วันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๖๑ ผมได้อยู่ในวงสนทนาเรื่องที่เชื่อมโยงกับกระแสเชี่ยวกรากเรื่องร่าง พรบ. การอุดมศึกษา วิจัย และนวัตกรรม พ.ศ. ... ถึง ๓ วง ไม่ว่าอยู่ในวงไหน ผมมีจุดยืนตาม บันทึกนี้
คือผมพยายามชี้ว่า พวกเราที่เป็นผู้ใหญ่ต้องคิดถึงเป้าหมายใหญ่และระยะยาวของประเทศเป็นหลัก ต้องช่วยกันหาทางก้าวข้ามแรงกดดันหรือความยากลำบากระยะสั้นไปให้ได้ เพื่อบรรลุเป้าหมายใหญ่ในระยะยาวคือการใช้อุดมศึกษาขับเคลื่อนนวัตกรรมของประเทศ ไปสู่ประเทศไทยที่พลเมืองมีรายได้สูงและสังคมดี ผู้คนมีความสุข ความเสมอภาคและรักใคร่ปรองดองกัน ที่รัฐบาลนี้ใช้คำว่าประเทศไทย ๔.๐
ฟังจากข่าวประจำวันในขณะนี้เห็นได้ชัดว่า ประเด็นใหญ่อย่างหนึ่งที่ต้องก้าวข้ามคือ การโกงกิน ที่ปูดออกมาในวงการสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ วงการศึกษา กระทรวง พม. ดาราหรือเน็ตไอดอล และอื่นๆ ซึ่งรากเหง้ามาจากความเป็นแก่ตัวจัด จนชนะฐานคุณธรรมภายในตน นั่นคือฐานด้านสังคม
ฐานด้านเศรษฐกิจรัฐบาลนี้เก่งด้านการวางฐานหลักการ ว่าต้องเน้นที่ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยมีกลไกสำคัญคือ นวัตกรรมที่มีประเด็นเชื่อมโยงตามมาเป็นขบวนใหญ่ และการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุดมศึกษา เป็นกลไกสำคัญ
เมื่อจะต้องเปลี่ยนแปลงหน่วยราชการระดับกระทรวง ก็จะมีความขัดแย้งเกิดขึ้นทันที เพราะกระทบอำนาจหน่วยงานและบุคคลที่ดำรงตำแหน่งในปัจจุบัน เกิดการเล่นการเมือง ต่อสู้กันด้วย “จิตเล็ก”จิตเห็นแก่ตัวและพวกพ้องวงแคบ
แม้ในสมาชิกของรัฐบาลเองก็มีข่าวการต่อสู้แย่งชิงอำนาจกัน แบ่งเป็นพวกเป็นฝ่าย ไม่ทราบว่าจริงหรือไม่ ทำให้ผมคิดว่า คนเป็นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล มีหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งคือสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในรัฐบาล และความมี “จิตใหญ่” เป็นตัวอย่างให้คนในสังคมวงกว้างเห็น โดยยึดเป้าหมายผลประโยชน์ภาพรวมและระยะยาวของประเทศเป็นสำคัญ ต้องทำให้สังคมไทยจับประเด็นนี้ให้ได้
ไม่ทราบว่าผมฝันกลางวันหรือเปล่า
ผมสดับตรับฟังข่าวสารในบ้านเมืองเต็มไปด้วยเรื่องราวของ “จิตเล็ก” ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าระบบสื่อสารมวลชนของเรากำลังสร้างคนไทยจิตเล็กเต็มบ้านเมืองหรือไม่ สื่อสารสาธารณะที่สร้าง “จิตใหญ่” เป็นอย่างไร เราจะช่วยกันสร้างจิตใหญ่ให้แก่บ้านเมืองเพื่ออนาคตที่ดีของลูกหลาน ได้อย่างไร
กลับมาที่กระทรวงอุดมศึกษา วิจัยและนวัตกรรม ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ผมมองว่า นี่คือการสร้างโอกาส transform สถาบันอุดมศึกษาให้มีพลังต่อการสร้างอนาคต คือ ประเทศไทย ๔.๐ โดยที่สถาบันอุดมศึกษาในสภาพปัจจุบันไร้พลัง ตัวเองก็ดูจะเอาตัวไม่ค่อยรอด
กระทรวงอุดมศึกษาฯ ที่ผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้อง เต็มไปด้วยคน “จิตเล็ก” และยึดติดรูปแบบเดิมๆ จะไม่มีทางเป็นพลังให้แก่ประเทศไทย๔.๐ ได้ การสร้างกระทรวงใหม่นี้จึงต้องเขียนกฎหมายที่แหวกไปจากแนวทางเดิมๆ ไปเน้นการกำหนดเจตนารมณ์ หรือเป้าหมาย และเปิดช่องให้มีการสร้างนวัตกรรมในการบริหารจัดการ เมื่อมีการแดงผลงานเป็นที่ประจักษ์หน่วยงานนั้นก็จะได้รับทรัพยากรเพิ่มขึ้น คืองบประมาณของภาครัฐเปลี่ยนไปเน้นการ “ซื้อผลงาน”มากขึ้น
พรบ. ใหม่นี้ น่าจะระบุให้มี platform การทำงาน innovation ที่หลายฝ่ายเข้ามาร่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคธุรกิจอุตสาหกรรมและการค้าบริการ และระบุให้มีการแก้ระเบียบวิชาการว่าด้วยการเรียนการสอน ให้เปลี่ยนจาก lecture-basedไปเป็น inquiry-based, activity-based คือต้องใช้ พรบ.ใหม่กำหนดเงื่อนไขสร้างการเปลี่ยนแปลงในระบบอุดมศึกษา วิจัย และนวัตกรรมได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ว่าด้วยนักศึกษา เปลี่ยนจากผู้มาดูดซับความรู้ที่มีอยู่แล้ว เป็นเน้นให้เป็นผู้ร่วมสร้างความรู้จากการปฏิบัติงานในสภาพจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพที่ต้องสร้างนวัตกรรม
วิจารณ์ พานิช
๑๔ มิ.ย. ๖๑