที่สุดคือ โบราณสถานเมืองคูบัว(, ) เมืองวัฒนธรรมทวารวดียุคพุทธศตวรรษที่ ๑๑ –๑๖ คือเมื่อ ๑,๕๐๐ - ๑,๐๐๐ ปี มาแล้ว    

ค้นไปค้นมา พบ เว็บบล็อก ราชบุรีศึกษา()ให้ข้อมูลความรู้มากมาย    และสาวน้อยก็เอ่ยขึ้นถึงเรื่องระเบิดสมัยสงครามโลกครั้งที่สองที่จมอยู่ในแม่น้ำแม่กลอง ใต้สะพานจุฬาลงกรณ์ () อ่านแล้วได้ทั้งความรู้และความน่าห่วง    และบทความเรื่อง พิพิธภัณฑ์สงครามโลกครั้งที่ ๒ของ จ. ราชบุรี ซึ่งเพิ่งโพสต์ในวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๑ () ก็น่าอ่าน และผมเห็นด้วยกับข้อความในบล็อก()นี้เป็นอย่างยิ่ง  

เช้าวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๖๑เราขับรถออกจากบ้านเวลา ๗ น.  ไปตามเส้นทางที่แนะนำโดย Google Map    ไปข้ามสะพานพระราม ๕  สู่ถนนกาญจนาภิเษก    จับเส้นทางไปนครปฐมผ่านถนนบรมราชชนนี    สู่ถนนหมายเลข ๔   จุดหมายแรกคือ The Blooms OrchidPark   ต่อด้วยโบราณสถานเมืองคูบัว    โดยแวะปั๊มน้ำมันเข้าห้องน้ำ ๓ ครั้ง     ไปถึง The Blooms ราวๆ๙.๓๐ น.  แดดเปรี้ยง 

The Blooms Orchid Park (๖.๑)

เป็น “อุทยานกล้วยไม้ในสวนป่า” ของเอกชน    ค่าเข้าชมสำหรับผู้สูงอายุ คนละ ๗๐ บาท   ช่วงเวลาที่มีกล้วยไม้สะพรั่งคือเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์    สร้างมา ๕ ปีแล้วจากที่นา    พัฒนาเป็นสวนป่าสำหรับท่องเที่ยว   น่าชื่นชมคนออกแบบมาก   กล้วยไม้ที่เขาอวดคือ กุหลาบลอเรนเซีย (Aerides lawrenciae) มีกลิ่นหอมอ่อนๆ   ออกดอกปีละครั้ง     ช่วงนี้ชมไม้ใบมากกว่ากล้วยไม้    บริเวณร่มรื่นมาก    เราได้พบกลุ่มพยาบาลศิริราชพาผู้เกษียณอายุไปเที่ยวเป็นกลุ่มกว่า๓๐ คน  

กาดวิถีชุมชนคูบัว   

เราไปถึงตอน ๑๑ น. เศษ    แทนที่เราจะไปพบโบราณสถานเมืองคูบัว อย่างที่ผมคาดหวัง    เรากลับไปพบตลาดวิถีวัฒนธรรมคนไทยวน ()    และเมื่อค้นประวัติคนไทยวนราชบุรี ก็พบว่าอพยพ(ที่จริงถูกกวาดต้อนจากสงคราม) มาจากเชียงแสนตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑  พ.ศ. ๒๓๔๗ กว่าสองร้อยปีมาแล้ว ดังประวัติ ()    และคนที่ถูกอพยพรวม ๒๓,๐๐๐ คน แบ่งเป็น ๕สาย    หนึ่งใน ๕ สายมากรุงเทพ  แยกออกเป็นอยู่ที่เสาไห้ สระบุรีส่วนหนึ่ง    ไปอยู่ราชบุรีส่วนหนึ่ง    ซึ่งหากให้เดาแบบหารเลข ที่ไปอยู่ราชบุรีน่าจะราวๆสองพันคน    แต่เวลานี้คนไทยวนราชบุรีอยู่กระจายกว้างมาก    ดังระบุในเอกสาร ()

