จากใจเป็นเรื่องราว ... แทนความรู้สึก

          ในช่วงชีวิตของคนคนหนึ่ง จะมีสักกี่ครั้ง ที่จะรู้สึกดีๆ กับเรื่องราวต่างๆที่ผ่านเข้ามา และเรื่องราวนั้นทำให้คุณจดจำมันไว้ในใจเสมอ คุณเคยลองนับดูมั้ยครับ?? ... อาจจะเคยหรืออาจจะไม่เคย ... ส่วนผมน่ะเหรอ?? ไม่เคยหรอกครับ 55 ... แต่พอลองมานั่งนึกๆดู เรื่องราวในอดีตเหล่านั้นที่ทำให้รู้สึกดีๆ ก็มีตั้งหลายอย่าง และอยากจะบอกอะไรตั้งเยอะแยะกับผู้คนหรือสิ่งเหล่านั้น ... แต่ว่าจะเริ่มจากอันไหนก่อนดีล่ะ?? ... งั้นเอาเป็นว่า ..... เริ่มจาก ...

          ขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ที่ให้ ลูกคนนี้เกิดมาพร้อมกับคำว่า ... “ผู้เป็นที่รัก” ... และปริยะก็คือชื่อจริงของผมครับ ส่วนชื่อเล่นผมชื่อว่า “เชีย” เรื่องนี้เหมือนจะสั้น แต่จริงแล้วยาวนะ555 เอาจริงๆ ชื่อเล่นผมมีที่มาจาก ... ก่อนวันที่ผมจะเกิด แม่ส่งชิงโชคอะไรสักอย่างนี่ล่ะครับ แล้วจับรางวัลได้รถยนต์พอดีในวันที่ผมเกิด  อาม่า(คุณย่า) เลยตั้งชื่อให้ผมว่า เชีย (車) ตามภาษาจีนแต้จิ๋วที่แปลว่ารถนั่นแหละครับ สุดท้ายจากเชียที่แปลว่ารถ เป็น “เชียร์” ที่แปลว่าการให้กำลังใจ ตั้งแต่ตอนไหนผมเองก็จำไม่ได้แล้ว แต่จะเรียกยังไง ก็คือผมคนนี้นี่แหละนะครับ ...

          ตั้งแต่จำความได้พ่อแม่ทำงานหนักหาเงินเพื่อสร้างครอบครัว ไม่ว่าจะเจอปัญหายากลำบากแค่ไหนก็สู้ไม่ถอย ทำให้ครอบครัวเรามีในทุกวันนี้ และที่ขาดไม่ได้คือกำลังใจ ที่ท่านทั้งสองมีให้กับลูกๆทุกคนโดยตลอด ไม่ว่าจะหนักหนาสาหัสแค่ไหน พ่อและแม่ก็บอกเสมอว่า ... เรื่องนิดเดียว เดี๋ยวก็แก้ได้ ค่อยๆทำไป ขอบคุณคุณพ่อคุณแม่สำหรับทุกอย่าง ถึงผมอาจจะเกเรไปบ้าง แต่ก็จะรักและดูแลพ่อกับแม่ให้ดีที่สุด ในทุกวันและเวลา จากนี้และตลอดไป เพราะท่านทั้งสองคือโลกทั้งใบของผม

         ขอบคุณอาม่าที่ดูแลผมมาตั้งแต่เล็กๆ พาผมไปไหว้พระที่ศาลเจ้าโรงเจ ชวนผมกินเจ สอนสวดมนต์ไหว้พระ และก็สอนอะไรหลายๆอย่างให้กับผมในตอนเป็นเด็ก ถึงวันนี้อาม่าจะไม่อยู่กับผมแล้ว ผมก็อยากจะบอกว่า ผมรักอาม่าเท่าฟ้านะครับ และผมจะทำดีอย่างสม่ำเสมอ เผื่อในสักวันนึงเราจะได้มีโอกาสพบกันอีกครั้ง ... อ้อ!! ... เกือบลืมบอกอีกอย่าง อาหารเจที่อาม่าทำ ผมว่าอร่อยที่สุดในโลกแล้วล่ะ …

