ผมจึงต้องทำให้ทุกวันมีความสำคัญ ทำทุกวันให้สำคัญเท่ากัน หากไม่คิดและทำเช่นว่านี้..ชีวิตจะไปต่อไม่ได้ ถ้าผมปล่อยปละละเลย ไม่ทำให้ “เต็มที่” “เต็มกำลัง” ผมนี่แหละ..ที่เป็นคนทำให้แต่ละวันสำคัญไม่เท่ากัน...

            หลายปีมานี้..ผมเขียนกลอนให้ครูเกษียณและไปงานครูเกษียณทุกปี วันนี้ไปไกลถึงบ้านไร่ จ.อุทัยธานี ผอ.ที่เกษียณอายุราชการ เป็นผู้บังคับบัญชาของครูผู้เป็นลูกชายของผม

            ผมอยู่เมืองกาญจน์เวลาไปบ้านไร่ ต้องไปทางด่านช้าง สุพรรณบุรี พอเข้าเขตบ้านไร่..ก็รู้สึกเพลิดเพลินกับวิวทิวทัศน์ ยามใกล้ค่ำพระอาทิตย์อยู่ชายขอบของฟ้า  แมกไม้และขุนเขาเบื้องหน้า ฝันว่าได้ขับรถอยู่บนถนนในต่างประเทศ..

            ขับรถต่างจังหวัด..ถนนโล่งมาก คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย คิดว่าเพราะ “ความดี”ของผู้คน ที่เรายอมรับนับถือ..ทำให้เราต้องให้ความสำคัญ..กับวันของเขา..วันที่เขารู้สึกภาคภูมิใจในวันสุดท้ายของชีวิตราชการ

            ส่วนผมก็รู้สึกดีเช่นเดียวกัน..ที่มี “วันสำคัญ” วันนี้ วันที่มีโอกาสไปร่วมงาน

            ในความคิดส่วนตัว..และการปฏิบัติได้จริงๆ ผมจะให้ความสำคัญกับทุกวันในชีวิต คือเต็มที่กับการทำงาน วันประชุมก็ไปและใส่ใจการประชุม วันสำคัญของชาติและศาสนา ก็จัดกิจกรรมที่โรงเรียนและแสดงออกทางสัญลักษณ์ที่เหมาะสม..

            วันเกิด..มีครั้งเดียวไม่เคยจัดงาน ส่วนวันคล้ายวันเกิดมีทุกปี ก็ไปใส่บาตรปกติ เหมือนเช่นวันพระทั่วไป ปีไหนไม่สะดวก ก็ผ่านไปอย่างเรียบง่าย

            วันเสาร์อาทิตย์ ถ้าไม่ได้ไปไหน..ก็อยู่ที่โรงเรียน ทำงานเหมือนวันธรรมดา พิเศษก็ตรงที่เป็นงานคนละประเภท โน้มเอียงไปในทาง ๕ ส เสียมากกว่า..

            ผมคิดว่า..ถ้ายังอยู่ในระบบราชการ ควรให้ความสำคัญกับทุกวันน่ะดีแล้ว..กับบางวัน..ที่ราบรื่นก็ดีไป ถ้าต้องมีเรื่องที่ต้องแก้ปัญหา ก็ถือว่าเป็นรสชาติของชีวิต คิดแก้ไม่ตกก็ต้องรอคิดใหม่ทำใหม่ในวันพรุ่งนี้

            หลายครั้ง..มีปัญหาและอุปสรรคฺตั้งแต่ครึ่งวันเช้า ค่อยๆคิดค่อยๆทำ ก็สามารถคลี่คลายและสำเร็จได้ในช่วงบ่าย กลับบ้านอย่างสบายใจ และหลับสบายในค่ำคืนนั้น

            ผมมั่นใจ..ในสิ่งที่ผมคิดและทำ เกิดจากแรงบันดาลใจรายวัน ไม่ใช่อื่นไกล..ความสำเร็จเล็กๆน้อยๆ..ที่เกิดจากความอยากที่จะทำแล้วได้ทำ โดยเฉพาะเรื่องงานสอน..ผมสอนซ่อมเสริมชั้น ป.๓ – ๔ ทุกวัน

            เด็กได้อ่านออกเสียง คิด วิเคราะห์และเขียนกับผม เท่านี้ผมก็รู้สึกว่า..เป็นวันที่มีคุณค่าสำหรับผมอย่างยิ่ง เด็กให้ความร่วมมือและมีพัฒนาการ..ผมยิ่งจะภาคภูมิใจ..

            งานแบบนี้..แม้ว่าจะดูซ้ำซากจำเจ แต่ก็ทำให้ผมคิดว่า..ทุกวันสำคัญเท่ากัน ยิ่งได้มีโอกาสเติมเต็มให้พวกเขาในวันเสาร์ด้วยแล้ว..ก็ยิ่งจะบรรลุวัตถุประสงค์

            ทุกวัน..ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ผมจะไม่ค่อยนึกถึงอุปสรรคนอกจาก..มีงานอะไร?ในวันนี้ที่ต้องทำนอกจากงานสอน  หรือถ้าต้องประชุมสัมมนา ก็ถือว่าไปเรียนรู้เพื่อพัฒนาองค์กรและบุคลากรในโรงเรียน..เป็นงานที่ต้องทำคู่ขนานกับงาน “วิชาการ”

            ปัญหา..คือ..เมื่ออายุมากขึ้นเช่นนี้ ทำอย่างไร? จิตใจจึงจะแจ่มใสและมีความกระตือรือร้นฉับไว บริหารจัดการและตัดสินใจอย่างมีระเบียบแบบแผน..มากขึ้น

            อีกทั้ง..จะต้องไม่เบียดเบียนตัวเอง ไม่สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้ใคร และไม่เบียดบังเวลาของราชการ..

            ผมจึงต้องทำให้ทุกวันมีความสำคัญ ทำทุกวันให้สำคัญเท่ากัน หากไม่คิดและทำเช่นว่านี้..ชีวิตจะไปต่อไม่ได้ ถ้าผมปล่อยปละละเลย ไม่ทำให้ “เต็มที่” “เต็มกำลัง” ผมนี่แหละ..ที่เป็นคนทำให้แต่ละวันสำคัญไม่เท่ากัน...

            เกือบ ๒ ชั่วโมง..ที่ผมใช้เวลาขับรถถึงจุดหมายปลายทาง คือ งานเลี้ยงที่แสดงถึงมุทิตาจิต ที่ศิษย์มีต่อครู ครูมีต่อ ผอ.โรงเรียน และชุมชนล้อมรวมพลังศรัทธามาร่วมงานอย่างคับคั่ง

            ความอลังการของงานที่ผมพบเห็น  ประกอบด้วย แสงสีเสียง ดนตรี และการร่ายรำ กับรสชาติอาหาร ทำให้ผมดื่มด่ำและยินดี รู้สึกปลื้มปริ่มที่มีโอกาสได้มาเห็นบรรยากาศงานเกษียณแบบนี้..

            ทำให้รู้สึกคิดถึงโรงเรียนเล็กๆของผม..และผมก็คิดว่า..ทำไปเถอะ ทำถูกแล้ว..ทำให้ทุกวันเป็นวันที่สำคัญ..และ..ทำวันนี้..ให้ดีที่สุดก่อนที่จะเกษียณ..เพื่อการมีชีวิตที่ดีและแบ่งปันความสุขและความดี..ให้กับคนที่ขาดโอกาสบ้าง..

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๒๑  กันยายน  ๒๕๖๑