กาดวิถีชุมชนคูบัวนี้เห็นชัดเจนว่าจัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว    รวมทั้งเพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมไทยวน    ผมพูดคุยสอบถามแม่ค้าที่พร้อมกันนุ่งซิ่นผ้าคูบัวและชุดแบบคนเมือง   เขาบอกว่าที่บ้านยังอู้คำเมืองกันอยู่   สินค้าที่ขายมีทั้งของกินและของใช้    แน่นอนว่าของใช้ที่เด่นคือผ้าคูบัว  ที่เด่นคือผ้าตีนจก    ของกินส่วนหนึ่งเป็นของเมืองเหนือ   

สาวน้อยต้องการซื้อผลไม้เอาไปกินที่โรงแรม    พบร้านหนึ่งขายทั้งลองกอง  เงาะ มะม่วง และอื่นๆ     สาวน้อยซื้อผลไม้สามอย่างที่เอ่ยชื่อข้างต้น    ผมซื้อกระยาสารทที่แม่ค้ากวนเอง     เอาไปกินที่โรงแรม พบว่าอร่อยมาก    แม่ค้าบอกว่า ทำวันต่อวัน ของจึงใหม่    ผมเห็นปลานิลแดดเดียวน่ากิน ๔ ตัว (เล็กๆ) ๒๐บาท    ผมลองซื้อแม่ค้าจึงบอกว่ามีข้าวต้มด้วย ถ้วยละ ๕ บาท   ผมจึงสั่งข้าวต้ม ๓ ถ้วยเอาไปนั่งกินกับปลาแดดเดียว มรตลาดนั่นเอง    ปรีเปรมไปเลย   ตอนเดินกลับผมไปชมกับแม่ค้าว่าข้าวต้มอร่อยมาก    แม่ค้าบอกว่าเป็นข้าวจากศรีสะเกษญาติเอามาฝากเป็นประจำ   

ตกลงเรากินข้าวต้มเป็นข้าวเที่ยงที่กาดวิถีชุมชนคูบัว    ตบท้ายด้วยข้าวเม่าทอดของโปรดของผม ซึ่งอร่อยมากเช่นเดียวกัน  

เราไปตลาดช่วงเช้าก่อนเที่ยงซึ่งเป็นช่วงที่คนน้อย    เขาบอกว่าคนจะมากช่วงเย็น    และบริเวณตลาดอยู่ในบริเวณวัดโขลงสุวรรณคีรี(๗.๑)    เสียดายที่ผมไม่ได้ขึ้นไปชมพิพิธภัณฑ์ จิปาถะภัณฑ์สถานบ้านคูบัว(๗.๒)ที่อยู่ตรงทางเข้านั่นเอง    

อรุณศรีธารา

เราใช้ Google Map นำทางไปยังที่พักที่จองไว้    ไปถึงเวลาเที่ยงครึ่ง    พบคุณลุงอายุ ๖๐ เจ้าของรีสอร์ทเป็นคนต้อนรับ   เราจ่ายค่าที่พักเพิ่มอีก ๕๕๐ บาท   เพราะเราเข้าพักเร็วกว่ากำหนด ๑๔.๐๐ น.เขาคิดเงินเพิ่มชั่วโมงละ ๕๐ บาท    รีสอร์ทนี้มีเพียง๓ ห้องเท่านั้น   ดำเนินการแบบครอบครัว พ่อแม่ และลูกชาย   โดยคนออกความคิดคือแม่    ส่วนที่ให้ความสดชื่นมากคือ “ล็อบบี้”    ที่ลมแม่น้ำ (แม่กลอง)พัดเย็นเหมือนกลางแจ้ง   เพราะเป็นกลางแจ้งจริงๆ คือเป็นชานยื่นลงไปในแม่น้ำ    มีแต่หลังคา ไม่มีฝาผนัง    นั่งเล่นยามเย็นเมื่อตะวันพลบให้ความสงบสดชื่นยิ่งนัก    ยิ่งตอนนี้น้ำนองฝั่งเพราะเขื่อนปล่อยน้ำออกเต็มที่   ยิ่งให้บรรยากาศสดชื่น   

