บันทึกชุด พลังแห่งวัยเยาว์ นี้ ตีความจากหนังสือ The Importance of Being Little : What Young Children Really Need from Grownups ซึ่งเป็นหนังสือ New York Times Bestseller  เขียนโดย Erika Christakis

ตอนที่ ๑๐ บทบาทของผู้ใหญ่  ตีความจากบทที่ 10  Well Connected : The Roles Grownups Play    

ผู้เขียน (Erika Christakis)  เล่าเรื่องแม่ของเด็กเล็กกับครูเด็กเล็กผู้มากประสบการณ์    ที่เมื่อลูกสาวไปเข้าโรงเรียนได้ระยะหนึ่ง แม่ (ชื่อลอเรน) ก็สังเกตว่าครูสอน (ชื่อดาร์ลิ่ง) ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ประสบการณ์ยาวนานเกือบสี่สิบปีสอนเด็กแบบโบราณ    ได้มาปรึกษาผู้เขียนว่าจะไปร้องเรียนต่อครูใหญ่    แต่ผู้เขียนแนะว่า น่าจะรอให้ถึงวันนัดพบผู้ปกครองซึ่งรอไม่กี่วัน    จะได้พูดคุยกับครูก่อน   และลอเรนก็เห็นด้วย

ถึงวันไปพบครู ลอเรนก็ใจอ่อนเป็นขี้ฝึ้งลนไฟ    เพราะครูดาร์ลิ่งพูดถึงลูกสาวของตัวเอง (ชื่อสเตลลา) ฉอดๆ ว่าชอบไม่ชอบอะไรบ้าง    ได้ช่วยแนะนำเพื่อนว่าวิธีใช้ห้องน้ำที่ถูกต้อง ทำอย่างไร   รวมทั้ง สเตลลายังบอกครูและเพื่อนๆ ว่า ทวีปเคลื่อนตัวเล็กน้อยทุกวัน เป็นอย่างนี้ทั้งโลก   รวมทั้งเมื่อเช้า ครูได้อนุญาตให้สเตลลาไม่ต้องเข้าห้องสมุด เพื่อให้อ่านหนังสือภาพที่สเตลลาชอบให้จบ    การพบกันครั้งนี้ทำให้คุณแม่ลอเรนเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับครูดาร์ลิ่ง  

คุณสมบัติหมายเลขหนึ่งของครูเด็กเล็กคือ รู้จักเด็กและรักเด็ก    เพราะการเรียนที่มีคุณค่าสำหรับเด็กเล็กไม่ใช่การเรียนวิชา    แต่เป็นการพัฒนาความสัมพันธ์   เพราะเด็กเรียนผ่านปฏิสัมพันธ์    ในชั้นเรียนที่เต็มไปด้วยวัสดุประกอบการเรียน เด็กเรียนได้น้อยกว่าชั้นเรียนที่มีปฏิสัมพันธ์สูง            

 

การสื่อสารร่วมมือกัน   

ปฏิสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับครูมีความสำคัญ   และเช่นเดียวกัน ปฏิสัมพันธ์ (อย่างซับซ้อน) ระหว่างพ่อแม่กับครู ก็มีความสำคัญด้วย    ความจริงที่ทางโรงเรียนและครูต้องตระหนักคือ ในการส่งลูกเล็กเข้าโรงเรียนนั้น พ่อแม่มีความวิตกกังวลอยู่ด้วย    และความวิตกกังวลของพ่อแม่เป็นสิ่งคุกคามต่อครู    ยิ่งพ่อแม่เป็นคนมีฐานะและการศึกษาดีกว่าครู ความรู้สึกว่าถูกคุกคามของครูจะยิ่งรุนแรง   

แต่มักจะคิดกันว่า ปฏิสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับครูนั้น ครูเป็นผู้ถือไพ่ใบเหนือกว่า    โดยครูเป็นผู้ตัดสินระบุประวัติพฤติกรรมของเด็ก ที่อาจมีผลต่ออนาคตของเด็ก    เช่นการให้ออกจากโรงเรียน  กรอกประวัติที่จะติดตัวเด็กไปยังโรงเรียนอื่นๆ    