         ขอบคุณคุณครูและอาจารย์ทุกท่านที่คอยอบรมสั่งสอน ส่งเสริมการเรียนรู้ให้แก่ผมจนมีทุกวันนี้ ถึงผมจะไม่ตั้งใจเรียนบ้างในบางครั้ง ด้วยเหตุผลใดก็ตาม ตลอดเวลาที่ผ่านมาในช่วงวัยเรียนของผมนับเป็นช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ที่ดี และมีคุณค่า ไม่ว่าจะเป็นคุณแม่อธิการแห่งโรงเรียนปัญจทรัพย์ ตลอดจนคุณครูทุกท่านที่สอนผมสมัยประถมและมัธยม ทุกคนสอนให้ผมรู้ว่า ผมสามารถทำอะไรได้หลายอย่างไม่ว่าจะเล่นดนตรี กีฬา หรือแม้แต่กิจกรรมวิชาการที่พาผมไปแข่งขัน ทุกครั้งถึงแม้จะเหนื่อยแต่ผมก็มีความสุขกับการได้ทำมันให้สำเร็จมากครับ ... ขอบคุณคณาจารย์แห่งคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่สอนให้ผมเข้าใจถึงความเป็นนักวิชาการ สอนให้อดทนต่อความยากลำบาก ที่ทำให้ผมรู้ว่า “ขนาดแผ่นดินยังไหว แล้วทำไมคนเราถึงจะไม่ไหว” และที่จะขาดไม่ได้ ขอบคุณคณาจารย์แห่งคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ที่ให้โอกาสผมได้เข้ามาศึกษาต่อ ณ ที่แห่งนี้ และคงไม่มีคำกล่าวใดที่จะให้ได้ นอกจากผมจะใช้วิชาความรู้ที่มีเพื่อพัฒนาตนเองและประเทศให้ดีที่สุดครับ

         ขอบคุณเจ้ เฮีย และน้องๆ ตลอดจนญาติทุกคนในครอบครัว การใช้ชีวิตร่วมกันในครอบครัวใหญ่แน่นอนว่า ย่อมมีกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่อย่างน้อยเรื่องราวที่ผ่านมาหลายๆเรื่องในชีวิตครอบครัว ก็ทำให้พวกเราเติบโตและเข้มแข็งมากขึ้น และทุกครั้งที่เจอกับปัญหาเราก็จะรักและสามัคคีคอยปกป้องกันและกันแบบนี้เสมอ เป็นสิ่งที่ผมเชื่อเสมอว่าไม่ว่ามันจะถูกท้าทายหรือทดสอบมากเพียงใดก็ตาม ผมก็เชื่อว่ามันจะเป็นเช่นนั้นไม่เปลี่ยนแปลง

         ขอบคุณเพื่อน พี่และน้อง สหายกัลยาณมิตรทุกท่านที่เข้ามาในชีวิต ทุกคนต่างมีที่มาที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใด วาสนาก็นำพาให้พวกเรามาพบกัน บางคนเข้ามาในชีวิตแล้วพอถึงเวลาก็หายไป บางคนก็ยังคงอยู่และพบเจอกันไม่ได้ห่างหายไปไหน ในชีวิตที่ต้องพบเจอกันไม่ว่าที่ผ่านมาจะเป็นเรื่องร้ายหรือดีอะไรก็ตาม ผมถือว่ามันเป็นบททดสอบในชีวิตของเรา ผมขอบคุณทุกคนที่เข้ามาในชีวิต เพราะเค้าสอนให้ผมรู้ว่า ... จริงๆแล้วเพราะคนเราล้วนต้องต่อสู้ดิ้นรน เราจึงควรมีเมตตาต่อกัน ถ้าหากเราอยากรู้จักใครสักคนอย่างถ่องแท้ สิ่งที่เราต้องทำก็เพียงแค่ “มอง”

          ขอบคุณเทวดาและนางฟ้าตัวเล็กตัวน้อยตลอดจนตัวใหญ่ตัวหลวง เหล่าเทวดาที่ว่าในที่นี้ ก็คือนักเรียนที่คอยเข้ามาทำให้ผมผู้ซึ่งเป็นครู ได้เรียนรู้ว่าทุกชีวิต ล้วนเกิดมาและมีหนทางเป็นของตัวเอง ขอบคุณที่มาเรียนรู้ไปพร้อมๆกันกับครูคนหนึ่ง ที่ตั้งใจไว้ว่าจะดูแลนักเรียนทุกคนให้มีอนาคตในวันข้างหน้าให้ดีที่สุดตามที่เค้าจะปรารถนาและสามารถพัฒนาไปได้ เพราะความสุขของครูคนหนึ่งคงไม่มีอะไรสุขมากไปกว่า การเห็นนักเรียนที่เราเลี้ยงดูอบรม เติบใหญ่และมีอนาคตที่ดีต่อไปในวันข้างหน้า

          ขอบคุณ ฟาไฉ หยูอี้ ผิงอัน เยี่ยหัว มะหมาสี่ขาทั้งสี่ตัว ที่คอยอยู่เป็นเพื่อนให้กับทุกคนที่บ้าน คอยส่งเสียงดังๆเพื่อไม่ให้บ้านเงียบจนเกินไป คอยเป็นเพื่อนเวลาไปวิ่งออกกำลังกาย หรือเวลาไปเที่ยวที่ไหนๆก็ตามทั้งสี่ตัวจะทำให้นึกเสมอว่ายังมีสี่ขาตาดำๆ คอยอยู่ที่บ้านที่ต้องกลับมาดูแล อย่างน้อยเวลาที่บ้านไม่มีใครอยู่ก็ยังมี สุนัขผู้ซื่อสัตย์ทั้งสี่รอเรากลับไป ลูบหัว ลูบหลัง ถึงแม้ว่าช่วงหลังนี้จะไม่ค่อยมีเวลาให้เล่นด้วยเลยก็ตาม ทั้งสี่ตัวก็ยังคงดีใจเสมอและออกมาต้อนรับที่หน้าบ้านทุกครั้งที่เรากลับบ้าน นี่ยังไม่รวมถึงเหล่าปลาบอลลูนที่ร่าเริงทุกครั้งเมื่อโยนอาหารให้ จนเหมือนจะเป็นการขอบคุณด้วยการกินอาหารหมดภายในราวๆ 5 นาที

          ขอบคุณน้องเขียวสะอื้น ฟ้าสะออน แดงสะอิ้ง โดยเฉพาะน้องเขียวสะอื้นจักรยานยนต์คู่ใจที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัยปี 1 ถึงจะพาไปล้มลุกคลุกคลานลงข้างทางบ่อยๆ แต่น้องเขียวก็ไม่เคยงงแง อยากไปไหนแค่บิดกุญแจสตาร์ทก็ไปได้เลย ไม่ค่อยเล่นตัวเหมือนฟ้าสะออน แดงสะอิ้ง ที่เวลาจะไปไหนทีก็เหมือนจะขี่ไม่ค่อยถนัด ... จะว่าไปส่วนนึงที่รักมาก อาจเป็นเพราะน้องเขียวสะอื้น เป็นจักรยานยนต์คันแรกที่แม่ซื้อให้ เลยทำให้รู้สึกว่ามันมีคุณค่าเป็นพิเศษต่อใจของเรา ส่วนน้องฟ้าสะออนกับแดงสะอิ้งนั้นแรกเริ่มเดิมทีตั้งใจจะซื้อมาใช้เองทีละคันๆเพื่อแบ่งเบาภาระน้องเขียว ซื้อไปซื้อมา-จ่ายไปจ่ายมา-ใช้ไปใช้มาน้องๆก็เอาไปใช้จนไม่ค่อยได้ใช้อีก ก็ทำให้เข้าใจได้ว่า นั่นสินะ ... คนเดียวจะขี่ทำไมหลายคัน??

          ขอบคุณต้นไม้ทุกต้นที่เคยเลี้ยงมา ที่ทำให้รู้ว่าบางครั้งไม่ว่าเราจะดูแลดีสักเพียงไหน “ถ้าเธอจะไปเธอก็ตายไปเงียบๆแบบไม่ลา หรือถ้าเธอมีใจ เธอก็จะออกดอกมาให้เราได้ชม” การเลี้ยงต้นไม้หลายๆแบบ ทำให้ผมเข้าใจและรู้ว่าไม่มีเรื่องอะไรที่จะได้อย่างใจเราไปเสียทุกอย่าง ดังนั้นที่ทำได้ก็คือ ทำให้ดีที่สุดแล้วมองมันเจริญเติบโต รอให้มันดำเนินไป รอเพื่อที่สักวันหนึ่งดอกไม้จะผลิบานเมื่อถึงเวลาของมัน

          สุดท้ายนี้ ... อยากขอบคุณเรื่องราวต่างๆไม่ว่าจะร้ายหรือดี ทุกๆเรื่อง ทุกๆสิ่งบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นหลักธรรมคำสอนในศาสนาต่างๆ ที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจให้คนทุกคนเป็นคนดี หรือต่อให้มันจะเป็นเรื่องราวที่แย่สักเพียงไหน สุดท้ายมันก็ทำให้ผมคนนี้เข้าใจได้ว่า ถ้าเราเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน และเข้าใจในวิถีการดำเนินไปของมัน ไม่ว่าจะร้ายหรือดี สักวันหนึ่งมันก็จะผ่านไป ... ถ้าเราเข้าใจและไม่ประมาทในชีวิต เราก็จะรู้ว่าความทุกข์มันอยู่กับเราไม่นานและเช่นเดียวกัน ... ความสุขเมื่อผ่านเข้ามาสุดท้ายก็ต้องผ่านไปเช่นกัน …