SIAM’s NEW DETECTIVES VISUALIZING CRIME AND CONSPIRACY IN MODERN THAILAND

                                                                                                                               ตฤณห์ โพธิ์รักษา

          INTRODUCTION

 

                 หนังสือเล่มนี้ เป็นการรวบรวมข้อมูล[1] การทำงานและกระบวนยุติธรรมของประเทศไทยในสมัยใหม่ เริ่มต้นเปิดการเกริ่นนำด้วยคดี ที่มีชื่อเสียงโด่งดังถึงการจับตัวคนกระทำผิดผิดตัว ในคดีของ Sherry  Ann Duncan[2] อายุ 16 ปี เด็กสาวลูกครึ่งไทย-อเมริกัน หน้าตาดี เคยเป็นนางแบบให้นิตยสารบันเทิงบางฉบับ ขณะนั้นเชอร์รี่แอนเธอเป็นนักเรียนโรงเรียนพระกุมารเยซูวิทยา เธอขึ้นรถแท็กซี่หน้าโรงเรียนเพื่อกลับบ้านแล้วเธอก็หายตัวไปอย่างลึกลับ เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ.2529 ต่อมาอีก 3 วัน มีผู้พบศพเธอเสียชีวิตลอยอยู่ในร่องน้ำในป่าแสมบางสำราญ ผู้พบเห็นจึงแจ้งตำรวจ สภ.อ. เมืองสมุทรปราการเจ้าของท้องที่ทราบ ตำรวจชุดสืบสวนใช้เวลาสืบหาฆาตกรประมาณ 1 เดือน ก็จับกุมคนร้ายหรือผู้ต้องหาเป็นชายได้ 5 คน

      ซึ่งตำรวจนำส่งศาลแค่แผนประกอบคำรับสารภาพ/แผนประทุษกรรม (Reenactment) เท่านั้น โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใด นอกจากพยานปากเอกชื่อ นายประเมิน โภชพลัด ในฐานะพยานแวดล้อม ในชั้นอุทธรณ์ศาลได้ยกฟ้อง เนื่องจากหลักฐานของพนักงานอัยการไม่อาจพิสูจน์ความผิดของจำเลยโดยปราศจากข้อสงสัยได้ กระทั่งศาลฎีกาได้พิพากษายกฟ้อง แต่แพะ(จับตัวผิด)ของคดีนี้กลับ เสียชีวิตในเรือนจำหนึ่งคน อีกคนต่อมาเสียชีวิตจากโรคที่ติดในคุก อีกคนพิการ 3 ปีต่อมา มีการจับตัวคนร้ายได้จริงสามคน ถูกฟ้องต่อศาลและถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต โดยที่เป็นข้อกังขาแก่ประชาชนทุกคนก็คือ พยานหลักฐานที่ใช้ยังคงเป็น แผนประทุษกรรม โดยพยานคนเดิม นายประเมิน โภชพลัด นั่นเอง การทำแผนนั้น มีตำรวจนายหนึ่งนัดแนะนายประเมินไปซักซ้อมการให้การเท็จ สิบปีต่อมา พ.ศ. 2539 นายประเมินได้กลับมาชี้นำสถานที่เกิดเหตุ ที่เดิม พยานหลักฐานยังคงไม่มีอะไรเพิ่มเติมเช่นเคยนอกจาก คำพูดจากพยานแวดล้อม เพียงหนึ่งคนเท่านั้น

            เป็นการแสดงให้เห็นถึงความผิดพลาดและการแก้ไขปัญหาอย่างง่ายของประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างเช่น ความล้าหลังของประเทศโลกที่สาม อย่างประเทศไทย กับกระบวนการยุติธรรมที่อ่อนแอ และด้วยความที่ตำรวจไทยไม่ได้รับการฝึกฝนที่เพียงพอ การด้อยการพัฒนาทางด้านความรู้และเทคโนโลยี ทำให้การสืบสวนสอบสวนของตำรวจไทยเป็นไปอย่างล้าหลัง แต่เมื่อมีการยืมวิธีการสืบสวนของต่างประเทศ การเก็บหลักฐานพยานมาใช้ แนวโน้มที่จะทำให้กระบวนการยุติธรรมในไทยมีประสิทธิภาพก็จะเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ

 

  • KINGDOM OF CRIME
  • FACTS ABOUT CRIME
  • CRIMINAL MAPPINGS
  • MURDER, REENACTED

          จากการใช้คดีของ Sherry Ann Duncan เกริ่นนำไปในบทนำแล้วนั้น เป็นการแสดงให้เห็นถึงความผิดพลาดและการแก้ไขปัญหาอย่างง่ายของประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างเช่น ความล้าหลังของประเทศโลกที่สาม อย่างประเทศไทย กับกระบวนการยุติธรรมที่อ่อนแอ สามารถเสกด้วยเวทมนตร์คาถาของผู้มีอำนาจในระบบยุติธรรม และการเมือง ซึ่งข่าวอื้อฉาวเป็นการประณามการกระทำผิดของเจ้าพนักงานตำรวจและเจ้าพนักงานอัยการ ซึ่งใช้เพียงแค่แผนประทุษกรรมในการยื่นฟ้องเป็นหลักฐานต่อศาล

ในบทนี้เป็นการบรรยายสภาพของสยาม หรือ กรุงเทพมหานคร ในปี พ.ศ.2529 เกี่ยวกับกับการศึกษารวมรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์ของการทำงานของตำรวจ การพัฒนาเทคนิคการสืบสวน สอบสวน การพยานหลักฐาน และการแสดงให้เห็นถึงระบบการทำงานของกระบวนการยุติธรรม

หลังจากเหตุการณ์ของคดีเชอรี่แอนอธิบายเรื่องราวของคดีประกอบกับปฏิกิริยาของActorต่างๆในสังคมทั้งคนทั่วไปพยานผู้เก็บของหรือหลักฐานได้ตำรวจและสื่อต่างๆเช่นหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารซึ่งแสดงให้เห็นถึงกระบวนการยุติธรรมในยุคนั้นจากนั้นจึงเกริ่นย้อนนำไปถึง 100 ปีก่อนหน้านั้นในขณะที่ยังไม่มีตำรวจและสื่อมวลชนจากประวัติศาสตร์ความสับสนในประเทศชาตินั้นเป็นสิ่งกระตุ้นทำให้เกิดองค์กรตำรวจขึ้นเนื่องจากการสร้างองค์กรตำรวจเป็นวัฒนธรรมใหม่ของการสืบสวนสมัยใหม่ซึ่งเชื่อมโยงการหาพยานหลักฐานแบบ Visual  ในบทนี้เป็นการเกริ่นนำหรืออธิบายสยามในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ว่าเป็นประเทศที่สับสนวุ่นวายไม่มีการจัดระเบียบความเป็นสาธารณะและความส่วน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดได้แก่การพนันที่เกิดขึ้นในวัด ซึ่งแสดงให้เห็น ความเป็นศาสนสถานและสถานที่ประกอบกิจกรรมของสังคมเมือง เมื่ออธิบายให้เห็นภาพของผู้คนในสมัยนั้นแล้ว ในบทนี้จะพูดถึงความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่รวดเร็วโดยยกตัวอย่างการพัฒนาของเทคโนโลยีการสื่อสาร การขนส่งมวลชน การโทรคมนาคม การคมนาคม และยานพาหนะต่างๆรวมถึงทั้งการจัดตั้งรัฐบาล โดยหนังสือเล่มนี้ได้ยกตัวอย่างและคัดเอาบทความอื่นที่อธิบายการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในประเทศไทยใน 100 ปีที่ผ่านมา มาประกอบคำอธิบายนอกจากนั้นยังคงอธิบายเรื่องการเติบโตของเมืองซึ่ง ก็คือกรุงเทพมหานครและยังอธิบายถึงกลุ่มคนชาติพันธ์ต่างๆที่เข้ามาอาศัยร่วมกันเช่นจีน,เมียนม่า ,ลาวเขมร ,มาเลเซีย เพื่อให้เห็นภาพการอยู่ร่วมกันในสังคมของผู้คนได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น ปัญหาอาชญากรรมในสยามหรือประเทศไทยช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ไปถึงต้นศตวรรษที่ 20 หรือตรงกับรัชสมัยของรัชกาลที่ห้าถึงรัชกาลที่เจ็ด ซึ่งช่วงต้นศตวรรษที่ 20 สยามถือได้เป็น Kingdom of Crime หรือ อาณาจักรแห่งโจร และมีการพูดถึงในหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร Bangkok Time ซึ่งแสดงให้เห็นโฉมหน้าตาของอาชญากรในหนังสือพิมพ์จำนวนมาก ล้วนแต่เป็นอาชญากรรมร้ายแรงทั้งสิ้นเช่น การลักทรัพย์ของแก๊งค์อันธพาล, การลักพาตัว