เหม่อชมธารา

หลังตะวันลับขอบฟ้า ผมออกไปนั่งรับลมและพิมพ์บันทึกนี้ที่ล็อบบี้    พร้อมทั้งสังเกตสายน้ำที่ไหลลงอย่างเร็ว     นานๆ จะมีเรือเร็วลำเล็กนั่งคนเดียวแล่นทวนน้ำขึ้นไป   การนั่งเรือในลำน้ำแม่กลองสมัยนี้ไม่ใช้เพื่อการคมนาคม    แต่เพื่อการพักผ่อนบันเทิง    

ตกค่ำสังเกตเห็นนกนางแอ่นหรือค้างคาวก็ไม่ทราบบินเรี่ยพื้นน้ำ    นานๆ เห็นตัว หรือหลายตัวพร้อมๆ กัน    ส่วนใหญ่บินไปตามกระแสน้ำอย่างรวดเร็ว     ที่บินสวนกระสก็มีบ้าง   และที่บินโผขึ้นก็มีบ้าง    ผมเดาว่าเขาบินจับแมลงที่บินขึ้นจากน้ำ    สะท้อนความมีชีวิตของผืนน้ำ    ว่ามีกิจกรรมแห่งชีวิตมากมายในลำน้ำธรรมชาติที่เราไม่รู้  

ยามราตรีที่ฝั่งแม่กลอง

เวลาทุ่มครึ่ง ผมออกไปนั่งกินลมและความสงบที่ล็อบบี้ริมฝั่งแม่กลอง   ได้ลมเย็นสดชื่น   บนท้องฟ้าที่เห็นเฉพาะฟากทิศตะวันตกมืดมีดาวสุกสกาวอยู่หนึ่งดวง ... ดาวพระศุกร์    แต่ที่ฝั่งแม่น้ำฝั่งตรงกันข้ามมีแสงไฟประปราย    เฉพาะฝั่งตรงข้ามเยื้องไปทางซ้ายมีกลุ่มแสงไฟเป็นแนวยาวถามเจ้าของรีสอร์ทภายหลังจึงทราบว่าเป็นร้านอาหาร

สิ่งที่ไม่ได้ คือความสงบทางเสียง    มีเสียงรถยนต์มาจากหลายทิศทาง    ช่วงหนึ่งมีเสียงเด็กตะโกน ดังมาจากฝั่งตรงข้ามซึ่งน่าจะไกลถึงสองร้อยเมตร   มีเสียงนี้เป็นระยะๆ    และบางช่วงมีเสียงสุนัขของบ้านติดกันเห่า.      โดนรวมแล้ว เสียงรถยนต์ดังอยู่ตลอดเวลา

น่าแปลกใจ ที่ริมแม่น้ำเช่นนี้ไม่มียุง   ถามเจ้าของรีสอร์ทในวันรุ่งขึ้นได้ความว่าเทศบาลมาพ่นยาบ่อยๆ  

ผมนั่งอ่านหนังสือใน Kindle บน iPad อย่างสำราญใจ    โดยมีลมโชยตลอดเวลากว่าหนึ่งชั่วโมง   โดยที่เมื่อดึกขึ้น ลมก็เย็นลง ยิ่งให้ความสดชื่นเพิ่มขึ้น   เกือบสามทุ่ม ผมจึงขึ้นห้องพัก ไปนอน

วันที่ ๒ กันยายน ตีห้าเศษๆผมออกไปนั่งที่ล็อบบี้อีก   เพื่อฟังเสียงไก่ขัน ซึ่งก็ได้ฟังดนตรีทิพย์นี้สมใจ    มาจากหลายทิศทาง   แทรกด้วยเสียงนกเขา และสุนัขเห่ามาแต่ไกล

๒ กันยายน ๒๕๖๑

เราออกจากโรงแรม ๘.๓๐ น.    สาวน้อยต้องการไปซื้อผลไม้    ถามเจ้าของโรงแรมได้คำแนะนำให้ไปบริเวณไปรษณีย์   ได้ทั้งเงาะ  มังคุด  ลองกอง    แถมผมได้ถามคุณลุงคนขับมอเตอร์ไซคล์รับจ้าง    ถามทางไปพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ    พอดีคุณลุงเคยทำงานที่นั่นจึงได้รับคำแนะนำให้เอารถเข้าไปจอดในบริเวณพิพิธภัณฑ์เลย    คุยไปคุยมาได้ความว่าคุณลุงเป็นคนไทยวน    และแนะนำให้ไปเที่ยวตลาดนัดวัดโขลงซึ่งก็คือกาดคูบัวที่เราไปเที่ยวเมื่อวานนั่นเอง    คุณลุงบอกว่า ต้องไปตอนเย็นวันศุกร์ เสาร์อาทิตย์ มีการแสดงทางวัฒนธรรมให้ชมด้วย 