เพื่อประโยชน์ของเด็ก ครูกับพ่อแม่ต้องร่วมมือกัน    โดยทางโรงเรียนต้องแสดงท่าทีเปิดรับพ่อแม่ ให้เข้าไปรับรู้ชีวิตของลูกที่โรงเรียน    และเข้าไปให้ข้อคิดเห็นต่อการปรับปรุงการจัดการเรียนรู้ของเด็ก    รวมทั้งการเข้าไปเป็นอาสาสมัครจัดกิจกรรมบางอย่างเพื่อการเรียนรู้ของเด็ก   

ที่สำคัญยิ่งคือ ต้องร่วมกันทำความเข้าใจจุดมุ่งหมายของชั้นเด็กเล็กให้ตรงกัน    ว่าชั้นเด็กเล็กไม่ใช่โรงเรียนที่แท้จริง      

 

ความใกล้ชิดระหว่างครูกับนักเรียน

ความรักความเมตตาเป็นปัจจัยวิเศษสุดสำหรับพัฒนาการเด็กเล็ก    เด็กที่ขาดความรักความเอาใจใส่สมองจะเจริญเติบโตไม่ดี   หน้าที่สำคัญที่สุดของครูเด็กเล็กคือให้ความเอาใจใส่  ให้ความรัก  การกอด  การสบตา  การพูดคุย กับเด็ก  

สภาพความใกล้ชิดระหว่างครูกับเด็กเล็กในสหรัฐอเมริกาเสื่อมคลายลงไปจากเหตุหลายประการ    อย่างหนึ่งคือครูเด็กเล็กจำนวนมากเป็นโรคอ้วน    การลงไปนั่งกับพื้นร่วมกับเด็กและสบตาเด็กทำได้ยาก    อีกอย่างหนึ่งคือการกล่าวหาว่าครูล่วงเกินเด็ก   โดยเฉพาะอย่างยิ่งครูผู้ชาย    ที่มักถูกพ่อแม่ตั้งข้อสงสัยว่ามูลเหตุจูงใจให้มาเป็นครูเด็กเล็กคือต้องการโอกาสล่วงเกินเด็ก  

 

ประเมินอะไร

เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับศูนย์เด็กเล็กคือปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์    วงการศึกษาสำหรับเด็กเล็กก็เน้นความสำคัญของปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับเด็ก    แต่ระบบประเมินคุณภาพของศูนย์เด็กเล็กของสหรัฐอเมริกา กลับประเมินที่ความสะอาดของสถานที่  สัดส่วนระหว่างจำนวนครูกับจำนวนเด็ก   การปฏิบัติตามกฎความปลอดภัย  และข้อมูลเชิงกายภาพของสถานที่ เป็นสำคัญ  

ระบบมาตรฐานที่เรียกว่า QRIS (Quality Rating Improvement System) ของสหรัฐอเมริกา    เอาใจใส่สิ่งที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนน้อยมาก  มัวแต่สนใจการป้องกันไม่ให้อาชญากรได้รับการว่าจ้างเป็นครู  

เครื่องมือวัดคุณภาพศูนย์เด็กเล็กพยายามวัดคุณภาพผ่านกระบวนการ เช่นลักษณะของปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน  และความร่วมมือระหว่างครู   เช่นเครื่องมือชื่อ CLASS (Classroom Assessment Scoring System) วัดว่าครูนั่งลงบนพื้นห้องเสมอกับเด็กเพื่อสบตาเด็กหรือไม่    หรือครูตั้งคำถามปลายเปิดเพื่อส่งเสริมการใช้ภาษาหรือไม่   

เครื่องมือชื่อ The Preschool Mental Health Climate Scale เน้นวัดบรรยากาศในชั้นเรียน    โดยเฉพาะอย่างยิ่งสุขภาพทางใจ    วัดวิธีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้อำนวยการศูนย์เด็กเล็กกับเจ้าหน้าที่    วัดวิธีที่ครูปละผู้ช่วยครูมีปฏิสัมพันธ์กัน    จะเห็นว่า การวัดเฉพาะปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับเด็กไม่เพียงพอ ต่อการวัดบรรยากาศการเรียนรู้ที่ดีของเด็กเล็ก       

 

