856. ทำไมประเทศไทยต้องการ "Theory U"

หนึ่งในเครื่องมือที่มหัศจรรย์ที่สุดของโลกนักพัฒนาองค์กร ที่ผมศึกษามานอกจาก Appreciative Inquiry แล้ว ก็เห็นจะเป็น Theory U .. Theory U คิดโดยอ . อ๊อตโต้ ชามเมอร์ .. เน้นการเปิดใจรับรู้ข้อมูลใหม่ๆ เพื่อให้รับทบทวนความเชื่อ สมมติฐาน ของเรา เพราะเราไม่มีวันรู้ว่าปัญหาที่เราสร้างขึ้นอยู่ทุกวัน ทั้งๆ ที่เราไม่ต้องการให้เกิด มันอาจมาจากการที่เรามีความเชื่อ หรือสมมติฐานไม่ถูก เช่นคนจำนวนมากอยากรวย แต่ทำไมจนเอาๆ   เราก็ดูเป็นคนดี ถ้าไปดูก็จะเห็นว่ามันเกิดจากความเชื่อบางอย่าง  

Source: https://impacthubboston.net/Bo...

.. เคยไปเจอรายหนึ่งชีวิตมีปัญหามาก ติดหนี้จากการไปค้ำประกันเพื่อน พอไปถามก็บอกว่า ที่ไปค้ำประกันเพราะว่าเพื่อนถูกหักเงินเดือนจนไม่เหลืออะไรอยู่แล้ว   ถามไปถามมา .. อีกบอกว่าที่ทำอย่างนี้ เพราะ ไม่รู้จะปฏิเสธอย่างไร กลัวเพื่อนว่าเราไม่มีน้ำใจ  

ญาติของลูกศิษย์เป็นครู สามีที่เป็นครูด้วยกันเอาบ้านไปค้ำประกันเงินกู้เพื่อน ตอนก่อนเกษียณพอดี หมดตัวครับ ภรรยารู้ข่าว เป็นลมเส้นเลือดในสมองแตก ตอนนี้ยังไม่ปรกติ

ในทางตรงข้าม ลูกศิษย์ผม มีญาติมาขอกู้เงินตอนเริ่มรวย คุณพ่อเลยถาม เอาไปทำอะไรล่ะ เขียนแผนธุรกิจมาหน่อย .. ญาติคนนั้นโกรธ เลิกคบไปเลย แล้วที่สุดก็หาเงินได้จากที่อื่น แต่ก็ไปเจ๊งในวลาไม่ถึงสองปี   . เอาเป็นว่าตอนมาขอเงินนี่ยังไม่รู้จะเอาไปทำอะไรด้วยซ้ำ น่ากลัวไหมอาจารย์ ถ้าผมให้นะอาจารย์ ป่านนี้ลูกผมไม่ได้เรียนหนังสือแล้ว   ไปต่อต่างประเทศไม่ได้แล้ว ผมมีความเชื่อว่าคนเราต้องรู้ว่าจะทำอะไร ไม่รู้ว่าตัวเองจะทำอะไรโดยละเอียดนี่เป็นความเสี่ยง ผมไม่เสี่ยงกับคนประเภทนี้ แม้จะเป็นญาติกัน  


คุณเห็นฤทธิ์เดชความเชื่อไหม  

ความเชื่อจึงเป็นอะไรที่ทำให้คุณไปข้างหน้าก็ได้ อยู่กับที่ก็ได้ หรือจะถอยหลังก็ได้ น่ากลัวไหมครับ  

ความเชื่อ เมื่อเจอกับแรงกระตุ้น ก็จะทำให้เกิดความคิด ความคิด ทำให้เกิดคำพูด การกระทำ และผลของมันตามมานั่นเอง  

คำถามคือในสถานการณ์ต่างๆ เราอยู่กับชุดความเชื่อแบบไหน  

ที่น่ากลัวสุดความเชื่อนั้นดูฝังลึก ถ้าดีก็พร้อมจะทำให้เราสำเร็จได้ทันที ถ้าไม่ดีก็พร้อมจะทำให้เราเดือดร้อนได้อย่างสาหัสทันทีเช่นกัน

แล้วเราจะรู้ จะปรับเปลี่ยนอย่างไร   Theory U เป็นคำตอบหนึ่งครับ  

ทำอย่างไรมาดูกระบวนการง่ายๆ  

คนเรามักจะพยายามทำอะไร พูดอะไรออกมาโดยใช้ความเคยชินเดิม ชินกับการทำอะไรเร็วๆ ลองหยุดฟัง ฟังแบบไม่พยายามเปลี่ยนหรือสอนใคร ฟังมาก  