เมื่อถามทางได้ละเอียด เราก็ขับรถไปพิพิธภัณฑ์โดยง่าย    ซึ่งจริงๆแล้วอยู่ใกล้ตลาดหน้าไปรษณีย์ไม่ถึง ๑ ก.ม.  อยู่ริมแม่น้ำ  

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจังหวัดราชบุรี ()    

เป็นอาคารชั้นเดียว ที่สวยงามมาก   เพราะเป็นศาลากลางเก่า    พอเห็นหน้ายายตาสองคน เจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์ก็บอกว่าให้รีบเข้าไปใช้สิทธิ์ (เข้าฟรี ไม่ต้องเสียค่าเข้าชม คนละ ๒๐ บาท)     พร้อมทั้งเตือนว่า พื้นกระดานลื่น เราสวมถุงเท้าขอให้เดินอย่างระมัดระวัง    การจัดแสดงมี๕ ส่วนตามที่ระบุในเว็บไซต์   

ในวันอาทิตย์มีนักเรียนโรงเรียนเบญจมราชูทิศ และครู ไปทำกิจกรรมของชมรมโบราณคดี   ทั้งครูและนักเรียนสวมเสื้อชมรมสวยงามเอิกเกริกมาก    ถามได้ความว่านักเรียนชั้น ม. ปลาย   ครูบอกว่าที่โรงเรียนก็มีพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เมืองราชบุรีเปิดให้เข้าชมในวันราชการ    และเชิญไปชม   เสียดายที่ผมลืมถ่ายรูปครูและเด็กนักเรียนที่ไปพิพิธภัณฑ์     แต่ผมมีความเห็นส่วนตัวว่าการมีเสื้อชมรมให้สวมในวันไปพิพิธภัณฑ์   ดูจะเน้นรูปแบบมากไปหน่อย    ไม่ทราบว่าเนื้อหาของกิจกรรมที่นักเรียนทำหลังไปเรียนรู้ที่พิพิธภัณฑ์เป็นอย่างไรบ้าง  

ข้อเรียนรู้จากการไปชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจังหวัดราชบุรี คือ บริเวณนี้มีหลักฐานว่ามีมนุษย์อาศัยอยู่เมื่อ ๑๒,๐๐๐ปีมาแล้ว    และเป็นสังคมเกษตรกรรมเมื่อ ๓ - ๔พันปีมาแล้ว     ต่อมาเข้าสู่ยุคทวาราวดีเมื่อพุทธศตวรรษที่ ๑๑ – ๑๕ โดยมีหลักฐานคือเมืองโบราณคูบัว    โบราณคดีและประวัติศาสตร์ไทยที่ไหนๆก็จัดยุคอย่างนี้ทั้งนั้น    ต่อมาเป็นยุคอยู่ใต้วัฒนธรรมขอมศตวรรษที่ ๑๖ – ๑๘ มีหลักฐานที่เมืองโบราณ โกสินารายณ์ (๑๐) ที่อำเภอบ้านโป่ง    และวัดมหาธาตุวรวิหาร (๑๑)      และเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์ไทยในศตวรรษที่ ๑๙เป็นต้นมา   

การจัดแสดงของพิพิธภัณฑ์ดีมาก   แต่มีเฉพาะการจัดแสดงถาวรเท่านั้นไม่มีการจัดแสดงชั่วคราวเฉพาะเรื่อง อย่างที่ผมไปเห็นในต่างประเทศ    ดูแล้วผมตีความว่ากรมศิลปากรยังมองพิพิธภัณฑ์เป็นแหล่งให้ความรู้แก่ผู้เข้าชม   ไม่มองว่าพิพิธภัณฑ์ในยุคปัจจุบันทำหน้าที่กระตุ้นให้คนคิดและตีความเรื่องราวต่างๆ อย่างที่ผมไปเห็นในต่างประเทศ   

