"การฟังอย่างลึกซึ้ง" หรือ ที่เรียกว่า Deep Listening คืออะไร ... มีคำตอบเป็นคำอธิบายมากมายจาก "ผู้รู้" สืบค้นดูไม่ยากเลยในโลกอินเตอร์เน็ต อย่างไรก็ดี ทุกคนน่าจะมีความหมายในใจของตนเอง อยากจะบันทึกอธิบาย ถ่ายทอดความเข้าใจของตนเองไปสู่นิสิตหรือผู้สนใจ ที่สนใจในคำคำนี้
เราน่าจะนิยามให้ตรงกันก่อนว่า "การฟัง" คืออะไร เราใช้อวัยวะหรือเครื่องมือใดบ้างใน "การฟัง" การฟังสามารถแยกได้เป็นกี่ประเภทอะไรบ้าง ก่อนจะไปให้ความหมายและองค์ประกอบหรือลักษณะของการฟังอย่างลึกซึ้ง สุดท้ายจะขอแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้เกี่ยวกับแนวทางการฝึกฟังอย่างลึกซึ้งกับนิสิตหรือผู้สนใจเข้ามาอ่าน
"ฟัง" หมายถึงอะไร
"ฟัง" มี ๒ ความหมาย (ศัพท์ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔) คือ
- การตั้งใจสดับ รับเสียงด้วยหู ได้ยิน เช่น ฟังอออก ฟังไม่ออก ฟังได้ ฟังไม่ได้ศัพท์ ... แสดงว่ามีความหมายมุ่งไปที่การใช้ใจฟัง ตั้งใจฟัง ใช้หูรับเสียง เพื่อทำความเข้าใจ
- เชื่อตามถ้อยคำ เช่น ให้ฟังผู้บังคับบัญชา บอกไม่ฟัง เชื่อฟัง ฯลฯ ... ในความหมายนี้ ไม่เพียงเข้าใจ แต่หมายถึงยอมรับหรือเชื่อฟังด้วยใจด้วย
ฟังอย่างลึกซึ้ง หมายถึงอะไร
ฟังอย่างลึกซึ้ง หมายถึง "การฟังด้วยตัวและหัวใจ" ขอแสดงความคิดรวบยอดทั้งหมดด้วยภาพนี้
จากการศึกษา เราอาจแบ่งการฟังได้เป็น ๓ ระดับ ได้แก่
- ฟังด้วยหู ฟังแบบไม่ได้ตั้งใจฟัง ได้ยิน (Hearing) แต่ไม่ได้ฟัง
- ฟังด้วยหัว ใช้สมองคิดพิจารณา เปรียบเทียบ วิเคราะห์ คิดเป็นเหตุเป็นผล เพื่อทำความเข้าใจ ตอบสนอง หรืออภิปราย วิพากษ์ วิจารรณ์
- ฟัวด้วยหัวใจ ใช้หัวใจรับรู้ความรู้สึก และรับรู้ความต้องการที่แท้จริงๆ ของผู้พูด
หรือ อาจแบ่งได้เป็น ๓ แบบ ตามคุณประโยชน์ของการฟัง ดังนี้
- ฟังเพื่อสื่อสาร ได้แก่ การฟังทั่วๆ ไปในการทำงาน หรือในชีวิตประจำวัน ฟังเอาความ ฟังเอาเรื่อ ... น่าจะเน้นการฟังแบบ "ฟังด้วยหัว"
- ฟังอย่างลึกซึ้ง ได้แก่ การฟังลึกลงไปถึงระดับ "ฟังด้วยหัวใจ" รับรู้ความรู้สึกและความต้องการที่แท้จริงของผู้พูด พยายามจะให้ลึกลงไปในจิตใจของผู้พูด
- ฟังเพื่อพัฒนาตนเอง ได้แก่ การฟังอย่างมีสติ รับรู้ความรู้สึกของตนเอง รู้สึกตัว เห็นกายใจในปัจจุบันขณะฟัง เป็นการเจริญสติภาวนา เป็นหนทางสู่การวิปัสสนา สู่การบรรลุเข้าถึงความจริงแห่งอริยสัจ อาจเรียกว่าเป็น "การฟังอย่างลึกซึ้งเข้าไปในกายใจของตนเอง"
ผมสรุปว่า การฟังอย่างลึกซึ้งที่สื่อสารนิยามและสอนกันทั่วไป คือการฟังอย่างลึกซึ้งเข้าไปในใจของผู้พูดและกายใจของผู้ฟังด้วย จึงขอตั้งชื่อใหม่ให้เหมาะสมและตรงกว่าว่า "การฟังทั้งตัวและหัวใจ"
วิธีฝึกฟังอย่างลึกซึ้ง
ศึกษาธรรมะ และปฏิบัติธรรม เจริญสติ ภาวนา นั่นเอง (ไม่ใช่นั่งสมาธิ)
เทคนิคการประเมินตนเอง
มีปราชญ์ผู้รู้หลายท่าน ชี้ให้สังเกตคำว่า Listen ที่แปลว่าฟัง และ คำว่า Silent ที่แปลว่าเงียบ ซึ่งมีตัวอักษรเหมือนกันทั้ง ๖ ตัว แต่เพียงสลับที่กัน และเชื่อมโยง การฟังกับความเงียบ ว่า การฟังที่ดี คือ ความเงียบจากเสียงภายนอก ฟังให้ได้ยินเพียงภายใน และจะดีที่สุดคือ ฟังจนเสียงภายในดับไป (ไม่คิด รู้ตัวทั่วพร้อมในขณะปัจจุบัน)
ผมวาดภาพจากโครงคิดแบบใช้ "อักษร" หรือ "ภาษา" เป็นเหตุ ได้ดังภาพนี้
สังเกตว่า
- L อาจจะมาจากคำว่า Love คือฟังด้วยความรัก ความเมตตา ฟังด้วยความสมัครใจ
- i อาจจะมาจากคำว่า Its คือ อัตตา ตัวตน ฟังให้เห็นความต้องการหรือตัวตนที่แท้จริงของผู้พูดและผู้ฟัง(ตนเอง) ในขณะนั้นๆ
- s อาจจะมาจากคำว่า Skin คือ สัมผัสรับรู้ด้วยผิวกาย
- t อาจจะมาจากคำว่า Tung คือ สัมผัสรสด้วยลิ้น รับรู้รสชาติของน้ำลายตนเอง
- e อาจจะมาจากคำว่า ear คือ หู และ eye คือ ตา
- n อาจจะมาจากคำว่า nose คือ รับรู้กลิ่นด้วยจมูก
สรุปคือ Listen หมายถึง "การฟังทั้งตัวและหัวใจ"