ถ้าหัดทำอย่างที่ผมทำในชั้นเรียน ผมจะให้แต่ละคนลองนั่งฟังอีกคนพูดครึ่งชั่วโมง โดยไม่จด ไม่ถาม ไม่แทรกแซงอะไรเลย  

มาดูที่แผนภาพ นี่คือความลึกของความเชื่อ ... เห็นไหมครับ ถ้าเราใช้ชีวิตอย่างไม่มีการตรวจสอบ    

ถ้าเราไม่ตรวจสอบอะไร ไม่ทำอะไร เวลามาเจอเหตุการณ์อะไรก็ตาม สมองเราเหมือนคอมพิวเตอร์ มันจะดาวน์โหลดความเชื่อ (1) มาตัดสินแบบเร็วๆ ถ้าดีก็ดีไป (10)  ถ้าไม่ดีก็กลายเป็นทำลายล้างไป ..(9)


เซลล์ขายรถบริษัทหนึ่ง สมับผมเรียนปริญญาเอก .. เดินที่ห้างจะไปซื้อ Toyota Vios ... ตอนนั้นรถเดิมใช้มานานจนไม่ไหวแล้ว .. เซลล์รู้จักว่าผมเป็นอาจารย์ม . ขอนแก่น .. ทักมาแต่ไกลเลย .. อาจารย์ภิญโญ อย่างอาจารย์ต้อง Camry ตัว Top ... ครับ ผมเลยขอตัวกลับไปซื้อที่ศูนย์อื่น ผมไม่มีตังค์รถ Camry จึง ไม่ใช่ Priority ในช่วงนั้น เพราะต้องใช้เงินเรื่องการศึกษา .. นี่ไงครับ ความเชื่อเดิมไม่ฟังดีๆ ก่อน ได้ผลมาทางทำลาย (9)

เห็นปรากฏการณ์ไหมครับ ดูจากหมายเลข เซลล์เห็นผมเลยดึงความเชื่อ ( หมายเลข 1) ออกมา .. ตัดสิน Action เลย ผลที่ได้คือไม่ใช่ มันไปที่เลข 9 คือเราไม่สามารถสร้างสรรค์อะไรด้วยกันได้ นอกจากจากกันมา

แต่ถ้าเซลล์เปิดใจฟังอีกนิด ไม่กดดันผม ( ตอนนั้นทำผมอายเลย )  เขาจะต่างออกไป เพียงเขาเปิดโอกาส หรือทำอะไรก็ได้ให้ผมพูด ถึงปัญหาของผม แบบไม่ต้องยัดเยียด เราเรียกว่าการห้อยแขวน (2) 

แล้วเขาจะเห็นกับตา (3) เองว่าผมยังมีปัญหา ไม่พร้อมจะซื้อรถใหญ่   เขาจะหยุดความคิดเดิมไปก่อน (4) แล้วเขาจะค้นพบว่างานของเขาคืออะไร นั่นคือเขาต้องขายรถ Vios ที่ดีที่สุด เงื่อนไขที่ดีที่สุดให้ผม ครับ .. (5) เซลล์จะเริ่มเปิดรับความคิดใหม่ อาจเห็นโอกาส เพิ่มอีกว่าคนมีอนาคตบางวัย ต้องการรถถูกก่อน คุณต้องไปหาพวกนี้มา หารถให้เขาแล้ว รอขายรถแพงกว่าในอีกสองสามปีข้างหน้าได้เลย   (6) แล้ว เริ่มมามองเห็นว่าผมต้องการอะไร หรือสร้างวิสัยทัศน์ร่วม ไม่พอครับยังอาจเห็นโอกาส Segment ใหม่ๆ ที่อาจนำไปสู่การวางแผนการตลาดใหม่   (7)  ก็จะนำมาสู่การวางแผนซื้อรถครั้งนั้น   (8) ที่สุด ผมก็ได้รถ ด้วยความรักเซลล์รายนั้นเพิ่มขึ้น และในที่สุดไม่กี่ปีพอผมจบ ผมก็คงกลับมาที่นี่แล้วมองหาเซลล์คนนั้น เพื่อซื้อรถตามเศรษฐฐานะของผมที่มากขึ้นต่อไป ไปที่ 10 เลย ...   

