การเสื่อมสลายของหลักนิติธรรมและกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย


                    

                                           การเสื่อมสลายของหลักนิติธรรมและกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย

                                                                                                                                            ตฤณห์    โพธิ์รักษา

                       การบริหารงานยุติธรรมมีสองแบบ คือ แบบรัฐดั้งเดิม (Ancient State)  และ ในรัฐสมัยใหม่ (Modern State) โดยการปกครองทั้งสองแบบแตกต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญ จุดประสงค์และระบบในแต่ละการปกครองเอง ก็มีความแตกต่างอันจำเป็นต่อการบริหารรัฐเช่นกัน แบบรัฐดั้งเดิมนั้น เป็นแบบเผด็จการซึ่งอำนาจรัฐเกิดมาพร้อมการเกิดรัฐ คนหนึ่งคนมีอำนาจแต่เพียงผู้เดียว การตัดสินใจ การใช้อำนาจ และการบริหารงานยุติธรรมแบบจึงเป็นอัตตวิสัย ความยุติธรรมขึ้นอยู่กับตัวบุคคล รัฐคือสิ่งๆเดียวกับผู้ปกครอง ผู้ปกครองเป็นคนตัดสินใจทุกอย่าง และผู้กุมอำนาจอยู่เหนือทุกกเกณฑ์ (Government of man) การรวมอำนาจเพื่อขึ้นตรงต่อคนคนเดียวนั้น มีข้อดีคือ รวดเร็ว เด็ดขาด เหมาะสมกับยุคที่ต้องการขยายอาณาเขต ตีเมืองอื่นเพื่อแสดงถึงอำนาจ ผู้ปกครองจึงต้องเข็มแข็ง สู้รบ เก่งกาจ เพราะหากผู้ปกครองอ่อนแอแล้วนั้น ก็หมายถึงรัฐอ่อนแอลงไปด้วย 

                    หากแต่ในยุคปัจจุบัน ความเสมอภาคและความยุติธรรมเป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนพึงมีสิทธิ์ที่จะเข้าถึง และด้วยการปกครองที่จำเป็นต้องบริหารบ้านเมืองและประชาชนจำนวนมากๆนั้น ความยุติธรรมคือความเสมอภาค นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงจากระบบเผด็จการเป็นระบบประชาธิปไตย เมื่อจำนวนคนเยอะ จึงจำเป็นจะต้องสร้างระบบขึ้นมา เปลี่ยนจากการปกครองรัฐดั้งเดิม เป็นรัฐสมัยใหม่ (Modern State) ใช้กฎหมายเข้ามาควบคุมการใช้อำนาจรัฐมากขึ้น ดังนั้น กฎหมายที่ดี จึงเป็นตัวก่อตั้งระบบที่ดีนั่นเอง ประเทศไทยเองก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิ์ราชมาเป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ และเปลี่ยนรูปแบบการปกครองไปเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา เกิดขึ้นจากคณะนายทหารและพลเรือนที่ประกอบกัน เรียกตนเองว่า "คณะราษฎร" ในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 จากการปฏิวัติยึดอำนาจ ซึ่งประเทศไทยได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรก แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ประเทศไทยก็ยังมีการรัฐประหารต่อมาอีกหลายครั้ง ซึ่งครั้งล่าสุดปีพ.ศ. 2556 ก็ได้เกิดการรัฐประหารขึ้นอีกครั้งซึ่งเป็นครั้งที่ 13 ในประวัติศาสตร์ไทย