ผลประโยชน์ของเด็กมาทีหลัง

ที่จริงระบบการศึกษาของเด็กเล็กมีไว้เพื่อพัฒนาการเด็ก   ซึ่งตัวเสริมคือปฏิสัมพันธ์ระหว่างเด็ก  ครู และพ่อแม่     และคำประกาศของสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็กส่วนหนึ่งระบุว่า “ผลประโยชน์สูงสุดของเด็กจะต้องเป็นตัวกำหนดการทำงานของบุคลากรด้านการศึกษาและการแนะแนว”    แต่การปฏิบัติจริงในสหรัฐอเมริกาไม่ได้เป็นตามนี้    กลายเป็นผลประโยชน์ของผู้ใหญ่เป็นตัวหลัก  

นอกจากนั้นการปฏิรูปหลายอย่างในสหรัฐอเมริกามีผลแยกผู้ใหญ่ออกจากเด็ก    โดยมีผลการวิจัยบอกว่า นโยบายเกี่ยวกับเด็กในสหรัฐอเมริกา มีแรงจูงใจจากความต้องการของผู้ใหญ่ ที่ต้องการมีระยะห่างระหว่างตนกับเด็ก    หรือเพื่อเอาเด็กไปไว้ในบางที่ เพื่อให้พ่อแม่ไปทำงานหรือทำธุระอื่นๆ ได้   

หน้าที่สำคัญของศูนย์เด็กเล็กคือ การกล่อมเกลาทางวัฒนธรรมของเด็กจำนวนมาก    เช่น เด็กได้ฝึกเข้าคิว รู้จักรอ  ฝึกยับยั้งผลประโยชน์ของตัวเอง เพื่อการอยู่ร่วมกัน เป็นต้น    ในทางทฤษฎี โรงเรียนจึงเป็นพลังอารยธรรม   

แต่ศูนย์เด็กเล็กก็เป็นสนามรบระหว่างแนวคิดให้เด็กเล็กได้ผ่านการสอนโดยตรง (direct instruction)   และเรียนภาษาแบบผสมคำและฝึกออกเสียง (phonics)    กับแนวคิดให้เด็กเรียนรู้เองในชีวิตจริง   จากสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ไม่เน้นการสอนโดยตรง

ผู้ใหญ่เข้าไปบงการระบบการพัฒนาเด็กเล็ก เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง    เพราะความสามารถในการเข้าถึง  และสามารถจ่าย ให้แก่ศูนย์เด็กเล็ก เป็นผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ และต่อพฤติกรรมลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ของผู้ใหญ่โดยตรง

จะเห็นว่าเด็กเล็กเอง ไร้พลังต่อรอง             

 

คุณภาพของศูนย์เด็กเล็ก

ศูนย์เด็กเล็กที่มีคุณภาพสูง หายากและแพง    ศูนย์เด็กเล็กทั่วๆ ไปในสหรัฐอเมริกาคุณภาพต่ำ     มีผลงานวิจัยตรวจสอบผลของศูนย์เด็กเล็กต่อการลดความแตกต่างของผลลัพธ์การเรียนรู้ (achievement gap)  ระหว่างเด็กยากจนกับเด็กฐานะดี    พบว่าศูนย์เด็กเล็กคุณภาพดีช่วยลดได้ร้อยละ ๓๐ - ๕๐   ในขณะที่ศูนย์เด็กเล็กทั่วๆ ไปลดได้ร้อยละ ๕  

อะไรคือปัจจัยสำคัญที่สุดต่อคุณภาพของศูนย์เด็กเล็ก    คำตอบคือ คุณภาพครู    และปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะให้ได้ครูดีมาทำหน้าที่ให้การศึกษาแก่เด็กเล็ก คือ ระดับเงินเดือน   

ผู้เขียน (Erika Christakis) บอกว่า ในสภาพปัจุบันของสหรัฐอเมริกา    คนที่เลือกไปเป็นครูเด็กเล็กจำนวนมาก เป็นเพราะไม่ถนัดในการคิดต่อกับผู้ใหญ่    หรือตีความได้ว่า เป็นคนไม่มั่นใจตนเอง    หากวงการครูศูนย์เด็กเล็กเป็นเช่นนี้จริง    ก็แสดงว่าระดับค่าตอบแทนครูของศูนย์เด็กเล็กไม่มีแรงดึงดูดเพียงพอที่จะได้คนที่มีความสามารถความถนัดและความรักงานนี้   

 

แก้ปัญหาคุณภาพของครูเด็กเล็ก 

การแก้ปัญหาคุณภาพครูมี ๒ แนว    คือ (๑) ดึงดูดคนมีความสามารถสูง มาฝึกเป็นครูเด็กเล็กคุณภาพสูง  และเลี้ยงดูให้พอใจในอาชีพ  ไม่เปลี่ยนอาชีพ    เป็นแนวเน้นพัฒนาครูกลุ่มใหม่  (๒) เน้นพัฒนาครูที่มีอยู่เดิม   

เขาบอกว่า น่าเสียดายที่สหรัฐอเมริกาเน้นแนวทางที่ (๒) ซึ่งเป็นวิธีแก้ปัญหาแบบปะผุ    จึงแก้ปัญหาไม่ได้จริงจัง ไร้ผล

แต่ต้องย้ำให้ชัดนะครับ ว่าแนวทางที่ (๑) ต้องผสมกับ การมีโครงสร้างพื้นฐานในการทำงานและรายได้ดี และความก้าวหน้าของครูเด็กเล็ก

ผมจินตนาการต่อว่า  การยกระดับคุณภาพของศูนย์เด็กเล็ก  ต้องจับที่การสร้างระบบครูเด็กเล็ก ที่ดึงดูดคนเก่งและรักวิชาชีพนี้เข้ามาในระบบ    โดยอาชีพการงานต้องให้รายได้ดี มีชีวิตอยู่ได้สบาย    มีระบบพัฒนาครูเด็กเล็กที่มีคุณภาพ    และเมื่อทำงาน ด็มีเส้นทางพัฒนาทางวิชาชีพได้    จนไปเป็นศาสตราจารย์ด้านการพัฒนาเด็กเล็กได้    หรืออาจเป็นนักวิจัยด้านการพัฒนาเด็กเล็ก    หรือเป็นครูเด็กเล็กเชี่ยวชาญพิเศษ ที่ทำหน้าที่เป็นครูฝึกให้แก่นักศึกษาครูสาขาครูเด็กเล็กได้    ซึ่งหมายความว่า ไซโลทางวิชาชีพครู/นักวิชาการเด็กเล็กจะต้องถูกรื้อทิ้งไป  

ประเด็นนี้ น่าจะเป็นการปฏิรูปการศึกษาในระดับพื้นฐาน ที่สังคมไทยต้องการอย่างยิ่ง      

เขาเตือนว่า การให้รายได้สูงแก่ครูเด็กเล็กนั้น ต้อง (๑) ให้เฉพาะแก่ครูที่มีหลักฐานพิสูจน์ว่ามีสมรรถนะสูงตามเกณฑ์จริงๆ เท่านั้น    ไม่ใช่ให้แก่ครูเด็กเล็กแบบปูพรม   ซึ่งจะมีผลให้สูญเงินมากมาย แล้วได้คุณภาพการศึกษาเด็กเล็กเท่าเดิม   ข้อเตือนนี้มีบทเรียนที่ประเทศไทย  (๒) หาทางขจัดครูคุณภาพต่ำ พัฒนาไม่ขึ้น ออกไปจากวงการครูเด็กเล็ก 

การวางรากฐานการพัฒนาเด็กเล็ก รวมคุณภาพของทั้งระบบการศึกษาทั้งระบบ เป็นเรื่องระยะยาว    ผลลัพธ์ที่เห็นไม่เด่นชัดหากไม่มีวิธีตรวจสอบ (โดยการวิจัยระบบการศึกษา)    ไม่เป็นปัญหาความเป็นความตายเร่งด่วน   จึงเป็นเรื่องที่ผู้บริหารประเทศละเลยได้ง่ายโดยไม่รู้ตัว        

สรุปว่า ครูเด็กเล็กต้องได้รับการศึกษาและฝึกทักษะมาอย่างดี  มีรายได้ดี  และมีเส้นทางอาชีพที่ชัดเจนและโอกาสก้าวหน้าสูงในหลากหลายรูปแบบของนักวิชาการและนักปฏิบัติพัฒนาเด็กเล็ก  

 

การดูแลสองแนว

การดูแลการศึกษาเด็กเล็กมี ๒ แนวที่คนมักแยกไม่ออก    คือแนวเลี้ยงเด็ก (เพราะพ่อแม่ไม่ว่าง)   กับแนวพัฒนาเด็ก    ในระดับนโยบายประเทศต้องแยกสองส่วนนี้    หากไม่แยก อาจตกอยู่ในสภาพใช้เงินมากเพื่อหนุนการพัฒนาเด็กเล็ก    แต่ผลที่ได้เป็นกิจกรรมที่ไร้คุณภาพ

เขาบอกว่าแนวแรกเป็นแนวเพื่อผลประโยชน์ของผู้ใหญ่    แนวหลังเพื่อผลประโยชน์ของเด็ก

แนวแรกมักมีพลังกว่า  เพราะนอกจากเด็กไม่มีทางรู้เรื่องแล้ว    นักการเมืองยังมักใช้เงินของประเทศหนุนแนวนี้ เพื่อคะแนนเสียงประชานิยม   

ข้อความในหนังสือตอนนี้มีประโยชน์ยิ่งต่อประเทศไทย ซึ่งกำลังตื่นตัว ให้ความสำคัญต่อการศึกษาระดับเด็กเล็ก    ที่เราน่าจะกำหนดนโยบาย ยุทธศาตร์ และมาตรการให้ถูกต้อง     เพื่อการศึกษาเด็กเล็กที่มีคุณภาพได้มาตรฐานทั่วทั้งประเทศ    ไม่ใช่คุณภาพระดับต่ำสำหรับลูกชาวบ้านทั่วไป    มีคุณภาพสูงเฉพาะโรงเรียนของลูกคนรวย ที่ต้องจ่ายแพง

เขาบอกว่า มีผลการวิจัยว่าชั้นเด็กเล็กคุณภาพสูงที่ใช้เวลาเพียงครึ่งวัน  กับที่ใช้เวลาเต็มวันมีผลต่อพัฒนาการเด็กไม่ต่างกัน    สะท้อนว่าในเรื่องการดำเนินการเพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กเล็ก ปัจจัยด้านคุณภาพ (quality) สำคัญกว่าปริมาณเวลา (quantity)    และหากคำนึงถึงการใช้เงินงบประมาณผ่นดินอย่างมีประสิทธิภาพ     ชั้นเรียนเด็กเล็กครึ่งวันก็เพียงพอสำหรับผลประโยชน์ของตัวเด็ก    แต่หากจะผสมเอาผลประโยชน์ของพ่อแม่ และของนักการเมืองเข้าไปด้วย   ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง  

การดูแลพัฒนาการของเด็กเล็กมีสองขั้วในหลายมิติ

  • ขั้วเป็นสถานเลี้ยงเด็ก  กับขั้วเป็นสถานกระตุ้นพัฒนาการเด็ก   ดังกล่าวแล้วข้างบน
  • ขั้วจัดกระบวนการที่มีคุณภาพกลางๆ  กับขั้วคุณภาพเข้มข้น
  • ขั้วจัดการแบบโรงเรียน มีการประเมิน มีหลักสูตรสำเร็จรูป เน้นผลลัพธ์การเรียนรู้   กับขั้ว ให้อิสระแก่เด็ก  ให้มีทางเลือกในการดำเนินการหลากหลายแบบ  และเน้นการเล่นของเด็ก
  • ขั้วจัดโดยอำนาจส่วนกลาง   กับ ขั้วมอบหมายให้องค์การส่วนท้องถิ่นดำเนินการ  
  • ขั้วครูเด็กเล็กมีสถานภาพต่ำ เงินเดือนน้อย   กับขั้วที่ครูเด็กเล็กได้รับการศึกษาและฝึกฝนเข้มข้น   หากพิสูจน์จากการปฏิบัติงานว่า มีสมรรถนะสูง จะได้เงินเดือนสูง 
  • ขั้วกำหนดให้ดำเนินการตามมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ กำหนดโดยส่วนกลาง   กับขั้วกำหนดเป้าหมายกว้างๆ  ให้อิสระแก่พื้นที่ในการดำเนินการตามรูปแบบของตน    คือยอมรับความหลากหลายในการดำเนินการ
  • ขั้วเอาผลประโยชน์ของผู้ใหญ่เป็นหลัก   กับขั้วเอาผลประโยชน์ของเด็กเป็นหลัก  
  • ผมขอเติมอีก ๑ ขั้วตรงกันข้าม   คือขั้วยกหน้าที่ความรับผิดชอบดูแลพัฒนาการเด็กให้แก่ศูนย์เด็กเล็กทั้งหมด   กับขั้วถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกันและร่วมมือกัน ระหว่างบ้านกับโรงเรียน/ศูนย์เด็กเล็ก