จาก 1 ไป 9 มักทำให้คนเก่งๆ เกิดปัญหา ไม่ต้องพูดถึงคนทั่วไปครับ เราต้องค่อยๆ มามอง มาลองหัดทำ Theory U กัน ... ง่ายๆ ครับ ฟังมากๆ ตอนแรกๆ ก็สักครึ่งชั่วโมง หัดฟังใครก็ได้ คนรัก พ่อแม่ แล้วค่อยขยายไปในงาน ฟังมากๆ อย่างเพิ่งรีบสอน  

แต่บางทีเราฟังอะไรมากๆ แล้วเราจะเบลอ วิธีการง่ายๆ คือลองสรุปว่า ที่คุณฟังมาทั้งหมดคุณปิ๊งเรื่องอะไร .. เรื่องที่คุณปิ๊งจะทำให้คุณเห็นความเชื่อเดิม มาจนถึงตัวคุณคืออะไร งานคุณคืออะไร และวิสัยทัศน์ใหม่ขึ้นมาเอง ..  ไม่ถนัดอาจจดเอาก็ได้ แต่ตอนฟัง ฟังอย่างเดียว อย่าจด

คุณจะก้าวจากหนึ่งไป 10   ทันที  

ลูกศิษย์ผมเรียนจากผม เป็นเจ้าของโรงงานสร้างรถไถเดินตามส่งไปที่ลาว   หลังเรียนกับผมก็รู้สึกได้ว่าเขาอาจมีอะไรบางอย่างที่ทำได้ อีก เลยไปฟังลูกค้าชาวลาวที่เวียงจันทร์พูด   ปรกติเขาจะพยายามขาย พยายามพูด คราวนี้เปลี่ยนมาพยายามฟัง สังเกต ที่สุด ก็เห็นกับตาครับว่าคนลาวบ่นว่าเครื่องจักรที่ส่งจากไทย จีน เวียดนามไปขายที่ลาวนั้นใช้ยาก เพราะสูงมาก ... เอาใช่ เขาอยู่กับความเชื่อเดิมมาตลอดคือผลิตสินค้าโดยใช้สรีลระคนไทยเป็นหลัก นี่มันนำไปสู่การที่ลูกค้าใช้งานไม่สะดวก (9)  เลยหันกับมาดูงานตนเอง แล้วไปปรับเปลี่ยนความสูงของรถไถใหม่ คราวนี้ยอดขายสูงขึ้นปรี๊ดในเวลาไม่กี่เดือน  

ล่าสุดมีโอกาสไปฟังคุณแม่ท่านหนึ่งเล่าเรื่องลูกที่ไปอยู่กับคุณยาย .. คุณยายโหดมาก วันหนึ่งมีครูข้างบ้านมากระซิบว่าหลานชายหลับ เลยปลุกขึ้นมาด่า และตี ไม่พอ โกรธหลานบอกว่าหลานไม่เชื่อฟัง เลยเอาลูกหมาของหลานใส่ถูงพลาสติกปิดปากถุงโยนทิ้งถังขยะ หลานถึงกลับช๊อกและเข้าโรงพยาบาลจิตเวชไปเลย ด้วยอาการพยายามฆ่าตัวตาย  

ไม่รู้ทั้งครูและย่าดาวน์โหลดข้อมูลอะไรมา ดูเหมือนไม่มีใครฟังใคร ไปเลย ไปที่เลข 9 คือลงนรกทั้งบ้าน ตอนนี้ไม่มีความสุขอีกเลย

กลับกันลูกศิษย์ผมคนหนึ่งบ่นเรื่องลูก มาเรียน Theory U กับผม เลยกลับไปฟังลูกเล่าครึ่งชั่วโมง กลับได้ยินสิ่งไม่เคยได้ยินมาตลอด คือลูกชอบอะไรบ้าง เขาตกใจที่แทบไม่มีไอเดียเลยว่าลูกชอบอะไร มัวแต่ดุว่า .. ที่สุดเลยรู้ว่าจะสนับสนุนลูกไปทำอะไร เลยมาวางแผนร่วมกัน ... ผลคือ อาจารย์คะ เทอมต่อมาเกรดเธอทะลุจาก 3.2 เป็น 3.9” ตอนนี้เจ้าเด็กกบฏนี้ไปเรียนต่อที่อังกฤษ   ทุกคน Happy