                       ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2557 เป็นต้นมา ภายหลังรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อันมีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะ ความยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทยนั้นลดลงอย่างรุนแรง จากการจัดอันดับของ World Justice Project [1] ระบบความยุติธรรมของไทยมีปัญหาและเกิดความไม่เทียมกันอย่างเห็นได้ชัด จากสถิติ Due Process of Law (ศุภนิติกระบวน) ของประเทศไทยที่ต่ำกว่ามาตรฐานของโลก และต่ำลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีพ.ศ. 2557 อยู่ที่ 42% , ปีพ.ศ. 2558 อยู่ที่ 35% จนมาถึงปีพ.ศ. 2560 อยู่ที่ 38% จึงเกิดคำถามว่า การที่กระบวนการยุติธรรมไทยมีปัญหาอย่างหนักนั้น เกิดมาจากตัวกฎหมายเองที่ไม่ดี ไม่มีคุณภาพ หรือ การบังคับใช้ต่างหากที่ไม่เป็นไปตามกระบวนการ สอดคล้องกับ สถิติการควบคุมอำนาจของรัฐ (Constraints on Government Powers) ที่แสดงถึงการไม่สามารถควบคุมอำนาจของรัฐได้ ตั้งแต่เกิดการรัฐประหาร ส่งผลกระทบไปยังสิทธิพื้นฐานที่ประชาชนพึงมี (Fundamental Rights) ประชาชนถูกกระทบสิทธิ์มากขึ้นเรื่อยๆจากสถิติก่อนที่จะมีการรัฐประหาร ปีพ.ศ. 2556 นั้น ประชาชนมีสิทธิ์พื้นฐาน 66% ในขณะที่หลังรัฐประหารปีพ.ศ. 2557 สถิติตัวเลขการมีสิทธิ์ของประชาชนได้ลดลงเรื่อยจนปี 2560 เหลือเพียง 47%

                ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการปฏิเสธหลักหลักนิติธรรม หรืออยู่ในสถานะที่แย่ลง (Declining Rule of Law) กลุ่มเดียวกับประเทศ พม่า ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ตุรกี และไนจีเรีย ในขณะที่ประเทศคอมมิวนิสต์อย่างสาธารณรัฐประชาชนจีน และรัสเซีย ยังอยู่ในกลุ่มลำดับประเทศที่พัฒนาขึ้น (Improving Rule of Law)

              การปฏิรูปภายใต้รัฐธรรมนูญปีพ.ศ. 2560 มีการกำหนดการปฏิรูปประเทศอยู่หลายด้าน หนึ่งในนั้นมีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ที่มีความล่าช้า ปรับปรุงระบบการสอบสวนคดีอาญา และปรับปรุงการใช้อำนาจของตำรวจ หัวใจหลักของการแก้ไขการถูกรอนสิทธิ์ของประชาชนนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากหลักนิติธรรม ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบันนั้นอาจจะห่างไกลจากการนำหลักนิติธรรมมาปฏิบัติอยู่มากนัก เพราะการรัฐประหารครั้งนี้ ได้ทำให้ประเทศไทยกลับไปปกครองอย่างรัฐดั้งเดิม (Ancient State) ประชาชนไม่มีสิทธิ์ถาม ไม่มีสิทธิ์โต้แย้ง หรือแม้กระทั่งแสดงออกถึงความคิดเห็นที่แตกต่าง เพราะอำนาจทั้งหมดขึ้นอยู่กับคนคนเดียว ซึ่งก็คือ หัวหน้าคณะคสช.นั่นเอง การปิดกั้น และไม่ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างนั้น สะท้อนให้เห็นถึงการปฏิเสธหลักนิติธรรมอย่างชัดเจน เมื่อระบบการปกครองและการบริหารความยุติธรรมทั้งหมดขึ้นอยู่กับคนๆเดียว นั่นจึงไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการใช้หลักประชาธิปไตย เพราะหลักนิติรัฐจำต้องควบคู่กับหลักประชาธิปไตยเสมอ จึงจะก่อให้เกิดเป็นรัฐเสรีประชาธิปไตย

                  แต่การที่ประชาชนคนไทย ไม่มีการออกมาเรียกร้องสิทธิ์เมื่อถูกรัฐใช้อำนาจกระทบสิทธิ์ของตน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ ประชาชนไม่มีสิทธิ์เข้าถึงกระบวนการยุติธรรม การดำเนินการในกระบวนการมีค่าใช้จ่ายที่สูง ประชาชนเข้าถึงยาก และการที่ประชาธิปไตยยังไม่พัฒนา มาจากการมองคุณค่าของคนไม่เท่ากัน การใช้อำนาจของรัฐที่มาจากการเลือกตั้ง จะทำให้รัฐห่วงใยและระมัดระวังความรู้สึกของประชาชน เพราะห่วงคะแนนเสียง ในทางกลับกัน ถ้าผู้มีอำนาจซึ่งได้มาจากการรัฐประหาร ก็จะไม่สนความรู้สึกของประชาชน เพราะคิดว่าอำนาจอยู่ที่ตน จะทำการใดก็ย่อมได้