เราไปชมอยู่ประมาณสองชั่วโมงด้วยความอิ่มเอม    และผมก็ใช้วิธีชมพิพิธภัณฑ์ที่ผมคิดขึ้น    เพื่อให้ชมร่วมกับสาวน้อยได้    คือเธอดูผ่านๆผมถ่ายรูปทั้งวัตถุและคำอธิบายเอามาดูที่บ้าน   ออกมาเวลา ๑๑.๓๐ น. สาวน้อยบัญชาให้ไปชมวัดมหาธาตุวรวิหารต่อ

วัดมหาธาตุวรวิหาร(๑๒)    

เป้าหมายคือไปชมพระปรางค์ ที่ประวัติบอกว่าสร้างสมัยพุทธศตวรรษที่๑๘  สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ของเขมร    และมีการบูรณะขึ้นใหม่   เป็นพระปรางค์ประธาน และพระปรางค์บริวารสามองค์    ทางเดินเข้าโบราณสถานมีการจัดแสดงและคำอธิบายสภาพซากปรักหักพัง    แต่องค์พระปรางค์เกือบเรียกได้ว่าสร้างขึ้นใหม่    ไปพบแม่ชีสองท่าน    ท่านหนึ่งอายุแก่กว่าผมสองปีเข่าเสื่อมและเปลี่ยนข้อเข่าทั้งสองข้าง   บอกว่ายังขึ้นบันไดไปไหว้พระพุทธรูปบนพระปรางค์เป็นประจำ     แต่ผมไม่ได้ขึ้น    ได้แต่เดินชมวิหารคต และองค์พระปรางค์   โดยได้ยินเสียงสาวน้อยคุยกับแม่ชีเสียงแจ้วๆ   

เราออกจากวัดเวลาเที่ยงครึ่ง    ขับรถดิ่งกลับบ้านผ่านทางนครปฐม โดยแวะปั๊มน้ำมันเพื่อเข้าห้องน้ำครั้งเดียว     กินอาหารเที่ยงบนรถโดยเสบียงจากกาดชุมชนคูบัว ที่ซื้อเมื่อวาน   ถึงบ้านเวลา ๑๔.๓๐ น.   เมื่อยขบไปทั้งตัว        

วิจารณ์ พานิช

๒ ก.ย. ๖๑


1 สาวที่ผมควงเมื่อห้าสิบปีก่อน

2 ว่านหางช้าง หรือว่านเพชรหึง กล้วยไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

3 ภายใน The Blooms Orchid Park

4 ดอกกล้วยไม้

5 ภายในกาดวิถีชุมชนคูบัว

6 โบราณสถานเมืองคูบัว
<p> </p><p></p><p>7 สะพานจุฬาลงกรณ์ พ.ศ. ๒๔๔๕</p><p></p><p>8 อรุณศรี ธารา</p><p></p><p>9 ตะวันพลบที่แม่กลอง</p><p></p><p>10 ความงามของท้องน้ำยามพลบ</p><p></p><p>11 เบิกบานกับการอ่านหนังสือใน iPad</p><p></p><p>12 แม่กลองยามเช้า</p><p></p><p>13 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี</p><p></p><p>14 กาลานุกรม ราชบุรี</p><p></p><p>15 กาลานุกรม ราชบุรี ๒</p><p></p><p>16 กลองมโหระทึก พบที่เมืองคูบัว</p><p></p><p>17 แบบบ้านจำลองของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ ได้จากการขุดค้นทางโบราณคดีที่บ้านหนองแช่เสา</p><p></p>18 โครงกระดูกจากแหล่งโบราณคดีโคกพลับ<p></p><p>19 แหล่งโบราณคดีโคกพลับ</p><p></p><p>20 ราชบุรีสมัยประวัติศาสตร์</p><p></p><p>21 วัดมหาธาตุวรวิหาร</p><p></p><p>22 พระปรางค์ทั้งสี่</p><p></p><p>23 ลวดลายปูนปั้นอันงดงามที่พระปรางค์ประธาน</p><p></p><p></p>24 ศาลาราย