นอกจากนี้ยังใช้ถ้อยคำอ้างอิงจากผู้คนในสมัยนั้น เช่น ตำรวจ เพื่อแสดงให้เห็นภาพของความรุนแรงความไร้ประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองในขณะนั้นและให้เห็นภาพความอันตรายในพื้นที่กรุงเทพมหานครและก็อธิบายขยายความอาชญากรรมในชายขอบของกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทยนั่นเอง ซึ่งก่อนจะอธิบายว่าเหตุการณ์ความรุนแรงของอาชญากรรมที่เกิดขึ้นนั้นมาได้อย่างไรหนังสือพิมพ์ในสมัยนั้นคือ Bangkok Time ซึ่งนิตยสารนี้ได้เผยแพร่ตัวเลขสถิติการเกิดอาชญากรรม ที่มากขึ้นทำให้ผู้คนได้รับรู้เรื่องราวอาชญากรรมผ่านสื่อ และสื่อก็เรียกร้องให้ราชการมีส่วนหาทางแก้ปัญหา และสื่อยกระดับอาชญากรรมที่เป็นข่าวในช่วงนั้นให้เป็นปัญหาของชาติ

แต่ถึงอย่างนั้นผู้เขียนพยายามจะอธิบายความขัดแย้งให้เห็นความย้อนแย้งเมื่อผู้คนเหล่านั้นทราบกันดีอยู่แล้วว่าใครคือฆาตกรใครคือคนผิดแต่มีการใช้วิธีการคอรัปชั่นหรือการใช้เงินปิดปากพยานทั้งเหตุการณ์ที่คนในชุมชนรู้ตัวฆาตกรแต่ไม่มีการนำคนผิดเข้าสู่กระบวนยุติธรรมรวมถึงปัญหาการใช้อิทธิพลของพวกนักเลงเจ้าถิ่นสายของพวกนักเลง และอีกหลายกรณีที่ไม่สามารถหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ หรือเมื่อรู้ตัวผู้กระทำผิดแต่เจ้าหน้าที่ก็เพิกเฉยและหาพยานหลักฐานเท็จมาแทน เมื่อบางครั้งจับได้คนร้าย ก็จ่ายสินบนให้พยานไปเป็นพยานเท็จในศาลและเหตุผลสุดท้ายที่ทำให้อาชญากรรมแก้ไม่ได้คือเรื่องสิทธิภาพนอกอาณาเขตและสนธิสัญญาเบาว์ริง การที่คนในบังคับชาติอื่นไม่ต้องขึ้นศาลไทยใน หัวข้อนี้เป็นการอธิบายอาชญากรรมที่ลุกลามเพิ่มขึ้นทั้งประเทศโดยผู้เขียนใช้เอกสารทางประวัติศาสตร์ในการอธิบายเหตุการณ์โดยยกตัวอย่างที่มีข้อมูลตัวเลขประกอบให้เห็นภาพหลังจากเริ่มถึงสภาพแวดล้อมของสยามต่อมาก็เป็นสถานการณ์อาชญากรรมเล่าเรื่องประวัติศาสตร์การตั้งสำนักงานนักสืบของรัฐซึ่งน่าจะหมายถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนเมื่อเกิดปัญหาอาชญากรรมก็จำต้องสร้างนวัตกรรมใหม่คือตำรวจเช่นเดียวกับที่มีในยุโรปและอเมริกาต่อมาได้ปฏิรูป Metropolitan Constabulary

มีการแบ่งหน่วยงานเป็นกองไต่สวนหอหลวงกับกองรักษาเพื่อทำหน้าที่สืบสวนคดีอาชญากรรมกับหน่วยงานที่ทำงานเชิง Operate มีการสร้างโปลิศสภาผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่ากรณีพยานหลักฐานในคดีของเชอรี่แอนก็น่าจะมาจากการขาดความสามารถในงานสืบสวนของตำรวจในขณะนั้นซึ่งมาจากการขาดความรู้และประสบการณ์ในงานสืบสวนและตัวหน่วยงานก็มีชื่อเสียงในทางที่ไม่ดีด้วยบทนี้พยายามอธิบายให้ผู้อ่านเข้าใจประเทศไทยการพัฒนาของประเทศไทยและปัญหาอาชญากรรมตามเส้นทางประวัติศาสตร์ความร้ายแรงของอาชญากรรมในไทยและประวัติความเป็นมาของการจัดตั้งองค์กรตำรวจกับงานทางด้านสืบสวนสอบสวนการพัฒนาการเก็บหลักฐานพยานในบทนี้ผู้เขียน เน้นการยกตัวอย่างจำนวนมากเพื่ออธิบายความล้มเหลวหรือแนวโน้มต่างๆที่จะยกตัวอย่างในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ต่างๆมาสนับสนุนรวมถึงสถิติตัวเลขและเอกสารทางประวัติศาสตร์นโยบายต่างๆที่ล้มเหลวและการก่อตั้งหน่วยงานทางด้านสืบสวนข้อมูลที่ให้การสนับสนุนได้มาจากเอกสารทางประวัติศาสตร์เช่นหนังสือพิมพ์ในสมัยนั้นอ้างอิงจดหมายเหตุและจดหมายโต้ตอบทางราชการแนวคิดทางการบริหารอธิบายสาเหตุการไร้ประสิทธิภาพของตำรวจในการทำงานสืบสวนสอบสวนแนวคิดเรื่องการเมืองระหว่างประเทศและแนวคิดการเปลี่ยนแปลงของสังคมซึ่งอธิบายตามทฤษฎีคงสร้างให้เห็นถึงสถาบันสังคมมีผลต่อกระบวนการยุติธรรม

 

ในบทนี้ผู้เขียนจะกล่าวถึงหลักฐานหรือวิธีการในการแสดง ประจักษ์พยานที่เป็นหลักฐานสำหรับเหยื่อของอาชญากรรมซึ่งเป็นสิ่งใหม่ของประเทศไทยตัวอย่างเช่น จากภาพถ่าย เทคนิคการเก็บรอยนิ้วมือ และหลักฐานที่แสดงถึงความรู้ที่ตำรวจนำมาใช้เพื่อเป็นหลักฐานประกอบการพิจารณาคดี โดยมีพื้นฐานหลักคือกระบวนการการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์และ ผลของวัตถุพยานอย่างไรก็ตาม การสืบสวนสอบสวนวัตถุพยานถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ของการ เก็บหลักฐาน ประกอบคดีในกระบวนการยุติธรรม

          และมีการพูดถึงประเด็นหลักคือการแนะนำการนำวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เข้ามาเป็นเครื่องมืออีกนัยหนึ่งคือการเป็นสุนทรียศาสตร์ ในการสอบสวนแบบใหม่ที่นำเครื่องมือสมัยใหม่มาใช้กับตำรวจหรือเป็นวิธีการแบบ  Facauldian sense  นั่นเอง หลักฐานเชิงประจักษ์และรายงาน ของคดีเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ตัวอย่างเช่น การจัดการ ความรู้และการก่อตั้งระบบตำรวจ โดยการยืมรูปแบบของยุโรป โดยเฉพาะจากประเทศสหราชอาณาจักร อีกทั้งยังกล่าวถึง ความหมายของตำรวจ  The Police  Royal Thai Police  ตำรวจคือ ระบบการตรวจตราและรักษาความปลอดภัย ให้สังคม มีความสงบสุข Concept ของระบบตำรวจนั้นมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบมาจากการ เช็คชื่อของผู้เข้าร่วมกิจกรรมในโบสถ์ Michel Foucault นำมา ในการบรรยายเรื่องความปลอดภัย และประชากรศึกษาของเขา รากศัพท์ของ police มาจาก Policy และ Politia

          การนำรูปแบบเทคนิคการสืบสวนสอบสวน และหาพยานหลักฐานที่ได้หยิบยืมมาจาก ฝรั่งเศส และ สหราชอาณาจักร เช่นการเก็บลายนิ้วมือ การใส่ถุงมือของเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปในสถานที่เกิดเหตุ การรายงานและบันทึก การเก็บสถิติ และภาพถ่าย จึงเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ระบบการสืบสวนเป็นไปอย่างถูกต้องแม่นยำ และมีหลักการมากยิ่งขึ้น

          ตามที่ระบุไว้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. 2525[3] คือ “เจ้าหน้าที่ของรัฐ มีหน้าที่ตรวจตรารักษาความสงบ จับกุม และปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมาย” หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ตำรวจ ก็คือ ผู้มีหน้าที่พิทักษ์สันติราษฎร์ ตามที่ได้ยินได้ฟังกันอยู่เสมอ คำว่า “พิทักษ์” แปลว่า ดูแลคุ้มครอง พลเมืองของประเทศ ดังนั้น ตำรวจจึงเป็นผู้ที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบอันใหญ่หลวงในการดูแลคุ้มครอง ให้เกิดความสงบสุขแก่พลเมืองของประเทศ

ในหัวข้อนี้จะกล่าวถึงการทำแผนที่อาชญากรรม โดยผู้เขียนกล่าวถึงจุดอ่อนของการตรวจสถานที่เกิดการพิสูจน์หลักฐานเช่นภาพถ่าย  Yellow Tape  การสวมถุงมือพิสูจน์หลักฐานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และการไปตรวจสถานที่เกิดเหตุของนายอำเภอ การตรวจสถานที่เกิดเหตุหรือพิสูจน์หลักฐานเริ่มนำมาใช้ในงานของตำรวจไทยอย่างจริงจังในช่วงปีค.ศ. 1980  หลังจากเกิดคดีฆาตกรรมเชอรี่แอนดันแคน

ปี ค.ศ. 1917  เป็นการพัฒนา ระบบตำรวจสมัยใหม่และการสืบสวนแบบใหม่โดยพระศรีเสนา ผู้เขียนพยายามชี้ให้เห็นถึงการพัฒนาและมุมมองเกี่ยวกับวิธีการในการตรวจสถานที่เกิดเหตุพร้อมกับแนวคิดในการวาดภาพสถานที่เกิดเหตุในการประกอบการอธิบายและหลักฐานในการยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อให้สามารถเข้าใจการเกิดอาชญากรรมที่ชัดเจนได้มากขึ้นอย่างไรก็ตามแนวคิดดังกล่าวนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่สำหรับคนไทยการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจจำเป็นต้องได้รับการเรียนรู้และฝึกอบรม การเสนอหรือการอธิบายฉากของการเกิดการฆาตกรรมหรืออาชญากรรม ควรจะเป็นการ ผสมผสานของ Fiction และ Fact

 สาระสำคัญของการทำแผนที่อาชญากรรมนั้นเป็นการระบุเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตเป็นการ หยุดเวลา ไว้และทำความเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้วงเวลานั้นๆ และการทำแผนที่อาชญากรรมนั้นต้องสามารถย้อนกลับไปศึกษาและทบทวนได้อยู่เสมอซึ่งข้อมูลที่สร้างขึ้นมาจากการวาดภาพหรือจำลองสถานที่เกิดเหตุนั้นต้องมีความถูกต้องแม่นยำและมีประสิทธิภาพ

          การทำแผนประกอบคำรับสารภาพในคดีฆาตกรรมหรือการทำแผนประทุษกรรม การทำแผนประกอบคำรับสารภาพในประเทศไทยเริ่มขึ้นได้เมื่อใดไม่มีข้อมูลแน่ชัดแต่ดูเหมือนจะเริ่มเมื่อปีค.ศ. 1929  ที่มีพื้นฐานจากกระบวนการของระบบในประเทศสหราชอาณาจักร ซึ่งปรากฏในวิทยานิพนธ์ ของธรรมศาสตร์ปี 2007 หลวงบรรณสารประสิทธิ์กล่าวว่าการให้ผู้ต้องสงสัยไปชี้จุดเกิดเหตุและอธิบายว่าอะไรเกิดขึ้นเป็นวิธีที่ดีที่สุดเพราะไม่มีใครรู้ว่าอะไรเกิดขึ้นที่นั่นได้ดีกว่าคนที่ทำ

          การทำแผนประกอบคำรับสารภาพนั้น เป็นส่วนหนึ่งของการ แสดงและสาธิตการฆาตกรรมให้ตำรวจดูในสถานที่เกิดเหตุจริง ว่า ฆาตกรได้กระทำการอย่างไรต่ออยู่ในบทนี้มีการยกตัวอย่าง คดี ฆาตกรรมมากมาย ในสมัยนั้น ซึ่งแต่ละคดี ล้วนแต่เป็น ที่ พูดถึงอย่างมาก ในสังคม การทำแผนประกอบคำรับสารภาพนั้น ได้รับอิทธิพลมาจาก คนไทยหรือพระราชวงศ์ของไทยที่ได้ไปศึกษาที่ปารีส คือหม่อมเจ้าวงศ์นิรชร เทวกุล ท่านได้นำความรู้เหล่านี้ กลับมาที่ไทยในปี 1929 และก่อตั้งตำรวจสายสืบที่เรียกว่าตำรวจภูบาลเป็นหน่วยหนึ่งที่ทำหน้าที่บันทึกเหตุอาชญากรรมรวมถึงทำแผนประทุษกรรมซึ่งเป็นขั้นตอนแรกสำหรับขั้นตอนในการจัดประเภทของวิธีการทางอาญาซึ่งแตกต่างจากที่ปรากฏในรูปภาพข่าวของทุกวันนี้

          การทำแผนประกอบการประทุษกรรมไม่เพียงแต่เป็นการ แสดง ให้เจ้าหน้าที่ทราบถึงวิธีการในการก่อคดีหากแต่ มีเพื่อจุดประสงค์ที่จะทำหน้าที่เป็นหลักฐานในการพิจารณาคดีต่อไปแต่ข้อมูลเหล่านี้ จะถูกนำไปบันทึกในกองทะเบียนประวัติอาชญากร ที่เป็นข้อมูลช่วยในการสืบคดีของเจ้าหน้าที่ได้ เนื่องจากคดี ที่ไม่สามารถหาตัวผู้กระทำผิด อาจจะนำประวัติคดีที่มีความคล้ายคลึงกัน ใช้หาตัวผู้ทำผิดได้ตัวอย่างเช่น คดีซีอุยที่ก่อเหตุโดยผ่าศพของเหยื่อที่เป็นเด็ก จากบนลงล่างหรือล่างขึ้นบน และมีการตัดอวัยวะเพศของเหยื่อซึ่ง การทำแผนประทุษกรรมไปแล้วสำหรับคดีในกรุงเทพฯ และนครปฐม แต่กลับไม่มีหลักฐานในจังหวัดระยองแต่ก็สามารถสันนิษฐานได้ว่าคนร้ายใช้วิธีการ ในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน ข้อมูลที่ถูกบันทึกไว้ในคดีก่อนหน้าจึงจะมีประโยชน์อย่างมากต่อการสืบคดีที่เกิดขึ้นภายหลัง

VI.      HISTORY OF CONSPIRACY

          ในบทสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้เป็นการเล่าถึงเรื่องราว เหตุการณ์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8  ซึ่ง ตามชื่อบท คงจะหมายความได้ว่าประวัติศาสตร์ของการสมคบคิด เหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจคนไทยเป็นอย่างมาก ซึ่งข้อเท็จจริงก็ไม่ได้เปิดเผยแก่สาธารณชนให้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ มีแต่ข่าวในหนังสือพิมพ์ แจ้งว่าเป็นอุบัติเหตุที่ทำให้รัชกาลที่ 8 สิ้นพระชนม์ แต่ไม่มีใครหรือสำนักข่าวไหนออกมาเปิดเผยเรื่องราวข้อเท็จจริงให้สาธารณะชนได้ทราบเลยจึงทำให้ เป็นที่พูดถึงและเป็นข้อกังขาให้แก่สังคมและประชาชนที่มีพระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่รักจำนวนมากเกิดคำถาม ขึ้น ในใจว่า เกิดอะไรขึ้นในระบบกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยกันแน่

          นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นคือนายปรีดี พนมยงค์ ได้ออกมา ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และ มีคำสั่งห้ามผู้สื่อข่าวหรือสำนักข่าวไม่ให้รายงานเกี่ยวกับการสิ้นพระชนม์ของรัชกาลที่ 8  จึงทำให้บรรยากาศ ในสังคม มีความคุกรุ่นและเกิดความสงสัยมากขึ้นมีการซุบซิบกันและกลายเป็น กระแสของข่าวที่ว่า เหตุที่เกิดขึ้นไม่ใช่อุบัติเหตุแต่เป็นการฆาตกรรม

          มุมมอง ที่ถูกถ่ายทอดผ่านการเขียนของผู้เขียนนั้นได้ดึงคดีที่มีความ สำคัญอย่างมากต่อประเทศไทยขึ้นมาพูดถึง มีการยกตัวอย่าง แผนที่อาชญากรรม ของการสิ้นพระชนม์ของรัชกาลที่ 8  มาพูดถึงความเป็นไปได้ และ ความที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ ทั้งยังมีการโยงใยไปเรื่องของการเมืองการแบ่งแยกขั้ว การเมือง และมีการเปรียบเทียบ สถาบันของตำรวจก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2  โดยการปฏิรูป องค์กรตำรวจนั้นเกิดขึ้นหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 องค์กรตำรวจนั้นเกิดขึ้นหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองโดยพลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ ท่านได้พยายามทำให้ สถาบัน ตำรวจมีความเข้มแข็งไม่ต่างจาก กองทัพไทย มีการเตรียมความพร้อมทั้งทางอากาศทางบกและทางน้ำ อุปกรณ์การสืบสวนสอบสวนและเทคนิคการฝึกอบรมของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นไปอย่างเข้มข้นตามหลักสากลโดยมีประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่าง และมีการอธิบายแกมเสียดสีว่าระบบ กฎหมายในประเทศไทยเกี่ยวกับอาวุธนั้นมีความอ่อนแอจนถึงกระทั่งมีการพูดว่า การซื้อขายอาวุธในประเทศไทยนั้นง่ายเหมือนการซื้อเบียร์

          การนำ รูปแบบวิธีการทางตำรวจมาจากสหรัฐอเมริกามีความเชื่อมโยงกันระหว่างรัฐบาล 2 ประเทศนี้มีกิจกรรมกันอย่างลับลับได้แก่การข้ามพรมแดนการฝึกซ้อมกองกำลังลับในประเทศไทยการวางระเบิดรับจากฐานทัพไทยยุทธการเปรูกลุ่มการให้คำปรึกษา BPP เชียงใหม่ ซึ่งโครงการช่วยเหลือของสหรัฐอเมริกาที่มีต่อประเทศไทยก็มีทางที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการหรือเป็นความลับนั้นเอง

          ในปีค.ศ. 1947 หลังจากที่กองทัพได้ขับไล่นายปรีดี และหลวงธำรงค์นาวาสวัสดิ์ ออกนอกประเทศ รัฐบาลถัดมาของหลวงพิบูลสงครามที่มาจากการรัฐประหาร ได้ออกสมุดปกขาวกล่าวหาชาวจีน 2 คน ซึ่งเกิดในสยามว่ากำลังวางแผนรุกรานจีนแผ่นดินใหญ่ รวมถึงวางแผนจะก่อตั้ง “จีนใต้” และเสนอให้นายปรีดี เป็นประธานาธิบดี ซึ่งนำไปเชื่อมโยงกับเหตุการณ์การลาออกของหลวงพิบูลสงครามในปี 1944 , การสวรรคตของพระมหากษัตริย์, การลงนามในสนธิสัญญากับจีน และการวางแผนที่จะเอาชนะกองทัพ

          ทฤษฎีสมคบคิด คือ เรื่องเล่า บทความที่สร้างขึ้นมาจากความคิดของคน หรือกลุ่มคน โดยนำเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน ซึ่งอาจมีวัตถุประสงค์ซ่อนเร้นอื่นๆเพื่อให้ประโยชน์/ให้โทษต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลหนึ่งใด หรืออธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ลักษณะของทฤษฎีสมคบคิดโดยทั่วไปมีข้อเท็จจริงประกอบอยู่เพียงเล็กน้อย หรือส่วนหนึ่ง เพียงเพื่อเสริมให้เกิดความน่าเชื่อถือว่ามีหลักฐานสนับสนุนที่ดูเหมือนเกี่ยวข้องกันเท่านั้น อาจมีเหตุผลสนับสนุนจากความเชื่อส่วนบุคคล ความเชื่อเกี่ยวกับทางศาสนา การเมือง หรือวัฒนธรรมที่แตกต่างไป เรื่องเหล่านี้นักวิชาการจะไม่ใช้อ้างอิง ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณก่อนที่จะเชื่อเรื่องนั้นๆ

            เพราะเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏแก่สังคมไม่เพียงพอ จึงเกิดข้อครหา คนคาดเดาเหตุการณ์ไปกันเอง จนเกิดเป็นกระแสคลื่นลูกใหญ่ ที่ไปบีบสังคมให้เกิดความเชื่อในพยานหลักฐานต่างๆซึ่งอาจจะไม่เป็นข้อเท็จจริง และวิธีการในการสืบสวนสอบสวนก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยและบริบทของสังคม ตามการสมคบคิดนั่นเอง

 


[1] Samson Lim.Siam’s New Detectives Visualizing Crime And Conspiracy In Modern Thailand.Honolulu Hawai’l:University of Hawai’I Press,2016

[2] ไทยทริบูน.ในคดีฆาตกรรมเชอร์รี่แอน ดันแคน สะท้อนให้เห็นรอยด่างของกระบวนการยุติธรรมไทย โดย นคร พจนวรพงษ์ อดีตทนายความ/อดีตผู้พิพากษา/ปัจจุบันทนายความ.[ออนไลน์].2558.แหล่งที่มา:http://thaitribune.org/content...

.[3 มกราคม 2560]

[3] พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน.ความหมายของคำว่า " ตำรวจ " และ POLICE.[ออนไลน์].2525.แหล่งที่มา:http://donsak.suratthani.polic... มกราคม 2560]