มาเรื่องงานบริหาร ที่อินเดียเจ้าของวิทยาลัย Barefoot College ที่ไปตั้งโรงเรียนการศึกษาทางเลือกให้ชาวบ้านอยู่ในรัฐทะเลทราย เจอปัญหาคืออยากปลูกต้นไม้   เลยไปถามเพื่อนนักวิชาการทางการเกษตร และป่าไม้ โดยให้ลงมาดูพื้นที่ ทุกคนบอกว่าปลูกอะไรไม่ขึ้น   แกเลยไปถามชาวบ้านแถวนั้นซึ่งไม่จบปริญญาอะไรสักใบ อ่านหนังสือยังแทบไม่ออก ชาวบ้านก็มาดูให้ และบอกว่าตรงนี้ต้องปลูกอันนี้ ตรงนั้นต้องปลูกต้นนี้ ที่สุดเขียวชอุ่ม ..

นี่ก็ฤทธิ์ของความเชื่อ ที่มาจากความรู้เดิมๆ  

เอามาใกล้ตัวสุดสมัยสัก 10 ปีที่แล้ว ทุกคนจะถือมือถือ Blackburry ... ลูกศิษย์ผมมีทั้งนั้น ผมเองยังไม่มีปัญญาซื้อ . แต่อยู่ดีๆ เจ้ามือถือยี่ห้อนี้ก็ หายไป ทำไมมันหายไปครับ  ... ว่ากันว่ามาจากความเชื่อนั่นเอง 10 ปีก่อน Blackburry กำลังครองโลก ด้วยผลิตภัณฑ์ล้ำที่สุด เงินทุนมหาศาล วิศวกรชั้นเยี่ยมนับหมื่นๆอยู่เบื้องหลังเครื่องจักรมหัศจรรย์ ที่ทำให้ผมที่ตอนนั้นต้องหาเงินมาซื้อนมลูกไป เรียนปริญญาเอกไปมองตาปริบๆ .. แต่จู่ๆ ก็เริ่มมี Apple Iphone ออกมา ...  จำได้ว่าผู้บริหารสูงสุดของ Blackburry ยุคนั้นออกมาให้สัมภาษณ์ว่า Iphone ไปไม่รอดแน่ เพราะแบตใช้งานได้สั้นมากๆ คนเราใช้มือถือในการทำงาน บางทีต้องเดินทางสองสามวัน การทำมือถือไม่ควรมี App หรือสีสันต์อะไรมากที่ทำให้กินพลังงาน  

นี่คือความเชื่อที่ทำให้ Blackburry ประสบความสำเร็จ มือใหม่นี่ไม่ดูตัวอย่างบ้างหรือไร

Steve Jobs เลยออกมาจัดเต็มบอกสาวกว่า .. “ ใจเย็นๆ สาวกทั้งหลาย Iphone ยังมีข้อเสียคือแบตหมดไว เรากำลังพัฒนาอยู่ แต่ระหว่างนี้ถ้าแบตหมด ไม่ยากแวะชาร์ตที่ Starbucks สิ

สาวกล้วนเงิบ แต่ก็เออใช่ ... แล้วทุกอย่างก็เป็นอย่างที่เห็น ... Blackburry ตกโลก ..

นี่แปลว่าต่อให้คุณเก่งที่สุดในโลก คุณก็อาจหายไปจากโลกได้ แล้วไม่ได้มาจากใครด้วย มาจากความเชื่อของคุณเอง  

นี่ครับฤทธิ์ เดชของความเชื่อที่ ทำให้บริษัทระดับจักรวาล ตกโลกในพริบตา ...

เอาเรื่องการปกครอง .. รวันดา ... ประเทศที่มีการฆ่าล้างเผ่าพันธ์กัน คนตายนับล้าน ...  ว่ากันว่าคนสองเผ่าพันธ์อยู่ด้วยกันอย่างมีสันติสุขมานานนับพันปี อยู่มาก็มีการเกลียดกันจากคนไม่กี่คน แล้วก็มีการด่ากันทางสถานีวิทยุ ลามปามไปถึงการยุให้มีการฆ่าคนอีกเผ่า ทำไปทำไมจากการพูด เริ่มมีการฆ่ากันจริงๆ และลามไปถึงการฆ่ากันเป็นล้านๆ ขึ้นมาจริงๆ น่าครับเปลี่ยนความเชื่อ ...

และก็นี่อิทธิฤิทธ์ของความเชื่ออีก เปลี่ยนสันติเป็นสงครามได้  

คุณเห็นอะไรบางอย่างไหมครับ อ่านมาถึงตรงนี้

เห็นความเชื่อมันหลอกเราไหมครับ เห็นว่าจริงๆ คนเราเหมือนหุ่นยนต์ขนาดไหน เราทำตามโปรแกรมที่กำหนดมาโดยไม่รู้ตัว  

ไม่รู้พวกเราสร้างอะไรเสียหายให้กับคนไกล้ตัว ที่ทำงาน สังคม ประเทศชาติมาขนาดไหนแล้ว ... ทั้งๆ ที่เราอาจเป็นคนที่แแสนดี มีความรู้สุดลึกล้ำก็ตาม

ผมว่าเราต้องหยุดทำ Theory U กันไม่ว่าคุณจะเป็นคนช่วงอายุไหน ช่วงความรู้ไหน ช่วงอำนาจแบบไหน

Credit: อ.ขุนพล


วิธีการทำ Theory U พื้นฐาน

  1. จับคู่ ให้อีกคนหนึ่งพูด คุณฟัง ให้คุยหัวข้ออะไรก็ได้ ไม่ต้องเรียงลำดับ อยากพูดอะไรพูดเลย ความสำเร็จ ล้มเหลว
  2. คุณฟัง ฟัง ฟัง 
  3. ไม่ขัดจังหวะ ไม่ถาม 
  4. ตั้งคำถาม คุณปิ๊งเรื่องอะไรที่เขาเล่า เรื่องนั้นทำให้คุณเห็นความเชื่ออะไรในตัวคุณ ย้อนกลับมาดูตัวคุณ คุณเห็นอะไร คุณเห็นความเชื่ออะไรในตัวคุณ แล้วคุณจะทำอะไรใหม่ 
  5. สร้างแผนแล้วทำจริง

Theory U แบบอื่น ควรผ่านแบบพื้นฐานมาก่อน

  1. ทำแบบเดี่ยว ฟังคนอื่น 

  2. สังเกตปรากฏการณ์นิ่งๆ แล้วรู้สึกว่าเราปิ๊งแว๊บอะไร เห็นความเชื่ออะไรในตัวเรา แล้วจะทำอะไรใหม่
  3. ทำแบบกลุ่ม พากันสังเกตเหตุการณ์จริง พร้อมๆ กันให้เวลาสังเกตเงียบๆ แล้วตั้งคำถามคุยกัน หาวิสัยทัศน์ร่วมกัน 


ที่สุดแล้ว ผมว่าในเวลานี้ประเทศไทย กำลังต้องการ Theory U หรืออะไรที่ดีกว่ามากกว่ายุคไหน ความเชื่อที่ไม่ผ่านการตรวจสอบ ไม่ผ่านการ ขัดเกลา  กำลังแสดง ฤทธิ์เดชฟาดหัวฟาดหาง... อยู่กันยังไงครับ ป่าหมดไปทุกที อยู่กันยังไงครับ จนมากขึ้นเรื่อยๆ    อยู่กันยังไงครับ ยิ่งมีคนฉลาดมาก เรากลับไม่กล้าไว้วางใจเรื่องการศึกษาของเรามากขึ้นเรื่อยๆ อยู่กันยังไงครับ ประเทศเกษตรแต่กลับไว้วางใจอาหารที่ทานอยู่ทุกวันไม่ได้  

มันแปลกไปไหมครับ 

ถึงเวลาของ Theory U แล้วจริงๆ 

คุณล่ะคิดอย่างไร

  

บทความโดยดร . ภิญโญ รัตนาพันธุ์

Note: ติดตามความความเคลื่อนไหว ข่าวสารของกลุ่มผู้สนใจ Theory U ในประเทศไทยได้ที่นี่ https://www.facebook.com/Theor...

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Appreciative Inquiry



ความเห็น (2)

-สวัสดีครับอาจารย์-อ่านบันทึกนี้ได้ความคิดใหม่ๆ เยอะเลยครับ-ขอบคุณครับ-อืมมมๆ ๆ น่าสะกิดใจขอรับ..

เขียนเมื่อ 

98%ฝึกแต่พูด 2%ฝึกฟัง ใน 2%มี1.9%การฟังแบบไม่ถึง 10 นาที แต่ 0.10 ต้องฟังแบบ Theory U…สุดยอดผู้เขี่ยลูก…