                  เมื่อระบบยุติธรรมไม่มีความเสมอภาค ย่อมส่งผลกระทบไปทั้งระบบ ง่ายต่อการทุจริตเนื่องจากไม่สามารถตรวจสอบได้ การคอรัปชั่นทำให้งบประมาณที่ควรจะนำมาพัฒนาประเทศ งบประมาณที่ควรถูกนำมาใช้ในกระบวนการสุดท้ายของระบบความยุติธรรมซึ่งก็คือ งานราชทัณฑ์ เพื่อที่จะฟื้นฟูและแก้ไขบุคคลเหล่านั้นที่ก่ออาชญากรรม ให้กลับเข้าไปอยู่ในสังคมได้ และมีชีวิตที่ดีขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นในส่วนของการบำบัดและเยียวยาผู้ต้องขังซึ่งต้องใช้งบประมาณและการใส่ใจมากเป็นพิเศษ เป็นส่วนที่ประเทศไทยยังไม่ประสบความสำเร็จ ถึงแม้ว่าสถิติการกระทำผิดซ้ำของประเทศไทยนั้นจะไม่สูงเท่าประเทศอื่นๆ ตามที่ปรากฏในรายงานสถิติของกรมราชทัณฑ์ ในปี พ.ศ.2559 มีอยู่ 62,117 ราย จากนักโทษเด็ดขาดทั้งหมด 261,687 ราย คิดเป็นร้อยละ 23.74 [2] แต่ความแออัดของนักโทษในเรือนจำเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความไม่ศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย ประชาชนไม่มีระเบียบวินัย ไม่เคารพกฎหมายและไม่เคารพสิทธิ์ของผู้อื่น คนไม่เกรงกลัวกฎหมาย คำนวณค่าความเสียหายและความเสี่ยงแล้วคุ้มกับการก่ออาชญากรรม ติดคุกไม่นานก็ได้ออกมาประกอบอาชญากรรมอีก ยิ่งไปกว่านั้นรูปแบบของอาชญากรรมที่มีความรุนแรงมากขึ้น โดยที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 7 ประเทศที่มีการก่ออาชญากรรมมากที่สุดในอาเซียน (ปีพ.ศ. 2557)[3]     โดยอันดับหนึ่งคือมาเลเซีย รองลงมาคือเวียดนาม

                 สถิติผู้ต้องราชทัณฑ์จากการสำรวจล่าสุด เดือนมีนาคม พ.ศ.2561 จำนวนทั้งสิ้น 334,279 ราย[4] นักโทษส่วนใหญ่ในเรือนจำอยู่รวมกันโดยไม่มีการแบ่งแยกประเภทของการกระทำผิด การเข้าไปอยู่รวมกันในเรือนจำ ไม่ต่างจากการเข้าสู่โรงเรียนอาชญากรรม สถานที่ซึ่งผู้ต้องขังจะได้เรียนรู้การก่ออาชญากรรมมากกว่าการเรียนรู้การประกอบอาชีพเสียอีก และจากการวิจัยที่เรือนจำจังหวัดมหาสารคาม ศึกษาเรื่อง การกระทำความผิดซ้ำของผู้ต้องขังในเรือนจำจังหวัดมหาสารคามนั้น ปัจจัยที่ส่งผลต่อการกระทำผิดซ้ำมากที่สุดคือปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ การไม่มีรายได้มาจุนเจือครอบครัว การไม่มีงานทำ เนื่องจากไม่มีความรู้ในการประกอบอาชีพ[5] ดังนั้นการแก้ปัญหาเหล่านี้ควรจะเริ่มจากการปรับปรุงระบบเรือนจำ แยกประเภทการกระทำผิดออกเป็นกลุ่ม เข้าบำบัดเยียวยาเป็นกรณีๆไป มีการตรวจสุขภาพจิต และให้ความรู้ผู้ต้องขังตลอดเวลาที่ถูกต้องโทษ แก้ปัญหาที่เป็นสาเหตุของแต่ละตัวบุคคล เพราะไม่ใช่ทุกรายที่ต้องการความรู้ไปประกอบอาชีพ บางรายอาจต้องการการเยียวยาทางสุขภาพจิตมากกว่า อีกผลการวิจัยเปรียบเทียบ 3 รัฐในประเทศอเมริกา (Maryland, Minnesota, and Ohio) พบว่าการศึกษามีผลต่อการกระทำผิดซ้ำที่น้อยลง เมื่อผู้ต้องขังพ้นโทษและมีความรู้ มีวิชาชีพติดตัว พ้นโทษออกไปมีงานทำ ส่วนใหญ่จะไม่กระทำผิดซ้ำ[6]