เนื่องจากในสถานการณ์ของประเทศไทย   ศูนย์เด็กเล็กที่รับดูแลเด็กเพียงครึ่งวันคงจะไม่เหมาะสม     เพราะพ่อแม่ไม่รู้จะเอาลูกไปไว้ที่ไหน    ผมจึงเห็นด้วยที่ผู้เขียนเสนอโมเดลจัดการศึกษาเด็กเล็กเต็มวัน    ช่วงเช้าเด็กอยู่ในพื้นที่เรียนรู้สูงสุด (peak learning zone) ภายใต้ความท้าทายที่จัดโดยครูเด็กเล็กที่มีสมรรถนะสูง     ช่วงบ่ายเน้นการเล่นอิสระ  อาหารว่าง  และการนอนหลับ   โมเดลนี้ถือว่าเป็นโมเดลการศึกษาและการดูแลแบบครบด้าน (holistic education and care)

อย่างไรก็ตาม เรื่องการศึกษาหรือการพัฒนาเด็กเล็ก  มีรายละเอียดของความซับซ้อนมากมาย    ที่เป็นข้อถกเถียงได้มาก ในเรื่องการเอาทรัพยากรของชาติเข้าไปสนับสนุน   หากใช้ทรัพยากรส่วนรวมไม่ถูกวิธี เด็กอาจไม่ได้รับประโยชน์อะไรเลยในด้านการวางรากฐานความเข้มแข็งสู่ชีวิตในอนาคต    โดยผู้เขียนให้ความเห็นว่า ผลการวิจัยชี้ว่า น่าจะเน้นหาวิธีใช้ทรัพยากรส่วนรวมเข้าไปสนับสนุนกิจกรรมพัฒนาเด็กที่บ้าน

 

บทบาทของพ่อแม่

มีหลักฐานมากมายที่บอกว่าพ่อแม่มีผลต่อพัฒนาการของเด็กเล็กมากกว่าครู (อย่างมากมาย)    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความผูกพัน (attachment) กับพ่อแม่    และการลงทุนสนับสนุนให้พ่อแม่แสดงบทบาทอย่างถูกต้อง ให้ผลตอบแทนแสนคุ้มค่า   

มีผลวิจัยยืนยันว่า โครงการสนับสนุนต่อครอบครัว    ให้ผลลดช่องว่างระหว่างพัฒนาการเด็กในครอบครัวยากจนกับครอบครัวฐานะดี ได้ถึงหนึ่งในสาม   

ความเข้าใจที่ผิดในเรื่องพัฒนาการเด็กคือ เข้าใจว่าเด็กเติบโตอยู่ในสุญญากาศ   ไม่ตระหนักว่า สภาพแวดล้อมสารพัดด้านรอบตัวเด็กมีผลต่อพัฒนาการเด็กทั้งสิ้น    รวมทั้งสิ่งที่ดูห่างไกล แต่จริงๆ แล้วมีผลเป็นตัวสร้างความเครียด หรือปลูกฝังความคิดผิดๆ ให้แก่เด็ก   เช่นรายการทีวี   รวมทั้งดึงดูดเด็กออกไปจากปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ เช่นเกมคอมพิวเตอร์ 

มีหลักฐานเชิงประจักษ์ ยืนยันว่า ปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับพ่อแม่ (ได้รับความรัก ความอบอุ่น ความเอาใจใส่  กอดรัดพูดคุยด้วย ฯลฯ) เป็นสิ่งจำเป็นต่อพัฒนาการปกติของเด็กเล็ก    การลงทุนสนับสนุนครอบครัวที่อ่อนแอ ให้มีปฏิสัมพันธ์ภายในครอบครัวระหว่างรุ่น (multi-generation family program) มีประโยชน์อย่างยิ่ง ต่อพัฒนาการเด็กเล็ก   โดยที่ปฏิสัมพันธ์นี้ มีทั้งปฏิสัมพันธ์แบบตัวต่อตัว  และการสร้างพื้นที่ดำรงชีวิต (habitat) ให้แก่เด็กเล็ก เพื่อเป็น “นั่งร้าน” (scaffolding) ต่อการเรียนรู้และพัฒนาการ   

มีการวิจัยตรวจสอบบทบาทของพ่อแม่ต่อพัฒนาการเด็ก  โดยใช้เวลาที่พ่อแม่อยู่กับเด็กเป็นดัชนี    และพบว่าพ่อแม่สมัยปัจจุบันมีเวลาเอาใจใส่ลูกมากกว่าสมัยก่อน   ซึ่งถือว่าแปลก    แต่เมื่อตรวจสอบลงปในรายละเอียดพบว่าผลการวิจัยนั้นปลอม   เป็นการวัดผิดที่ ทำให้สรุปผิด   

เราต้องไม่วัดที่เวลา  แต่วัดที่กิจกรรมที่พ่อแม่ทำกับลูกเพื่อกระตุ้นพัฒนาการเด็ก เช่น เปิดโอกาสให้เด็กได้เลือกทำกิจกรรมและจัดการความเสี่ยงเอง   มีโอกาสได้สนองความอยากรู้อยากเห็น   คุยและฟังลูก   มีโอกาสอยู่ในที่สงบเพื่อคิดและเรียนรู้ชีวิตตามความเร็วของเด็กแต่ละคน   จัดเวลานอน และเวลาเล่น (อิสระ) อย่างเพียงพอ       

 

การพัฒนาพื้นที่เรียนรู้ที่บ้าน

เพื่อให้เด็กเล็กได้ประโยชน์สูงสุด โรงเรียน/ศูนย์เด็กเล็ก กับบ้านต้องร่วมมือกัน ทำงานร่วมกัน    ไม่ห่างเหินกัน    สิ่งที่ผู้ใหญ่ที่บ้านต้องการการพัฒนาคือทักษะสร้างปฏิสัมพันธ์ (bonding) กับเด็ก    ความต้องการนี้สูงมากในชุมชนหรือครอบครัวด้อยโอกาส    มีตัวอย่างโครงการเยี่ยมบ้าน ที่ประสบความสำเร็จเช่น

  • โครงการ Nurse-Family Partnership (1)   ช่วยลดการรังแกเด็ก  การตาย  และปัญหาอื่นๆ ของเด็กจากครอบครัวยากจน และมีปัญหาความรุนแรง
  • โครงการ MOM (Mental Outreach for Mothers) Partnership (2, 3)  ทำในหลายรัฐในสหรัฐอเมริกา    เป็นโครงการร่วมมือหลายฝ่าย ทั้งฝ่ายการศึกษา ฝ่ายสุขภาพ และฝ่ายชุมชน    ดำเนินการเยี่ยมบ้านเพื่อให้การสนับสนุนแม่ที่อ่อนแอ จากสภาพความเป็นอยู่ในบ้านหรือครอบครัว  
  • โครงการ Minding the Baby (4)  ดำเนินการเยี่ยมบ้าน แก่แม่มือใหม่ที่มีลูกคนแรก  และอยู่ในสภาพที่เสี่ยงต่อการเลี้ยงลูกผิด   ได้แก่สภาพติดยา  ซึมเศร้า  การศึกษาต่ำ  ด้อยการยับยั้งชั่งใจ  วางแผนอนาคตไม่เป็น  

กิจกรรมเยี่ยมบ้าน แก่แม่กลุ่มเสี่ยงด้านเศรษฐฐานะ ที่มีลูกเล็กนี้ พิสูจน์แล้วพิสูจน์อีกว่ามีคุณค่าต่อชีวิตของเด็กมาก   แต่ในสหรัฐอเมริกาทำได้น้อย ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณ 

การเยี่ยมบ้านของเด็กเล็กโดยครูเด็กเล็กมีประโยชน์ช่วยให้ครูเข้าใจเด็ก “ทั้งคน”   คือเข้าใจสภาพแวดล้อมที่กล่อมเกลาตัวเด็กที่บ้าน   ทั้งที่เป็นปัจจัยบวก และปัจจัยลบ   แต่ผู้เขียนบอกว่าในสหรัฐอเมริกา มีข้อจำกัดมากมาย    ทั้งข้อจำกัดต่อการเยี่ยมบ้านเด็กด้อยโอกาส และการเยี่ยมบ้านเด็กที่พ่อแม่ฐานะดี    เพราะครูเด็กเล็กมักมีเงินเดือนไม่พอเพียงที่จะมีที่อยู่อาศัยในย่านคนรวย    โอกาสใกล้ชิดกับเด็กและครอบครัวของเด็กที่บ้านจึงน้อย    นอกจากนั้น ดังเล่าก่อนหน้านี้แล้ว ยังมีปัจจัยด้านจิตวิทยาของครูเด็กเล็ก ที่ไม่มั่นใจตัวเองที่จะเผชิญหน้าพ่อแม่เด็กที่มีการศึกษาสูงและเศรษฐฐานะดีกว่าตน     

สำหรับประเทศไทย ควรส่งเสริมกิจกรรมกลุ่มเยี่ยมบ้าน ควบคู่ไปกับกิจกรรมชุมชน สำหรับพ่อแม่ที่มีลูกเล็ก   โดยองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นเจ้าของเรื่อง ร่วมกับวงการศึกษา (ครูเด็กเล็ก) และวงการสุขภาพ (เจ้าหน้าที่อนามัยเด็ก)   เพื่อเสริมสร้างทักษะการเลี้ยงและกระตุ้นพัฒนาการเด็ก    รวมทั้งให้ชาวบ้านที่เลี้ยงลูกเก่ง ลูกได้ดี มาตอบคำถามและให้คำแนะนำแก่แม่มือใหม่   โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านความเข้าใจพฤติกรรมเด็ก    เช่นแม่มือใหม่คนหนึ่งบอกว่าตนซื้อตุ๊กตาให้ลูกเล็กเล่น ลูกไม่เล่น กลับขว้างทิ้ง    ตนเก็บมาให้ก็ขว้างทิ้งอีก    ชาวบ้านที่เป็นแม่มือเก๋าอธิบายว่าพฤติกรรมขว้างของนั่นแหละคือการเล่นของลูกเล็ก    เพื่อให้ผู้ใหญ่เก็บมาให้  เป็นการเล่นเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ใหญ่    พ่อแม่มือใหม่ต้องการข้อเรียนรู้พฤติกรรมของทารกและเด็กเล็กตามตัวอย่างนี้   

หัวใจของบทบาทของผู้ใหญ่ต่อเด็กเล็กคือ เข้าใจว่าสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ตนทำให้แก่เด็กมีผลยิ่งใหญ่  หากการกระทำนั้นแสดงว่าตนกำลังเอาใจใส่เด็ก  พยายามทำความเข้าใจเด็ก  สนองตอบต่อความต้องการของเด็ก     รวมทั้งสร้างสภาพแวดล้อมเชิงบวก   

บทบาทที่ถูกต้องของพ่อแม่ไม่ใช่ประเคนเด็กด้วยวัตถุ หรือของเล่นจำนวนมาก    แต่คือการทำตัวให้เป็นที่ต้องการของเด็ก

 

สิ่งที่เด็กต้องการ

สิ่งที่เด็กเล็กต้องการ หลายส่วนพ่อแม่มีอยู่แล้วตามสัญชาตญาณ   อีกส่วนหนึ่งคนที่เคยเป็นพ่อแม่ ที่อยู่ในชุมชนโดยรอบสามารถแนะนำหรือตอบคำถามได้   

สรุปสิ่งที่เด็กเล็กต้องการอย่างย่อที่สุดตามหัวข้อย่อยข้างบนได้ว่า    ต้องการความเอาใจใส่  การทำความเข้าใจเด็ก  การสนองตอบต่อความต้องการของเด็ก     รวมทั้งการสร้างสภาพแวดล้อมเชิงบวก   

สำหรับพ่อแม่ (แม่) ในสภาพที่กำลังเผชิญความยากลำบากในการเลี้ยงดูลูกน้อย    กลไกการจัดกลุ่มเยี่ยมบ้าน ที่มี “แม่มือเก๋า” ร่วมทีมด้วย   จะช่วยให้ความมั่นใจแก่แม่มือใหม่ ว่าตนสามารถให้สิ่งที่ลูกน้อยต้องการได้

วิจารณ์ พานิช        

๒๓ เม.ย. ๖๑

 บนรถยนต์เดินทางจาก สคส. ไปยัง มจธ.