ปัญหาระบบยุติธรรมไทยที่มีปัญหาเหล่านี้ สามารถแก้ไขได้โดยการวิจัยกฎหมาย ออกกฎหมายและพิสูจน์ผลว่ามีประสิทธิภาพหรือไม่ก่อนจะนำมาใช้จริง ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่ล้าหลังและไม่เป็นธรรม ปรับเพิ่มโทษสำหรับอาชญากรรมที่ร้ายแรง ส่งเสริมการให้ความรู้ทั้งด้านศีลธรรมและด้านวิชาชีพแก่คนรุ่นใหม่ ปลูกฝังการเห็นใจเพื่อนมนุษย์ มีน้ำใจ รักษาสิทธิ์ของตนเองและไม่ละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่น ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและชุมชนให้มีความแน่นแฟ้น เพื่อลดการเกิดอาชญากรรมพร้อมทั้งให้ชุมชนมีส่วนร่วมในระบบบริหารงานยุติธรรม ส่วนด้านการบำบัด รักษาเยียวยาผู้กระทำผิดนั้น ต้องทุ่มเทไปที่การแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด ไม่เหมารวมบำบัดผู้ต้องหาทั้งหมดไปในทางเดียวกัน แต่ต้องมีการวิเคราะห์แก้ไขปัญหาเป็นแบบเฉพาะรายไป เพื่อประสิทธิภาพอันสูงสุด และลดการกระทำผิดซ้ำอีก ส่งเสริมและให้ความรู้เรื่องกฎหมายแก่ประชาชนทั่วไป ให้สามารถเข้าถึงสิทธิ์พื้นฐานที่ตนเองพึงมี และไม่ถูกเอาเปรียบจากการแสวงหาผลประโยชน์ของผู้อื่น

           เมื่อความเสมอภาค ความยุติธรรมหลักประชาธิปไตยเกิด หลักนิติธรรมจึงจะสามารถทำงานได้ การแสดงความคิดเห็น การค้าน การพัฒนาประเทศ และขับเคลื่อนรัฐให้ก้าวทันโลกาภิวัตน์นั้น ไม่สามารถกระทำโดยคนคนเดียวได้ การให้อำนาจสูงสุดแก่ประชาชนจึงเป็นหัวใจสำคัญในการบริหารประเทศ เพราะท้ายที่สุดแล้วการมีรัฐนั้นควรเกิดมาเพื่อบริหารความสงบสุขของประชาชน มิใช่เพิกเฉยต่อความรู้สึกของประชาชนหรือทำลายอิสรเสรีภาพที่มนุษย์พึงมี

 

 

 

 

 

[1] World Justice Project.World Justice Project Rule of Law Index 2016.[Online].2016.Available from : https://worldjusticeproject.or... 14]

[2] กรมราชทัณฑ์.รายงานสถิติผู้ต้องราชทัณฑ์.[ออนไลน์].2560.แหล่งที่มา:

http://www.correct.go.th/stathomepage/.[14 เมษายน 2561]

[3] นิตยสาร247.เผย 6 สถิติ ที่บอกคุณว่าประเทศไทยอันตรายขึ้นกว่าเดิม.[ออนไลน์].2560.แหล่งที่มา:https://goo.gl/GcfPSe. [14 เมษายน 2561]

[4] กรมราชทัณฑ์.รายงานสถิติผู้ต้องราชทัณฑ์ทั่วประเทศไทย.[ออนไลน์].2561.แหล่งที่มา:

http://www.correct.go.th/stat1... เมษายน 2561]

[5] สารคาม

[6] Steurer, Stephen J.; Smith, Linda G.

Education Reduces Crime: Three-State Recidivism Study. Executive Summary.[Online].2013.Available from : https://eric.ed.gov/?id=ED4784... 14]

หมายเลขบันทึก: 649042เขียนเมื่อ 20 กรกฎาคม 2018 19:18 น. ()แก้ไขเมื่อ 28 ธันวาคม 2019 17:30 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี